การที่จะไปเลือกปฏิบัติกับบุคคลอื่นเพียงแค่ตัวร่างกายเป็นชาย แต่ใจเป็นหญิง เพียงแค่คิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างจากเรา เป็นการเลือกคิดเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องแล้วหรือ?

สิทธิมนุษยชนกับชนชาวดอกไม้สีม่วง

 

http://www.yimsiam.com/cgi-bin/data/poy_club/pic/000040.jpg

          สิทธิมนุษยชนกับชาวดอกไม้สีม่วงหรือที่เรามักเรียกกันว่า  "สาวประเภทสอง" 

          ประเด็นปัญหาวันนี้คงไม่พ้นประเด็นในเรื่องการผ่าตัดลูกอัณฑะ  ซึ่งหากมีการห้ามไม่ให้ผ่าตัดลูกอัณฑะจะถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวดอกไม้สีม่วงหรือไม่
          การแสดงออกของบุคคลที่เรียกว่าเพศที่สามซึ่งในปัจจุบันเราให้ความยอมรับมากยิ่งขึ้น เหตุเพราะกลุ่มคนพวกนี้ได้แสดงออกให้สังคมได้เห็นแล้วว่าพวกเขาก็มีศักยภาพไม่แพ้กลุ่มเพศหลักซึ่งก็คือ หญิงและชาย  แม้ว่าจะมีบางกลุ่มคนจะไม่เห็นด้วยอยู่บ้างแต่ก็นับว่าสังคมได้เปิดกว้างขึ้นมากซึ่งต่างกับสมัยอดีตที่พวกเขาแทบจะไม่ได้รับโอกาสให้พิสูจน์ตัวเองเลย
        
ที่ผ่านมามีการถกเถียงในประเด็นใหญ่เกี่ยวการผ่าตัด ลูกอัณฑะ ของกลุ่มสาวประเภทสองว่าเป็นเรื่อง ของสิทธิส่วนบุคคล หรือ ความผิดปกติจากจิตใจเป็นอันตรายและที่ต้องควบคุมกระแสตัดลูกอัณฑะที่กำลังมาแรงในกลุ่มสาวประเภทสอง เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการผ่าตัดแปลงเพศ และช่วยกำจัดแหล่งสร้างฮอร์โมนเพศชาย ให้ผิวนุ่มนวลเหมือนหญิงสาว  ส่วนผลเสียของการตัดอัณฑะสำหรับกะเทยคือ จะส่งผลกระทบต่อการแปลงเพศในอนาคต เพราะการตัดไข่ออกจะทำให้หนังบริเวณถุงอัณฑะฝ่อตัวและเหี่ยว ส่งผลให้การทำช่องคลอดหรือการตกแต่งอวัยวะเพศหญิงไม่สวย เมื่อไม่มีเนื้อตรงถุงอัณฑะก็ต้องใช้ผิวหนังส่วนอื่นมาใช้แทน

http://www.showded.com/users/aiedy/journal_files/4b51a7886c459cee573fcb242cfbf344.jpg

           เหตุผลหนึ่งที่กลุ่มสาวประเภทสองนำมาหยิบยกก็คือการผ่าตัดดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนบุคคลสังคมควรให้โอกาส ไม่ควรมองว่าเป็นความผิดปกติหรือความวิปริตแต่อย่างใด อีกทั้งการคัดค้านไม่ให้มีการแปลงเพศถือว่าเป็นการไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศในสังคม และการห้ามไม่ให้พวกเขาได้ใช้สิทธิอย่างที่เขาต้องการ

           ทางด้านกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยคัดค้านว่าการผ่าตัดดังกล่าวเป็นไม่สมควรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุต่ำว่า 17 ปีเพราะ เด็กในวันดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเวลาที่ยังไม่วุฒิภาวะที่เพียงพอ ยังไม่มีการตกผลึกทางความคิดยังไม่รู้ตัวเองว่าตนเองจะเดินไปในทางใด เพราะหากผ่าตัดไปแล้วก็ไม่สามารถที่นำกลับคืนมา 
          ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า  ถ้ามีการห้ามไม่ให้ตัดลูกอัณฑะอาจจะเป็นการไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของสาวประเภทสองได้ ตามรัฐธรรมนูญฯ  ฉบับปี 2550  มาตรา  30  ได้ให้ความคุ้มครองในเรื่องของบุคคลย่อมมีความเสมอภาคกัน  และการที่ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

           มาตรา  30  บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
                              ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
                              การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายและสุขภาพ สถานะของบุคคล สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม  ความเชื่อทางศาสนา การศึกษา อบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้

          รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 มาตรา 30 ได้กล่าวถึงสิทธิการที่ความเสมอกันในกฎหมายและจะต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน  ก็คือ  บุคคลทุกคนที่อยู่ภายใต้กฎหมายใด  ควรได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน แม้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 30 จะได้กล่าวไว้เพียงแค่เพศชายและเพศหญิงไม่ได้กล่าวถึงเพศที่สาม แต่ก็คงไม่ได้หมายความว่าเพศที่สามไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ  อย่าลืมว่าไม่ว่าจะเป็นเพศหลักคือ เพศชายและเพศหญิง  หรือจะเป็นเพศที่สาม  ทุกคนล้วนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน  ดังนั้นทุกคนต้องได้รับสิทธิและเสรีภาพที่เท่าเทียมกันไม่มีการแบ่งแยกตามมาตรา 30 วรรคสาม คือการไม่เลือกปฏิบัติ

          ซึ่งกรณีถ้าหากมีการห้ามในตัดลูกอัณฑะนั้น  ก็คงเป็นเป็นการไปละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายของสาวประเภทสองเอง  จะเห็นได้ว่าสิทธิในชีวิตและร่างกาย  เป็นสิทธิมนุษยชนประการแรกที่ขาดไม่ได้  ถ้าไม่สามารถที่จะตัดสินใจในการกระทำการใดๆ กับร่างกายของตัวเราเองได้  แล้วสิทธิเสรีภาพอื่นๆ ก็คงไม่ตามมา เพราะฉะนั้นถ้ามีการห้ามไม่ให้ตัดลูกอัณฑะคงจะเป็นการไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของสาวประเภทสอง  ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่ไม่มีความเสมอกันในกฎหมาย  และเป็นการที่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเนื่องจากแค่ความแตกต่างทางเพศ  และน่าจะเป็นการไปจำกัดสิทธินั้นด้วย  แต่ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับการที่จะให้มีการกำหนดอายุและวุฒิภาวะ  สภาพจิตใจ  ความสามารถในการที่สาวประเภทสองจะตัดสินใจตัดลูกอัณฑะของตัวเอง  การตัดสินใจจะผ่าหรือไม่ผ่าควรอยู่บนพื้นฐานการไตร่ตรองที่ดี  และให้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วย  และการตัดลูกอัณฑะนั้นควรได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น  คือ ให้สาวประเภทสองมีสิทธิในการเลือก  มีสิทธิในการคิด  การตัดสินใจที่จะผ่าหรือไม่ผ่า  แต่ต้องเป็นการคิด การไตร่ตรองที่รอบคอบในการตัดสินใจจะตัดลูกอัณฑะ เพราะถ้าตัดลูกอัณฑะไปแล้ว ก็คงไม่สามารถทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้   และการตัดลูกอัณฑะนั้นควรให้อยู่ในความควบคุมดูแลขององค์กรที่เกี่ยวข้องด้วย  เพราะฉะนั้นสาวประเภทสองก็มีสิทธิในการตัดสินใจในชีวิตและร่างกายของตนเอง  ไม่ควรได้รับการเลือกปฏิบัติเนื่องจากความแตกต่างทางเพศ  ซึ่งสาวประเภทสองเองก็ต้องได้รับสิทธิในการมีความเสมอภาคกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน  ไม่เลือกปฏิบัติตามมาตรา 30  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ดังนั้นสังคมไทยจึงควรเปิดโอกาสให้กับสาวประเภทสอง  ไม่ควรจะแบ่งแยกเพียงเพราะสาวประเภทสองไม่ใช่เพศหลัก 

          ในปัจจุบันประเทศไทยไม่เคยกฎหมาย  หรือระเบียบเกี่ยวกับการผ่าตัดลูกอัณฑะหรือแปลงเพศแต่อย่างใด  แต่มีการดำเนินการจัดตั้งอนุกรรมการเพื่อการยกร่างข้อบังคับเกี่ยวกับการแปลงเพศ  สำหรับเรื่องนี้ก็คงต้องดูกันไปว่าจะมีการห้ามไม่ให้ตัดลูกอัณฑะหรือไม่แต่ในกรณีของแพทย์ที่ทำการผ่าตัดลูกอัณฑะนั้น  หากมีการผ่าตัดลูกอัณฑะผิดพลาดหรือทำการวินิจฉัยผิดในเรื่องนี้ก็คงมีวิธีการรักษาเยียวยาแก่สาวประเภทสองที่ผ่าตัดลูกอัณฑะอยู่แล้ว คือมีบทลงโทษหมอหรือแพทย์ผู้กระทำการตามกฎหมายของแพทยสภา

 


อ้างอิง

จรัล ดิษฐาอภิชัย, บนหนทางสิทธิมนุษยชน  หน้า 28

รัฐธรรมนูญฯ ฉบับปี 2550

http://www.yimsiam.com/cgi-bin/data

http://tnews.teenee.com/etc/21870.html