หากมีไพโรจน์ สโมสร ที่ขอนแก่น มีวิโรฒ ศรีสุโร ที่โคราชและอุบลราชธานี ก็ต้องมีเจ้าพ่อศิลปะอีสานอีกท่านหนึ่งที่มหาสารคาม นั่นคือ อาจารย์อาคม วรจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คนแรกและตลอดไป เสี่ยวผู้ใกล้ชิดของไพโรจน์ สโมสร และวิโรฒ ศรีสุโร โดยเฉพาะอาจารย์ไพโรจน์ สโมสร และอาจารย์อาคม วรจินดา นั้นเรียนศิลปะ ที่ เพาะช่าง รุ่นเดียวกัน

ไพโรจน์ สโมสร คือตำนานแห่งศิลปกรรมอีสานที่ควรค่าจดจำตลอดไป

อิศรา ประชาไท

 

อารัมบท

 

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา อีสาน ได้สูญเสียศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ไปหนึ่งท่าน คือ ดร.วิโรฒ ศรีสุโร

ที่จังหวัดขอนแก่น  และเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2551 อีสานก็ได้สูญเสียศิลปินไปอีกหนึ่งท่าน นั่นคือ ท่านอาจารย์ไพโรจน์ สโมสร ด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมีการพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2525 ที่วัดสว่างสุทธาราม บ้านหนองกุง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

อาจารย์ไพโจน์ สโมสร ชาติภูมิ เป็นคนภาคใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช เช่นเดียวกับอาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร ที่เป็นคนปัตตานี  4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ทั้งสองท่านมาประสพความสำเร็จเป็นครูบาอาจารย์สอนศิลปะที่ภาคอีสาน อาจารย์วิโรฒ อยู่ที่นครราชสีมามาก่อน ส่วนอาจารย์ไพโรจน์ มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วต่อมาทั้งสองอาจารย์ก็มาอยู่ด้วยกันที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สร้างลูกศิษย์ลูกหามามากมายทั้งทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ทั้งสองคนแม้ไม่ใช่คนอีสานโดยกำนิด แต่ก็มีคุณูปการต่อแผ่นดินอีสาน แม้สายรกจะไม่ได้ฝังไว้ที่แผ่นดินอีสาน แต่เถ้าอังคารก็ถูกฝังไว้ ณ แผ่นดินอีสานตลอดไปตราบนานเท่านาน

 

สามสหาย สามสำนัก

         

ถ้ากล่าวถึง ไพโรจน์ สโมสร แล้วไม่กล่าวถึง วิโรฒ ศรีสุโร  ก็กระไรอยู่เพราะวงการศิลปะอีสาน สองคนมีส่วนผลักดันก่อให้เกิดแนวทางการสร้างศิลปะแนวสมัยใหม่ขึ้นอย่างมากมาย นอกจากนั้นยังสามารถนำเอาศิลปะท้องถิ่นอีสาน ศิลปกรรมลุ่มแม่น้ำโขงมาเปิดโลกทัศน์ให้บรรดาครูศิลปะในท้องถิ่นและคนในวงการศิลปะไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าศิลปะท้องถิ่น โดยเฉพาะศิลปกรรมอีสานได้มี ทางเดิน ในวงการศิลปกรรมไทยในปัจจุบัน  บุคคลอีกคนหนึ่งที่ถ้าไม่ก้าวถึงก็คงไม่ได้ หากมีไพโรจน์ สโมสร ที่ขอนแก่น มีวิโรฒ ศรีสุโร ที่โคราชและอุบลราชธานี ก็ต้องมีเจ้าพ่อศิลปะอีสานอีกท่านหนึ่งที่มหาสารคาม นั่นคือ อาจารย์อาคม วรจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คนแรกและตลอดไป  เสี่ยวผู้ใกล้ชิดของไพโรจน์ สโมสร และวิโรฒ ศรีสุโร  โดยเฉพาะอาจารย์ไพโรจน์ สโมสร และอาจารย์อาคม วรจินดา นั้นเรียนศิลปะ ที่ เพาะช่าง รุ่นเดียวกัน และรุ่นเดียวกันกับ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ  ดังนั้น เมื่อปี 2527   สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ร่วมกับ

          

     วิโรฒ ศรีสุโร  และ ไพโรจน์ สโมสร ลาลับแล้ว คงเหลือ อาคม วรจินดา ยังคงอยู่

คณะสังคมศาสตร์ และคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม ในขณะนั้นเปิดการสอนปริญญาโท สาขาไทยคดีศึกษา (อีสานศึกษา) ขึ้นมา วิชาศิลปกรรมท้องถิ่น  จึงมีอาจารย์ที่ชื่อไพโรจน์ สโมสร วิโรฒ ศรีสุโร และอาคม วรจินดา สอนและพานิสิตปริญญาโท ไทยคดีศึกษา ออกภาคสนามเพื่อศึกษาศิลปกรรมท้องถิ่นทั่วทั้ง 19 จังหวัดภาคอีสานอยู่เสมอตลอดเรื่อยมา จนวาระที่อาจารย์อาคม วรจินดา เกษียณอายุราชการ  นิสิตปริญญาโทไทยคดีศึกษา เน้นมนุษยศาสตร์ ตั้งแต่รุ่น 1 จนถึงรุ่น 15 จะรู้จักอาจารย์ทั้งสามท่านอย่างดี และโดยส่วนใหญ่ก็คิดว่า เป็นอาจารย์ที่ มศว.มหาสารคาม เลยทั้งสามท่าน  ทั้งสามอาจารย์จะให้มุมมองศิลปกรรมอีสาน มีวาทกรรมที่ต่างกัน  อาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร เน้นหนักไปในทิศทางของสถาปัตยกรรมอีสาน  อาจารย์ไพโรจน์ สโมสร เน้นหนักทางด้านจิตรกรรมอีสาน โดยเฉพาะเรื่องราวของจิตรกรรมฝาฝนัง ฮูปแต้ม วัดวาอารามต่าง ๆ ที่มีอย่างมากมายในอีสาน ที่สะท้อนโลกทัศน์ออกมาให้ปรากฎอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนอาจารย์อาคม วรจินดา เน้นหนักในเรื่องการหลอมหล่อโลหะด้วยเทคนิคพื้นบ้านแบบโบราณที่ปรากฎในสังคมอีสานจนถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นการศึกษาวิจัยด้านประติมากรรมพื้นบ้านอีสาน รวมทั้งปรัชญาความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับศิลปกรรมอีสาน โดยเฉพาะความเชื่อของ ลายวัฎฎะ หรือ ขดน้ำวน การเกิดดับ ที่ปรากฎในลวดลายเขียนสีในภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ในอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียง หนองหาน อุดรธานี  การเสนอวาทกรรมทางความคิด ระหว่างปราชญ์ทางศิลปกรรมทั้งสามท่าน ที่นำเสนอต่อนิสิตมีมุมมองที่น่าสนใจ วิโรฒ ศรีสุโร กับ  อาคม วรจินดา จะมีมุมมอง ที่แตกต่างกัน วิวาทะทางความคิดทั้งสองคนมักจะขัดแย้งกันอยู่เสมอ แต่ไพโรจน์ สโมสร  จะเป็นคนที่นุ่มนวลและประนีประนอมมีทางออกให้พระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง แบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น  ดังนั้น สามพระอาจารย์จึงเป็นสหายทางวิชาการศิลปกรรมอีสานอย่างแท้จริงและหาการคบหาสมาคมแบบสหาย หรือ เสี่ยวอีสานของคนทั้งสามจะมีผู้ใดเสมอเหมือนได้

 

ร่ำน้ำอมฤตกับสหายที่รู้ใจ ร้อยจอก พันจอก ก็ไม่เมามาย

 

       ครั้งหนึ่งของชีวิต ผมมีโอกาสได้เข้าปรนนิบัติอาจารย์ทั้งสาม เมื่อเข้ามาเป็นนักวิจัยที่สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน อาจารย์ทั้งสามท่านได้มีโอกาสมานำเสนอ แนวคิด องค์ความรู้ด้านศิลปะอีสานให้นิสิตปริญญาโทได้รับทราบกัน หลังจากนั้นก็มีงานเลี้ยงต้อนรับที่ด้านข้างของสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน หลังเดิมขาวัวหมักพิเศษด้วยสูตรการหมักของอาจารย์อาคม วรจินดา ที่ประกอบด้วยตะไคร้หั่นละเอียด น้ำซอส น้ำปลา ปรุงรส ตลอดจน สัปปะรดกระป๋อง แล้วใช้เข้มฉีดยาดูดน้ำหมักเข้าสลิง แล้วฉีดเข้าไปในขาวัวที่เตรียมมา ปล่อยทิ้งไว้ชั่วระยะหนึ่งแล้วจึงนำไปย่างไฟ ณ บริเวณข้างสถาบันวิจัยจึงเต็มไปด้วยปูชนียบุคคลทางศิลปะมากมาย และบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ต้องการมาฟังวาทะ ปรัชญาทางด้านศิลปกรรม จากอาจารย์ผู้ถือเป็นผู้รอบรู้ทางด้านศิลปกรรมอีสาน อาหารเครื่องดื่ม ง่าย ๆ ไม่หรูหรา แต่ก็พิถีพิถันพอสมควร เพราะท่านอาจารย์อาคม วรจินดา เป็นผู้ที่พยายามจะสอนลูกศิษย์ในการกิน การอยู่ ให้รู้จักสภาวะ ตัวตน ของสังคม และ กาละ เทศะ  ออกภาคสนามต้องนอนและกินแบบชาวบ้าน ไปงานเลี้ยงและงานกิจกรรมที่เป็นรูปแบบธรรมเนียมของสังคมต้องรู้จักและมีมรรยาทในการเข้าสังคม ช่วงหนึ่ง นิสิตที่เรียนวิชาศิลปะกับชีวิต จะต้องได้ไปทานอาหารแบบฝรั่งที่โรงแรมเอราวัณ กรุงเทพมหานคร ใครจะไปรู้ว่าเด็กบ้านนอก เด็กอีสาน จะได้เรียนรู้สังคมแบบต่าง ๆ  จากท่านพระอาจารย์ที่เข้าใจทุกแง่มุมของสังคมได้แบบนี้หากท่านไม่มีสหายที่ชื่อไพโรจน์ สโมสร หรือ วิโรฒ ศรีสุโร ไฉนพวกผมจะได้เป็นศิษย์ของครูบาอาจารย์เหล่านี้ได้  งานเลี้ยงแต่ละครั้งที่พระอาจารย์ทั้งสามพบกันจึงมิเคยเลิกเร็วกว่า เที่ยงคืน การได้ฟังผู้รอบรู้คุยกัน แสดงวาทกรรม แต่ละตอนถือว่าเป็นคุณประโยชน์มหาศาลต่อ นักเรียนน้อยแบบพวกผม ดึกแค่ไหน ณ หมู่บ้าน ที่มุกดาหาร หรือ กุฉินารายณ์ อุบลราชธานี คำม่วง กาฬสินธุ์ หรือ หนองบัวลำภู พระพุทธบาทบัวบาน หรือ พระพุทธบาทบัวบก หรือ บ้านปะอ่าว หรือแม้แต่สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน อันเป็นที่บุคคลทั้งสามมาเสวนา วิวาทะทางด้านศิลปะบ่อยที่สุด ผู้น้อยแบบพวกเราย่อมดื่มด่ำกับวาทกรรม ส่วนพระอาจารย์ทั้งสาม ร่ำน้ำอมฤตกับสหายที่รู้ใจ ร้อยจอก พันจอก ก็ไม่เมามาย

 

สองโรจน์(โรฒ) นอนป่วย ที่ศรีนครินทร์ ข่าวจากผศ.สมชาย ลำดวน

 

          หนึ่งวันหลังจากที่อาจารย์ วิโรฒ ศรีสุโร สิ้นแล้ว ผศ.สมชาย ลำดวน อดีตผู้ประสานงานสาขาไทยคดีศึกษา (เน้นมนุษยศาสตร์) ได้ปรารภกับผมว่าจะไปเยี่ยมท่านอาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร กับนิสิตรุ่นน้องชื่อคุณสีลัง  เนื่องอาจารย์อาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของคุณสีลัง อยู่  แต่ครั้นไปถึง ก็ทราบว่าท่านอาจารย์วิโรฒ ศรีสุโร ถึงแก่กรรมแล้ว และก็ท่านอาจารย์สมชาย ลำดวน ก็โทรมาบอกผมว่า เฮ้ย หำน้อย เราไปเยี่ยมสองโรจน์ โรฒหนึ่งกลับบ้านแล้ว อีกโรจน์หนึ่งยังอยู่โรงพยาบาล โรฒ ที่กลับบ้านเก่าคือ วิโรฒ ศรีสุโร แต่โรจน์ยังรักษาตัวอยู่คือ ไพโรจน์ สโมสร แต่ก็ยังไม่ทราบนะว่าจะออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่นะ แต่หลังจากนั้นก็ทราบว่าอาจารย์ไพโรจน์ สโมร มีอาการดีขึ้นตามลำดับ

          นั้นคือการพูดคุยกันของพวกผมที่กล่าวถึง สามผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการศิลปกรรมอีสานทั้งสามท่าน คือ วิโรฒ ศรีสุโร ไพโรจน์ สโมสร และอาคม วรจินดา ซึ่งทั้งสามคนคือ ปูชนียบุคคลแห่งวงการศิลปะวัฒนธรรมอีสาน ที่เป็นตำนานแห่งการควรค่าแห่งการจารึกและจดจำตลอดไป

 

สู่สัมปรายภพและสุคติภูมิที่งดงาม

         

          ถึงวันนี้เราสูญสิ้นวิโรฒ ศรีสุโร ไปเมื่อต้นปี และสูญสิ้น ไพโรจน์ สโมสร เมื่อ 18 สิงหาคม 2551 ไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่คุณค่าของผลงานการถ่ายทอดงานและวาทกรรมทางด้านศิลปกรรมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแขนงต่างๆ ทั้งที่เป็นสากล ของไทยและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง น่าจะยังคงอยู่กับแผ่นดินอีสานตลอดไป คงอยู่อันดับแรก คือ ผลงานของท่านอาจารย์ที่ถ่ายทอดและบันทึกไว้เป็นผลงานด้านศิลปะและวาทกรรมการคิดการเขียน คงอยู่อย่างที่สองคือ การสืบทอดสานต่อคุณค่าของลูกศิษย์ลูกหาของท่านอาจารย์  คงอยู่อย่างที่สามคือ คุณงามความดีแห่ง การเป็นครูผู้ให้อย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย สิ้นแล้วสองโรจน์(โรฒ) แต่ยังคงเหลือ อีกหนึ่ง คม คือ  อาคม วรจินดา       ณ วันนี้อาจารย์ของผม หยุดร่ำอมฤตมานานแล้ว  ทานแต่ นม เท่านั้น  การเสวนาวาทกรรมทางศิลปะของสามพระอาจารย์ก็คงไม่ได้เห็นกันอีกต่อไปแล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใด วงการศิลปกรรมอีสาน  ไพโรจน์ สโมสร และวิโรฒ  ศรีสุโร คือตำนานแห่งการควรค่าจดจำตลอดไป ขออาจารย์ทั้งสองสู่สัมปรายภพและสุคติภูมิที่งดงาม และมีน้ำอมฤตได้เสพงันอย่างมิรู้หมดสิ้นเทอญ

 

 

 

    คือวิถีคนศิลปกรรม                       งดงามสร้างค่าแห่งศิลป์

บางครั้งถูกเรียก ศิลปิน                      บางครั้งเรียก ครูศิลป์ ก็ยาวนาน

แม้จะถูกเรียกอย่างไรก็อย่างนั้น           เป็นเหมือนกันยาวนานขับขาน

ถิ่นอีสานอยู่มาเมื่อวันวาน                   เนิ่นนานจนเป็นที่พำนักพักพิง

แม้นมิใช่ถิ่นกำเนิด                            แต่บรรเจิดความหมายสรรพสิ่ง

ทุกอย่างจึงมากมายไม่ประวิ่ง               เรียนรู้ทุกสิ่งอย่างจริงใจ

ขอนแก่นจึงเป็นแหล่งพำนัก                 พูมฟักลูกศิษย์ไม่หวั่นไหว

เป็นตำนานศิลปอีสานอย่างยาวไกล       ไพโรจน์ สโมสร ค่าคงไว้ควรจดจำ

จดจำเพื่อสืบทอดเจตนา                     ภูมิปัญญาอีสานอันคมขำ

เรียนรู้สานต่อน้อมนำ                          ตอกย้ำค่าควรคู่แผ่นดิน

คือ ครูศิลป์ ผู้ให้ทุกสถาน                    เป็นตำนานควรค่าไม่สูญสิ้น

สิ้นแล้ววันนี้ ในธรณินทร์                      ครูศิลป์ สู่สวรรคาลัย

ไม่มีดอกไม้มาเคารพ                          มีคำร้อยเรียงบรรจบนบให้

สู่สุคติที่งดงามตลอดไป                       ตราไว้วันนี้ที่จดจาร

 

 อิศรา ประชาไท

 

เอกสารอ้างอิงและขอขอบคุณที่เอื้อเฟื้อภาพ

 

www.archives.su.ac.th/senior/sen47/phairoj.htm - 19k

www.namour.org/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=1017

www.oknation.net/blog/esannation/2008/08/21/entry-2

www.212cafe.com