อ่านบันทึก “ ถูกต้อง ของคุณ Logos แล้วเห็นด้วยกับประโยคในความเห็นที่ว่า เสียสละไม่เสียหน้าหรอกครับ
อ่านแล้วก็ทำให้นึกถึง “อารมณ์ของตัวเอง” ช่วงขณะหนึ่งของเมื่อวานนี้
เป็นเรื่องสั้นๆ ที่เกิดขึ้นขณะเดินไปธนาคารที่อยู่ในโรงพยาบาล
ฉากหลังเป็น บริเวณหน้าอาคาร ที่เป็นที่จอดรถของอาจารย์แพทย์อาวุโส มีมีนักศึกษาแพทย์วัยฉกรรจ์ จับกลุ่มคุยกัน 5-6 คน มีผู้คนในชุดปฏิบัติการพยาบาลบ้าง พนักงานบ้าง เดินกันไปมาเพื่อผ่านออกประตูโรงพยาบาลด้านธนาคาร
มีผู้ชายคนหนึ่ง กำลังยักแย่ยักยันเข็นรถยนต์สีแดงคันโต แต่ดันอย่างไงรถก็ไม่เคลื่อน
…………..
ก็เดินไปและเห็นฉากนั้นในระยะไกล
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ อภิโธ่ คนแก่ที่เห็นคืออาจารย์แพทย์อาวุโส อายุประมาณ 70 ปี กำลังพยายามดันรถเพื่อเปิดทางให้รถตัวเองขยับออกจากที่จอดได้
…ไม่มีใครสนใจมาช่วย …และก็ดูเหมือนว่าอาจารย์ท่านก็ไม่ได้คิดจะขอความช่วยเหลือจากใคร
……เห็นแล้วก็เลยเข้าไปช่วยเข็น …ในชุดพยาบาลนั่นแหล่ะค่ะ….แล้วก็พบว่าอาจารย์ท่านรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก…
วูบหนึ่งของความคิด และอยากบันทึกไว้ คือ คำถามที่เกิดขึ้นขณะนั้นและภายหลังจากนั้น
เป็นคำถามตัวเอง ว่า
1 ที่ไปช่วยเพราะเคยรู้จักไหม….คำตอบคือ ไม่ใช่ ไม่เคยรู้จักหรือรับการรักษาหรือเรียนกับท่าน ..แต่คิดว่าทำเพราะท่านในขณะนั้นคือคนที่ต้องการความช่วยเหลือ
2 ไม่อายหรือที่แต่งชุดพยาบาลไปเข็นรถ…คำตอบคือ ไม่…ชุดพยาบาลจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร ถ้าตัวเองเพิกเฉยให้กับคนที่ต้องการการช่วยเหลือ
3 ทำไมไม่ไปเรียกนักศึกษาแพทย์เหล่านั้นมาช่วย….คำตอบคือ…คิดว่าเป็นขั้นต่อไป ถ้าหากว่าลองเข็นสองคนแล้วยังไม่ได้ ก็คงจะเดินไปขอความช่วยเหลือ (แม้จะแปลกใจนิดๆ ว่าทำไมนักศึกษาถึงทำเป็นไม่เห็น)
4 แล้วคิดถึงอนาคตตัวเองที่แก่กว่านี้และต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม….คำตอบคือคิดอยู่บ้าง…สังคมไทยจะมีคนสูงอายุมากขึ้น และต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ความเกื้อกูลหายไป ผู้คนให้ความเคารพในเปลือก (ชุด)ที่สวมมากขึ้น …เหมือนกรณีอาจารย์อาวุโสท่านนี้….นึกถึงว่าถ้าเป็นยามที่ท่านยังคงดำรงตำแหน่งบางอย่างอยู่ คงมีผู้คนแห่ล้อมและกุลีกุจอช่วยท่านแน่ๆ…และก็คิดว่าท่านก็คงเข้าใจโลกขณะนี้ถึงได้พยายามช่วยตัวเอง
….
อารมณ์เกิดแล้วก็ดับไป…กิจเล็กน้อยที่ทำก็ผ่านไปแล้ว …คนสองคนที่ไม่รู้จักกันได้เกื้อกูลกันในระยะสั้น คนหนึ่งได้ขับรถออก อีกคนหนึ่งก็ได้ความปลื้มที่สามารถช่วยได้
เสียสละไม่ได้ทำให้เสียหน้าหรือได้หน้าอะไร…แต่ได้ทำเวลาสั้นๆให้มีค่าขึ้นมาบ้าง อย่างนี้แหล่ะค่ะ
ดัน ดื้อ ดึง เป็นภาษากายผสมภาษาจิตใจ
แก่เมื่อไหร่ ดันไม่ไหวก็บอกนะ
อาจจะมีพยาบาลรุ่นหลังสืบทอดเจตนารมณ์ดีได้บ้าง
ถ้ายกเอากรณีนี้ไปสอน ไปบอกเหล่า ในหมู่นักสึกษา สึกกร่อน..
ที่ชอบเลือกปฎิบัติ มิติในสังคมบกพร่อง สังคมผิดปกติ
หรือบางทีอาจจะหลงลืมไปบ้าง ก็อาจเป็นได้
ดังนั้นครูต้องเป็นตัวอย่าง
ครูควรหาบทเรียนสดๆมาเล่า ครูเขียนบันทึกบ่อยๆ อิอิ
น้ำเอย น้ำใจ..นั้นหายากยิ่งในสังคมเมือง หรือแม้กระทั่งสังคมปัจจุบันนี้ (ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือชนบท) สิ่งที่หายไปคือสังคมแห่งการถ้อยทีถ้อยอาศัยและช่วยเหลือเกื้อกูล
เด็กๆ นักศึกษากลุ่มนั้น..เขาก็เป็นของเขาอย่างนั้น ต้อมถือว่านี่คือตัวตนของเขา นั่นคือ "แล้งน้ำใจ"
สวัสดีครับ อาจารย์
อาจารย์มีจิตเป็นกุศลตั้งแต่ขณะที่คิดเข้าไปช่วยแล้ว ส่วนท่านอาจารย์แพทย์อาวุโสท่านนั้นย่อมรู้สึกได้ในความเอื้อเฟื้ออารี
มองไปที่นักศึกษาแพทย์กลุ่มนั้น ไม่ขอตัดสินเขา แต่เชื่อว่า หากเขาได้เห็นอาจารย์เข้าไปช่วยเข็นรถ แม้จะเพียงแว่บเดียว แต่มโนธรรมสำนึกที่อยู่ในใจ ย่อมจะทำให้เขารู้สึกบางอย่างได้ แม่จะไม่รู้ตัวก็ตาม
และก็หวังว่าในครั้งต่อๆ ไป "ตัวอย่างที่ดี" นี้ อาจจะทำให้บางคนในกลุ่มนั้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และกล้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างให้เกิดประโยชน์ต่อคนอื่นมากขึ้น ในเหตุการณ์อื่นๆ ทำนองเดียวกัน
ผมชอบใจคำกล่าวของอาจารยเหลือเกินที่ว่า
ชุดพยาบาลจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร ถ้าตัวเองเพิกเฉยให้กับคนที่ต้องการการช่วยเหลือ
เพราะสามารถนำไปปรับใช้ได้กับแทบทุกบริบท....
ชุดตำรวจจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร ถ้าเพิกเฉยกับการกระทำผิดกฎหมายต่อหน้าต่อตา
ฯลฯ
จริงๆ แล้ว แม้แต่ไม่ได้สวมชุดเครื่องแบบใดๆ อย่างเป็นทางการ ผมก็ยังคิดว่า หากคนๆ หนึ่งเชื่อมั่นและศรัทธาในหน้าที่การงานที่เขาทำอยู่ เขาก็ย่อมจะไม่เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เขาสามารถเข้าไปจัดการให้มันดีขึ้นได้ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่เขามี ใช่ไหมครับ?
Happy New Year 2009 krab. All the best things are coming to you and your family.