บ่อยครั้งที่คนแถวนี้ชอบถามว่า ”ทำงานอะไร”

                                                                ตารางชีวิตของคนทำนา(แบบขี้เกียจ)

 

บ่อยครั้งที่คนแถวนี้ชอบถามว่า ทำงานอะไร   ฉันบอกว่า ฉันไม่ได้ทำงานอะไร เลี้ยงลูก ,ทำนา,ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ฉันก็ตอบไปแบนี้ประจำ   หึๆ  ไม่แปลกที่เขาต้องถามแบบนี้ เพราะฉันเป็นคนหนุ่มสาวคนเดียวในหมู่บ้านนี้ก็ว่าได้   ที่ไม่ไปดิ้นรนทำงานในเมืองใหญ่ ฉันอยู่บ้าน เลี้ยงลูก แต่ที่อาจแปลกในสายตาของเขา คือ ฉันเรียนมาสูง ทำงานรับเงินเดือนเยอะๆมาแล้ว ทำไมถึงกลับมาอยู่บ้านได้ ทำไมจึงมาทำนา ซึ่งเป็นงานที่คนเรียนสูงๆส่วนใหญ่ เขาไม่มาทำกันแล้ว เพราะทั้งเหนื่อย ไม่มีโอกาสจะได้ร่ำรวยและสุขสบาย  ฉันไม่ตอบคำถามนี้ใครๆหรอก นอกจากยิ้มให้เขาแทนคำตอบ

ฉันไม่รู้ว่าภายใต้กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลกนั้น ชาวนาสมัยนี้มีความกดดันอะไรมากน้อยแค่ไหน เขาทำนาต่อไปเพื่ออะไร ฉันไม่เคยเอ่ยปากถามใคร คนที่ทำนาใกล้ๆกับนาของฉัน ล้วนแล้วแต่เป็นคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ตลอดไปถึงรุ่นตายาย ทุกคนยังคงทำนาต่อไป เหตุผลหนึ่งที่ฉันรู้ คือ  ทำนาแล้วไม่ต้องซื้อข้าวกิน แต่มีหลายคนซึ่งถึงแม้จะทำนาก็ตาม แต่ก็ยังไม่พ้นต้องซื้อข้าวกินอีก นั่นเพราะว่า เขาเลือกทำนาแต่นาข้าวเจ้าหอมมะลิ (ทั้งๆที่ตนบริโภคข้าวเหนียว) ซึ่งจะขายได้ราคาดี  ถึงเวลาขายข้าวเจ้าได้ ก็เอาเงินนั้น มาซื้อข้าวเหนียวกิน  และยังต้องนำไปใช้หนี้ ที่กู้ยืม มาลงทุนทำนาอีก  อันนี้ไม่รู้เป็นความกดดันของเขามั้ย ฉันไม่เคยถามเขาอีกเช่นกัน  ฉันเพียงแค่อยากเฝ้ามองเขาเท่านั้น  เฝ้ามองอย่างไม่กดดันทั้งตัวเองและเขา   ฮา.......     บางครั้งฉันก็ถามตัวเองว่าฉันกดดันไหม ที่เลือกทำแบบนี้  เลือกชีวิตแบบนี้  และฉันก็พบว่า ฉันก้าวข้ามความกดดันมาแล้ว  เพียงแต่บางวันของชาวนาอย่างฉันอาจน่าเบื่อบ้าง  (แบบว่าอยู่ๆก็เกิดเบื่อ ขึ้นมางั้นๆ)  แต่ไม่ได้กดดัน  หาอะไรทำไปเรื่อยๆ แก้เบื่อได้   อย่างน้อยก็เขียนบันทึกอย่างนึงล่ะ ,ปลูกต้นไม้ ,ดอกไม้ เอาไว้ขายเล็กน้อยๆ  เพราะคนแถวนี้ชอบมาดูดอกไม้ ต้นไม้ ที่บ้านของฉัน และขอซื้อ  ฉันเลยคิดเพาะต้นไม้ดอกไม้ขาย แก้เบื่อ หรือเวลาว่างจากการไม่ไปนา ก็พอได้ค่าขนมลูกชาย และสบายใจ ที่ผลงานของตัวเองมีคนสนใจ  

ฉันว่า ตารางชีวิตของคนทำนาไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่อง นา นา นา และก็นาเท่านั้น แต่ดูเหมือนชาวนาส่วนใหญ่จะทำแบบนี้  อาจมีไม่กี่คนที่แบ่งเวลาไปรับจ้าง  สำหรับฉัน กำหนดตารางเวลาทำนา ตามอารมณ์และแสงแดด  (พวกศิลปินหรือพวกระแดะมาทำนาก็ไม่รู้) ฮา.... เพราะวันไหนไม่ค่อยมีแดดฉันจะไปทำอะไรก๊อกๆแก๊กๆที่นา เช่น ตัดหญ้า ,ปลูกต้นไม้ ,หาหอยเช่อรี่มาหมักปุ๋ย  หากวันไหนแดดส่อเค้าแรงตั้งแต่ ๖ โมงเช้า ฉันทำได้แค่แวะไปดูนาเฉยๆ (เพราะแดดแรงมากๆฉันกลัวเป็นลมตายในกอข้าว ไม่มีใครหาเจอ)   ถามว่าเวลาที่เหลือทั้งวันของวันที่ไม่ไปนาล่ะ ฉันทำอะไร ฉันก็ทำหน้าที่แม่บ้าน ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า ทำหน้าที่คนสวน ปลูก/แต่ง /ต้นไม้  ดอกไม้ เผื่อไว้ขาย  ทำหน้าที่มิตรที่ดี ไปเช็คเมล์ ,เล่น MSN กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ  ติดตามดูข่าวสารบ้านเมือง แฟชั่น เรื่องดารา และที่กำลังติดใจตอนนี้ก็ การเขียนบล๊อกนี่แหละ  นอกจากนี้ ในตอนเย็นทำอาหารเสร็จแล้วก็ เดินโสเหล่ (เม้าท์) กับบ้านใกล้เรือนเคียง บางทีวันไหนหวยออก ฉันก็ไปลุ้นเลขหวยกะเขาด้วย (ตื่นเต้นดี เพราะบางงวดมีคนยุให้ซื้อ ฮา.....) แต่ไม่เคยถูกหวยกะเขาหรอกนะ และไม่ได้ซื้อบ่อยและเยอะ  ซื้อไม่เป็นได้แต่ซื้อตามเขาและเล่าความฝันให้เขาฟัง และยุให้เขาซื้อ   ฉันว่ามันสนุกดี  ทำให้เห็นมุมอีกมุมนึงของชาวบ้าน เวลาอยากให้โชคเข้าข้าง แบบลมๆแล้งๆ ตอนจะซื้อไปยุคนแก่ๆให้ซื้อ เสียงดังกันขรม พอไม่ถูก ต่างคนต่างเงียบ ตัวใครตัวมัน หากเกือบถูก หรือ เห็นเลขที่มันออกแล้วไม่ซื้อตามเขา ก็จะ ด่าตัวเองกัน ห่า....มึงเอ๊ย  กูคื่อบ่ซื้อ!”   เฮ่อ....วันนึงผ่านไป ประมาณนี้ บางวันสนุก(วันหวยออก) บางวันเหนื่อย (โดยเฉพาะวันไปนา)แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยวเหงามากนัก สำหรับชีวิตของชาวนา หากได้ทำอะไรที่หลากหลายมากกว่าทำนาอย่างเดียว  ฉันว่าที่คนรุ่นเก่าเขาว่าอย่ามาทำเลยทำนา มันร่ำไร น่าเบื่อ อาจเป็นเพราะวันนึงๆ  เขาทำแต่นา ขลุกอยู่แต่ในนา หากเขาไม่ไปนา เขาก็นอนเล่นที่บ้าน  ไม่หากิจกรรมทำให้มันหลากหลาย เลยรู้สึกว่า ทำนาแล้วไม่เจริญ ไม่รุ่ง ไม่รวย สำหรับฉันกำลังท้าทายตัวเองและคนอื่นอยู่เงียบๆว่า ไม่จริง เป็นชาวนา ใครว่าน่าเบื่อ สนุกจะตายไป    

นี่ก็ใกล้ฤดูเกี่ยวข้าวเข้ามาแล้ว อีก ๒ เดือน  ถึงตอนนั้นบรรยากาศก็จะคึกคัก ทุกคนแทบไม่มีเวลาว่าง เงินทองแถวนี้จะสะพัดมาก เพราะใครๆก็พากันขายข้าว ได้ข้าวกินด้วย  ร้านค้าจะขายของดีมาก เพราะคนมีเงินทองจับจ่ายใช้สอยกัน ถือเป็นปลายปีที่แสนสุข  สำหรับฉันตางรางชีวิตตอนนั้น ก็คงไม่พ้นเรื่องนาอีก แม้ว่าจะหมดฤดูเก็บเกี่ยวก็ตามแผนการขุดสระกักเก็บน้ำและทำเถียงนา ,รวมทั้งทำปุ๋ยหมักยังรอคอยอยู่  ฉันได้เรียนรู้ว่าคนทำนา ต้องใช้ประโยชน์จากนาให้สูงสุด   ทำให้การทำนายั่งยืนและเกื้อกูลชีวิตครอบครัวของเราได้ ถึงแม้ฉันจะทำนาแบบขี้เกียจในสายตาใครก็ตาม ฮา.....งง