เมื่อไรมีผู้ใหญ่จากภายนอกเข้ามาประเมิน มม. เขาจะพูดกันเป็นเสียงเดียวกัน ว่า มม. มีอะไรดีๆ กระจัดกระจายอยู่ตามคณะ/หน่วยงานต่างๆ มากมาย แต่ขาดการจัดการให้เกิดความเป็น มม. เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อันจะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้เพิ่มขึ้นอีก มากมาย ตัวอย่างเช่น รายงานของคณะประเมินจาก สมศ. ที่มี ศ. นพ. อาวุธ ศรีสุกรี เป็นประธาน ทั้งการประเมินครั้งที่ ๑ และการประเมินครั้งที่ ๒
วันที่ ๑๔ ส.ค. ๕๑ จึงเป็นวันประวัติศาสตร์ ที่เราเห็นประกายความหวังที่จะปิดจุดอ่อนนี้ของ มม. หรือประกายความหวังที่ มม. จะใช้พลังความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจ เดียวกันทำงานสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยวิจัย ทำประโยชน์ให้แก่สังคมไทย
การสัมมนาแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดลนี้ จัดที่อยุธยา ในวันที่ ๑๔ – ๑๕ ส.ค. ๕๑ แต่ผมอยู่ร่วมได้วันที่ ๑๔ วันเดียว มีกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิไปร่วม ๗ คน มีผู้บริหารระดับคณบดี รองอธิการบดี และผู้อำนวยการกอง ตัวจริง ไปกันพร้อมหน้า รวมผู้เข้าร่วม ๘๗ คน
ต้องเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์การประชุมเอง จึงจะสัมผัสประกายความเป็นน้ำหนึ่งใจ เดียวกัน ได้อย่างชัดเจน และเห็นความสามารถในการบริหารงานใหญ่ของท่านอธิการบดี ศ. นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร และทีมงาน
สาระของแผนยุทธศาสตร์ ถ้อยคำที่ใช้นำเสนอ สะท้อนภาพการคิดเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ มหาวิทยาลัยมหิดลที่เป็นปัญญาของแผ่นดิน ยิ่งสาระในยุทธศาสตร์ที่ ๖ การจัดการและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (resources optimization and sharing) ยิ่งชัดเจนว่า ได้เกิดความเป็นพวกเดียวกันในหมู่ผู้บริหารของ มม. แล้ว
เป็น “การเดินทาง” สู่มหาวิทยาลัยระดับโลก (เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย) ที่เปล่งประกายความงามของความเป็นมนุษย์ ไปพร้อมๆ กันกับสาระของแผนยุทธศาสตร์ ที่เห็นชัดเจนว่าจะมีการลงมือปฏิบัติ และจะเห็นผลของการปฏิบัติชัดเจน
แต่เป็นธรรมชาติ ที่การทำงานจะมีทั้งส่วนที่สำเร็จ และส่วนที่ไม่สำเร็จ เมื่อเอาแผนนี้ไปปฏิบัติ ก็จะเกิดการเรียนรู้ และปรับแผนต่อไปอีก
สาระเชิงคำเตือนจากกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ คือ อย่าเริ่มด้วยเทคโนโลยี ให้เริ่มจากงานหลักที่ทำเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์นั้น และอย่ามีแผนยุทธศาสตร์จำนวนมาก ให้มีน้อยแผน แต่เป็นแผนที่ทรงพลังขับเคลื่อน
ผมไม่มีเจตนาจะสรุปสาระของการสัมมนามาลงบันทึก แต่เจตนาเอาจิตวิญญาณที่เปล่งออกมาในการประชุมมาเล่า เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหิดลไปสู่การเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน”
วิจารณ์ พานิช
๑๙ ส.ค. ๕๑