พุทธธรรมสำหรับการพัฒนาชีวิตครู

พุทธธรรมสำหรับการพัฒนาชีวิตครู

 

1. ปฏิจจสมุปบาท(dependent  origination)

 

ความหมายของปฏิจจสมุปบาท

           การศึกษาพระพุทธศาสนา ผู้ศึกษาไม่พยายามทำความเข้าใจในหลักปฏิจจสมุปบาทแล้วก็หาได้ชื่อว่าได้ศึกษาพระพุทธศาสนาไม่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศศักดาแห่งความเป็นผู้ตรัสรู้ก็ด้วยการรู้แจ้งซึ่งปฏิจจสมุปบาทนี้เองพื้นดินก็เป็นที่ตั้งรองรับบรรดามนุษย์ พืช สัตว์ และสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ฉันใดปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นที่ตั้งรองรับอริยสัจจ์ 4 และหมวดธรรมทั้งหลายฉันนั้นสมดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่าผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาทผู้นั้นย่อมเห็นธรรมผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาท

ก่อนที่ผู้ศึกษาจะได้ทราบความหมายอันลึกซึ้งและน่าอัศจรรย์ในภูมิปัญญาของผู้นำมาบอกเล่าโปรดทราบความหมายตามรูปศัพท์ก่อนเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

        คำว่าปฏิจจสมุปบาทแยกศัพท์ออกเป็นปฏิจจ = อาศัย +สมุปบาท = เกิดขึ้นพร้อมกันหรือถ้าจะแยกให้ละเอียดก็จะได้ =ปฏิ= เฉพาะ +อติ= ยิ่งสํ =พร้อม +อุป = เข้าไป +บาท = เกิดเมื่อแปลโดยความหมายก็จะได้ความว่าการเกิดขึ้นเพราะอาศัยกันหรือมาปรับสำนวนภาษาใหม่ว่าธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นหรือการเกิดขึ้นที่มีลักษณะเป็นวัฏฏจักรกล่าวคือไม่มีสิ่งที่เกิดขึ้นโดยมิต้องอาศัยสิ่งอื่น

      หากจะพิจารณาถึงความเป็นของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในจักรวาลหรือเอกภพนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่ไม่อาศัยกันและกันทุกสิ่งทุกอย่างย่อมอาศัยซึ่งกันและกันเป็นไปตามสภาพของตน

        ผู้รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทย่อมจะเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริงย่อมรู้สาเหตุแห่งการเกิดและการดับไปของชีวิตของสัตว์ทั้งปวงและย่อมเข้าใจเหตุผลแห่งการดำเนินไปของวัฏฏจักรแห่งชีวิตและสามารถดับอวิชชาตัณหาอุปาทานซึ่งเป็นตัวการให้เกิดทุกข์ในวัฏฏสงสารได้

หัวข้อแห่งปฏิจจสมุปบาท

    ปฏิจจสมุปบาทมีองค์ธรรมที่ประกอบกันขึ้น 12 หัวข้อ ใน 12 หัวข้อนี้เป็นได้ทั้งสายเกิดและสายดับ

ก. สายเกิดคือการเกิดขึ้นที่อาศัยสิ่งอื่นเกิด กล่าวคือเมื่อสิ่งหนึ่งเกิดอีกสิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้นตามมา เรียกว่า สมุทัยวาร

ข. สายดับคือ การดับเพราะสิ่งอื่นดับคือเมื่อสิ่งหนึ่งดับสิ่งหนึ่งก็ดับตามไปด้วยเปรียบเหมือนสายพานเครื่องจักรขาดหรือเครื่องดับ ส่วนอื่น ๆที่เกี่ยวข้องก็พลอยหยุดหมุนไปด้วย เรียกว่า นิโรธวาร

 

ปฏิจจสมุปบาทเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปัจจยาการ 12 หรืออิทัปปัจจยตา (ความมีสิ่งนี้สิ่งนี้จึงมี)

ก.สายเกิด

1-2) อวิชชาปจฺจยา สงฺขาราเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร

3) สงฺขาราปจฺจยา วิญญาณํเพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ

4) วิญญาณปจฺจยา นามรูปํเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป

5) นามรูปปจฺจยา สฬายตนํเพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตน

6) สฬายตนปจฺจยา ผสฺโสเพราะสฬายตนเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ

7) ผสสปจฺจยา เวทนาเพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา

8) เวทนาปจฺจยา ตณฺหาเพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา

9) ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํเพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน

10) อุปาทานปจฺจยา ภโวเพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ

11) ภวปจฺจยา ชาติเพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ

12) ชาติปจฺจยา ชรามรณํเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรามรณะ

โสกปริเทวทุกขโทมนสฺสุปายาสาสมฺภวนฺติ ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์โทมนัสและความคับแค้นใจจึงเกิดขึ้น

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺสสมุทโย โหติ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้จึงมีด้วยประการฉะนี้

    ข้อสังเกตการที่นับข้อ 1 และ 2 พร้อมกัน เพราะมี 2 องค์ธรรมด้วยกัน คือ อวิชชาและสังขารซึ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัยอิงกันและกันและเป็นสาเหตุให้สิ่งอื่นเกิดขึ้นตามมา

    คำว่าปัจจัยหมายถึงสิ่งที่เป็นเครื่องอาศัยให้ชีวิตดำเนินไปได้ เช่นปัจจัย 4 (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค)เป็นเครื่องอาศัยแห่งชีวิต กล่าวคือช่วยให้ชีวิตดำเนินไปได้

        การแสดงไปตามลำดับจากต้นไปหาปลายโดยเริ่มต้นที่อวิชชาก่อนแล้วเรียงลำดับไปจนถึงชรามรณะ เรียกว่า อนุโลมเทศนาส่วนการแสดงจากชรามรณะ ย้อนกลับไปหาอวิชชา เรียกว่า ปฏิโลมเทศนา

        พระพุทธองค์เมื่อตรัสรู้ใหม่ๆ ได้ประทับอยู่ภายใต้ต้นมหาโพธิ์นั้นได้ทรงพิจาราณาปฏิจจสมุปบาทที่พระองค์ได้ทรงกำหนดรู้แล้วนั้นตามลำดับ (อนุโลม)และถอยหลัง (ปฏิโลม) ทั้งเกิดและข้างดับ (สายเกิดและสายดับ) ตลอดยาม 3 แห่งราตรี

ข.สายดับ

1-2) อวิชชายเตฺววอเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรธา เพราะอวิชชาดับไม่เหลือสังขารจึงดับ

3) สงขารนิโรธา วิญญาณนิโรโธเพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ

4) วิญญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธเพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ

5) นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธเพราะนามรูปดับสฬายตนจึงดับ

6) สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธเพราะสฬายตนดับผัสสะจึงดับ

7) ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธเพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ

8) เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธเพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ

9) ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธเพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ

10) อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธเพราะอุปาทานดับภพจึงดับ

11) ภวนิโรธา ชาตินิโรโธเพราะภพดับชาติจึงดับ

12) ชาติ นิโรธา ชรามรณนิโรโธเพราะชาติดับ ชรามรณะจึงดับ

โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสานิรุชฺฌนฺติ

เอวเมตสสส เกวลสสส ทุกฺขกฺขนฺธสฺสนิโรโธ โหติ

ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัสความคับแค้นใจย่อมดับ กองทุกข์ทั้งมวลจึงดับด้วยประการฉะนี้

 

ความหมายของแต่ละหัวข้อธรรมในปฏิจจสมุปาบาทมีดังนี้

    1. อวิชชา (Ignorance) คือ ความไม่รู้ได้แก่ ไม่รู้ในอวิชชา 8 คือ

1) ความไม่รู้แจ้งในเรื่องความทุกข์

2) ความไม่รู้แจ้งในเรื่องเหตุให้เกิดทุกข์

3) ความไม่รู้แจ้งในเรื่องความดับทุกข์

4) ความไม่รู้แจ้งในเรื่องหนทางให้ถึงความดับทุกข์

5) ความไม่รู้แจ้งในเรื่องอดีตของชีวิต

6) ความไม่รู้แจ้งในเรื่องอนาคตของชีวิต

7) ความไม่รู้แจ้งในเรื่องปัจจุบันของชีวิต

8) ความไม่รู้แจ้งในเรื่องปฏิจจสมุปบาท

ความไม่รู้แจ้งดังกล่าวนี้ทั้งหมดหมายถึงความไม่รู้แจ้งในเรื่องของชีวิตมิได้

หมายถึงความไม่รู้แจ้งในเรื่องอื่น ๆเช่น วิชาการแขนงต่าง ๆ ที่ชาวโลกนิยมศึกษาเล่าเรียนกัน

    2. สังขาร (Karma Formation) คือ สภาพปรุงแต่งได้แก่ สังขาร 3 และอภิสังขาร 3 คือ

            1) สังขาร 3 คือ

1. กายสังขาร คือสภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย ได้แก่ กายสัญเจตนา คือความจงใจทางกาย

2. วจีสังขาร คือสภาพปรุงแต่งการกระทำทางวาจา ได้แก่ วจีสัญเจตนา คือ ความจงใจทางวาจา

3. จิตตสังขาร หรือมโนสังขารคือสภาพปรุงแต่งให้เกิดการกระทำทางใจ ได้แก่ มโนสัญเจตนา