สิทธิมนุษยชนกับชนชาวดอกไม้สีม่วง

สิทธิมนุษยชนกับชาวดอกไม้สีม่วงหรือที่เรามักเรียกกันว่า "สาวประเภทสอง"
ประเด็นปัญหาวันนี้คงไม่พ้นประเด็นในเรื่องการผ่าตัดลูกอัณฑะ
ซึ่งหากมีการห้ามไม่ให้ผ่าตัดลูกอัณฑะจะถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวดอกไม้สีม่วงหรือไม่?
การแสดงออกของบุคคลที่เรียกว่าเพศที่สามซึ่งในปัจจุบันเราให้ความยอมรับมากยิ่งขึ้น เหตุเพราะกลุ่มคนพวกนี้ได้แสดงออกให้สังคมได้เห็นแล้วว่าพวกเขาก็มีศักยภาพไม่แพ้กลุ่มเพศหลักซึ่งก็คือ
หญิงและชาย
แม้ว่าจะมีบางกลุ่มคนจะไม่เห็นด้วยอยู่บ้างแต่ก็นับว่าสังคมได้เปิดกว้างขึ้นมากซึ่งต่างกับสมัยอดีตที่พวกเขาแทบจะไม่ได้รับโอกาสให้พิสูจน์ตัวเองเลย
ที่ผ่านมามีการถกเถียงในประเด็นใหญ่เกี่ยวการผ่าตัด ลูกอัณฑะ
ของกลุ่มสาวประเภทสองว่าเป็นเรื่อง ของสิทธิส่วนบุคคล หรือ
ความผิดปกติจากจิตใจเป็นอันตรายและที่ต้องควบคุมกระแสตัดลูกอัณฑะที่กำลังมาแรงในกลุ่มสาวประเภทสอง
เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการผ่าตัดแปลงเพศ
และช่วยกำจัดแหล่งสร้างฮอร์โมนเพศชาย
ให้ผิวนุ่มนวลเหมือนหญิงสาว
ส่วนผลเสียของการตัดอัณฑะสำหรับกะเทยคือ
จะส่งผลกระทบต่อการแปลงเพศในอนาคต
เพราะการตัดไข่ออกจะทำให้หนังบริเวณถุงอัณฑะฝ่อตัวและเหี่ยว
ส่งผลให้การทำช่องคลอดหรือการตกแต่งอวัยวะเพศหญิงไม่สวย
เมื่อไม่มีเนื้อตรงถุงอัณฑะก็ต้องใช้ผิวหนังส่วนอื่นมาใช้แทน

เหตุผลหนึ่งที่กลุ่มสาวประเภทสองนำมาหยิบยกก็คือการผ่าตัดดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนบุคคลสังคมควรให้โอกาส ไม่ควรมองว่าเป็นความผิดปกติหรือความวิปริตแต่อย่างใด อีกทั้งการคัดค้านไม่ให้มีการแปลงเพศถือว่าเป็นการไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศในสังคม และการห้ามไม่ให้พวกเขาได้ใช้สิทธิอย่างที่เขาต้องการ
ทางด้านกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยคัดค้านว่าการผ่าตัดดังกล่าวเป็นไม่สมควรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุต่ำว่า
17 ปีเพราะ
เด็กในวันดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเวลาที่ยังไม่วุฒิภาวะที่เพียงพอ
ยังไม่มีการตกผลึกทางความคิดยังไม่รู้ตัวเองว่าตนเองจะเดินไปในทางใด
เพราะหากผ่าตัดไปแล้วก็ไม่สามารถที่นำกลับคืนมา
ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า
ถ้ามีการห้ามไม่ให้ตัดลูกอัณฑะอาจจะเป็นการไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของสาวประเภทสองได้
ตามรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปี
2550
มาตรา 30
ได้ให้ความคุ้มครองในเรื่องของบุคคลย่อมมีความเสมอภาคกัน
และการที่ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
มาตรา 30
“บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล
เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ
ความพิการ สภาพทางกายและสุขภาพ สถานะของบุคคล
สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา
การศึกษา อบรม
หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
จะกระทำมิได้”
รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 มาตรา 30 ได้กล่าวถึงสิทธิการที่ความเสมอกันในกฎหมายและจะต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ก็คือ บุคคลทุกคนที่อยู่ภายใต้กฎหมายใด ควรได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน แม้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 30 จะได้กล่าวไว้เพียงแค่เพศชายและเพศหญิงไม่ได้กล่าวถึงเพศที่สาม แต่ก็คงไม่ได้หมายความว่าเพศที่สามไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ อย่าลืมว่าไม่ว่าจะเป็นเพศหลักคือ เพศชายและเพศหญิง หรือจะเป็นเพศที่สาม ทุกคนล้วนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ดังนั้นทุกคนต้องได้รับสิทธิและเสรีภาพที่เท่าเทียมกันไม่มีการแบ่งแยกตามมาตรา 30 วรรคสาม คือการไม่เลือกปฏิบัติ
ซึ่งกรณีถ้าหากมีการห้ามในตัดลูกอัณฑะนั้น ก็คงเป็นเป็นการไปละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายของสาวประเภทสองเอง จะเห็นได้ว่าสิทธิในชีวิตและร่างกาย เป็นสิทธิมนุษยชนประการแรกที่ขาดไม่ได้ ถ้าไม่สามารถที่จะตัดสินใจในการกระทำการใดๆ กับร่างกายของตัวเราเองได้ แล้วสิทธิเสรีภาพอื่นๆ ก็คงไม่ตามมา เพราะฉะนั้นถ้ามีการห้ามไม่ให้ตัดลูกอัณฑะคงจะเป็นการไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของสาวประเภทสอง ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่ไม่มีความเสมอกันในกฎหมาย และเป็นการที่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเนื่องจากแค่ความแตกต่างทางเพศ และน่าจะเป็นการไปจำกัดสิทธินั้นด้วย แต่ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับการที่จะให้มีการกำหนดอายุและวุฒิภาวะ สภาพจิตใจ ความสามารถในการที่สาวประเภทสองจะตัดสินใจตัดลูกอัณฑะของตัวเอง การตัดสินใจจะผ่าหรือไม่ผ่าควรอยู่บนพื้นฐานการไตร่ตรองที่ดี และให้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วย และการตัดลูกอัณฑะนั้นควรได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น คือ ให้สาวประเภทสองมีสิทธิในการเลือก มีสิทธิในการคิด การตัดสินใจที่จะผ่าหรือไม่ผ่า แต่ต้องเป็นการคิด การไตร่ตรองที่รอบคอบในการตัดสินใจจะตัดลูกอัณฑะ เพราะถ้าตัดลูกอัณฑะไปแล้ว ก็คงไม่สามารถทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ และการตัดลูกอัณฑะนั้นควรให้อยู่ในความควบคุมดูแลขององค์กรที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้นสาวประเภทสองก็มีสิทธิในการตัดสินใจในชีวิตและร่างกายของตนเอง ไม่ควรได้รับการเลือกปฏิบัติเนื่องจากความแตกต่างทางเพศ ซึ่งสาวประเภทสองเองก็ต้องได้รับสิทธิในการมีความเสมอภาคกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติตามมาตรา 30 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นสังคมไทยจึงควรเปิดโอกาสให้กับสาวประเภทสอง ไม่ควรจะแบ่งแยกเพียงเพราะสาวประเภทสองไม่ใช่เพศหลัก
ในปัจจุบันประเทศไทยไม่เคยกฎหมาย หรือระเบียบเกี่ยวกับการผ่าตัดลูกอัณฑะหรือแปลงเพศแต่อย่างใด แต่มีการดำเนินการจัดตั้งอนุกรรมการเพื่อการยกร่างข้อบังคับเกี่ยวกับการแปลงเพศ สำหรับเรื่องนี้ก็คงต้องดูกันไปว่าจะมีการห้ามไม่ให้ตัดลูกอัณฑะหรือไม่? แต่ในกรณีของแพทย์ที่ทำการผ่าตัดลูกอัณฑะนั้น หากมีการผ่าตัดลูกอัณฑะผิดพลาดหรือทำการวินิจฉัยผิดในเรื่องนี้ก็คงมีวิธีการรักษาเยียวยาแก่สาวประเภทสองที่ผ่าตัดลูกอัณฑะอยู่แล้ว คือมีบทลงโทษหมอหรือแพทย์ผู้กระทำการตามกฎหมายของแพทยสภา
อ้างอิง
จรัล ดิษฐาอภิชัย, บนหนทางสิทธิมนุษยชน หน้า 28
รัฐธรรมนูญฯ ฉบับปี 2550
http://www.yimsiam.com/cgi-bin/data
http://tnews.teenee.com/etc/21870.html
สวัสดีครับคุณชวลิดา,
แล้วกฏหมายทุกวันนี้เป็นอย่างไรเหรอครับ?
ผมเคยเห็นคนที่เขามีความผิดปกติทางเพศหลายคน แต่เขาก็สามารถมีจิตใจด้านอื่นที่เป็นปกติ แต่แน่นอนว่าผมก็เคยได้ยินเคสที่มีความต้องการทางเพศสูงเกินไปจนนำไปสู่อาชญากรรมได้หลายครั้ง แต่ผมคิดว่าสองเรื่องนี้น่าจะถูกพิจารณาแยกจากกันนะครับ