
ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับมหกรรมกีฬาของมวลมนุษยชาติ โอลิมปิกเกมส์ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นบนแผ่นดินทวีปเอเชียอีกครั้งที่เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน ก่อนจะย้ายไปฝั่งยุโรปให้อังกฤษ เป็นเจ้าภาพในอีก ๔ ปีข้างหน้า และถือเป็นความสำเร็จอย่างงดงามสำหรับทวีปเอเชียในการจัดงานใหญ่ระดับโลก
ในส่วนประเทศไทยเอง นับตั้งแต่สมรักษ์ คำสิงห์ สามารถคว้าเหรียญทองแรกเข้าประเทศได้ในปี ๒๕๓๙ นับจากนั้นมาถือว่าประเทศไทยได้ก้าวไปอีกขั้นของความสำเร็จ คือไม่เคยมีโอลิมปิกครั้งใดที่ปราศจากฮีโร่เหรียญทองอีกเลย และในปักกิ่งเกมส์คราวนี้ก็เช่นกัน
เมื่อคราวเพิ่งได้สัมผัสรสชาติเหรียญทองใหม่ๆ ดูเหมือนว่าโอลิมปิกครั้งต่อมา กีฬามวยสากลสมัครเล่นจะเป็นความหวังอันสูงสุดของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งนักมวยตัวความหวังเหล่านั้นก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เพราะสามารถชิงเหรียญทองเข้าประเทศได้ตลอดมา ถึงแม้ครั้งต่อมาฮีโร่เก่าอย่างสมรักษ์ จะแพ้ภัยตัวเองไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลใดๆ กลับบ้านได้ ก็ยังดีที่ปีนั้นมีวิจารณ์ พลฤทธิ์ ช่วยทำหน้าที่แทนได้อย่างสมภาคภูมิ
ต่อมาประเทศไทยเราก็ได้ค้นพบว่า นอกจากมวยสากลสมัครเล่นแล้วกีฬาที่สามารถเป็นความได้อีกอย่างหนึ่งก็คือยกน้ำหนัก โดยเฉพาะยกน้ำหนักหญิงดูเหมือนว่าจอมพลังสาวไทยจะสามารถแสดงฝีมือให้โลกประจักษ์ได้ไม่แพ้มวยของฝ่ายชาย
การจะได้เหรียญทองแต่ละเหรียญมาให้คนทั้งประเทศชื่นชมในแต่ละครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด่านทดสอบความสามารถคือนักกีฬาจำนวนมากจากทั่วโลก และในบรรดานักกีฬาทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ที่จะกำเหรียญทองเอาไว้ได้มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลในความยิ่งใหญ่ของเหรียญทองเหรียญใดเหรียญหนึ่งที่ได้มา
นอกจากชื่อเสียงเกียรติยศ ความภาคภูมิใจของพ่อแม่วงศ์ตระกูลแล้ว แรงจูงใจอีกอย่างหนึ่งสำหรับนักกีฬาที่ได้เหรียญคือเงินรางวัลที่ทั้งภาครัฐและเอกชนพร้อมจะยื่นให้เป็นการตอบแทนน้ำใจในฐานะผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ จำนวนเงินระดับ ๑๐ ล้าน สามารถทำให้ผู้ได้รับเปลี่ยนสถานภาพจากนักกีฬาธรรมดาคนหนึ่งให้กลายเป็นเศรษฐีได้ในชั่วพริบตา นี่จึงเป็นอีกแรงกระตุ้นหนึ่งที่สำคัญสำหรับนักกีฬาที่ออกไปทำหน้าที่ของประเทศให้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเกินร้อย
เงินรางวัลก้อนโตที่นักกีฬาผู้คว้าเหรียญทองมาได้จะได้รับ เป็นจำนวนมากพอที่จะทำให้คนใช้ชีวิตระดับธรรมดาคนหนึ่งสามารถมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายได้ตลอดชีวิต แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าประวัติการณ์ที่ผ่านมามีเศรษฐีใหม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจรักษาฐานะทางการเงินของตัวเองไว้ได้ บางรายถึงขั้นล่มจมเป็นหนี้สิน พร้อมกับความเสื่อมถอยลงของฝีไม้ลายมือที่เคยแสดงให้ทั้งโลกได้ประจักษ์
ลักษณะดังกล่าวจึงเป็นที่น่ากังขา และมีหลายคนตั้งคำถามว่า วิธีการตอบแทนนักกีฬาด้วยเงินก้อนโตเป็นการทำถูกทางแล้วหรือ ? เพราะบางครั้งก็ดูเหมือนว่าการเอาเงินจำนวนมากไปยัดใส่ให้กับนักกีฬา ซึ่งไม่เคยสัมผัสรสชาติการมีเงินจำนวนมากมายอย่างนี้มาก่อนในชีวิต ก็อาจกลายเป็นดาบสองคมให้กลับมาเชือดนักกีฬาและสมาคมกีฬานั้นเองด้วย
สำคัญที่สุดก็คือตัวนักกีฬาเอง เมื่อมีเงินแล้วมักทำตัวเหลวไหล ใช้เงินไม่ถูกทาง ขาดความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ต่อไป รังเกียจการฝึกซ้อมซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาตนสู่ความเป็นเลิศ เพราะมัวเสพติดความสำเร็จที่ได้รับมาว่าครั้งหนึ่งตนเองก้าวไปถึงจุดสูงสุดในอาชีพแล้ว ฐานะทางการเงินก็ดีแล้วจึงไม่ต้องแคร์ใคร ประพฤติตัวหย่อนยานในวินัยที่เคยปฏิบัติมาก่อน เป็นเหตุให้ฝีมือเสื่อมถอยลงถึงขนาดใช้การไม่ได้อีกต่อไป
หรือบางคนก็รู้สึกอิ่มตัว เห็นว่าตนเองพอแล้ว ทั้งเกียรติยศระดับสูงสุดของนักกีฬา หน้าที่การงานที่มั่นคง (ได้บูมบำเน็จให้เป็นข้าราชการพิเศษ) และมีฐานะที่ร่ำรวยพอแล้ว จึงประกาศวางมือจากวงการกีฬาหันไปใช้ชีวิตส่วนตัวบนกองเงินกองทองอย่างมีความสุข
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ดีสำหรับการวางแผนชีวิตของคนๆ หนึ่ง แต่กลับกลายว่าได้สร้างความสูญเสียอย่างยิ่งสำหรับสมาคมต้นสังกัด และทรัพยากรด้านการกีฬาของประเทศ เพราะนั่นหมายถึงการต้องสูญเสียนักกีฬาระดับยอดฝีมือที่ผ่านการฝึกฝนเพาะบ่มมาอย่างดี ทั้งที่บางคนยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นสามารถเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไปได้อีกยาวนาน
กลายเป็นว่าเมื่อสิ้นฤดูแข่งขันทีหนึ่ง สมาคมผู้รับผิดชอบต้องกลับมานับหนึ่งใหม่ด้วยการออกตระเวนหานักกีฬาที่ฝีมือเข้าขั้น นำมาเข้าสังกัดฝึกซ้อมและเคี่ยวเข็ญให้เป็นยอดฝีมือใหม่อีกรอบ ทั้งที่การได้คนเก่าที่ฝีมือดีอยู่แล้วมาพัฒนาฝีมือให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีกดูจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า และมีภาษีดีกว่าจะต้องมาลุ้นผลงานของนักกีฬาหน้าใหม่
โดยเฉพาะสมาคมมวยสากลสมัครเล่นนั้นน่าคิดมากว่า การบริหารทรัพยากรยอดนักกีฬาที่มีอยู่ในมือนั้นดำเนินมาถูกทางแล้วหรือไม่ เพราะเงินก้อนโตที่ทุ่มให้เป็นรางวัลกับนักกีฬาไปแต่ละครั้งดูเหมือนว่าจะเป็นการทำลายนักกีฬาคนนั้นเสียมากกว่าจะเป็นรางวัลเครื่องให้กำลังใจเพื่อพัฒนาฝีมือขึ้นไปอีก ที่เห็นอยู่ตอนนี้คือถ้าไม่ออกลูกเกเรไปเลย อย่างเศรษฐีโอลิมปิกคนแรกสมรักษ์ คำสิงห์ หรือคนต่อมามนัส บุญจำนง ก็หายเข้ากลีบเมฆไปแบบวิจารณ์ พลฤทธิ์ เป็นตัวอย่าง
มาถึงวันนี้สมาคมกีฬาต่างๆ ที่มีนักกีฬาระดับความหวังของชาติทั้งหลาย คงรต้องหันกลับมาทบทวนดูบ้างว่า นโยบายที่ตนวางไว้ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ หรือว่าควรเพิ่มมาตรการรองรับสำหรับการพัฒนานักกีฬาอย่างยั่งยืนต่อไปได้อย่างไร ไม่ใช่นำคนมาเข้าค่ายฝึกเป็นปีๆ ส่งไปแข่งชิงเหรียญกลับมาได้ เอาเงินรางวัลฟาดหัว แล้วปล่อยให้ไปใช้ชีวิตสุรุ่ยสุร่ายตามยถากรรม
สมควรคิดล่วงหน้าไว้บ้างหรือไม่ว่า ทำอย่างไรประเทศเราจะมีทรัพยากรทางการกีฬาใช้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป และทำอย่างไรให้นักกีฬาที่ผ่านการฝึกฝนจนเป็นยอดฝีมือแล้ว สามารถอยู่ทำหน้าที่รับใช้ประเทศต่อไปได้ตราบจนถึงวันเวลาอันสมควร ไม่ใช่ผลิตมา ส่งออกไป ได้รางวัลกลับมา แล้วก็ล้มเหลว ผลิตใหม่ ส่งออกไป ได้รางวัลกลับมา แล้วล้มเหลว เป็นอยู่อย่างนี้ นั่นก็เท่ากับไปทำลายชีวิตนักกีฬาเหล่านั้นด้วยความสำเร็จของพวกเขาเองอย่างน่าเสียดาย เป็นอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่วงการกีฬาไทยจึงจะพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน
อาจถึงเวลาแล้วสำหรับการคิดทบทวนนโยบาย ถึงเวลาที่นักกีฬาที่ออกไปคว้าเหรียญทองกลับมาให้คนทั้งประเทศได้เชยชมเหล่านี้ควรได้รับอะไรที่ยั่งยืน ได้รับอะไรที่จะเป็นการใช้ศักยภาพการกีฬาในตัวพวกเขาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ
นอกจากการตั้งให้เป็น “เศรษฐีใหม่” ซึ่งไม่มีใครรับประกันไม่ได้ว่าจะหมายถึงการเป็น “เศรษฐีตลอดไป”

สวัสดีค่ะ
มาเยี่ยมค่ะ
กีฬา ๆๆ เป็นยาวิเศษ ทำให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรงเสมอ
ขอบคุณค่ะ