ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่ค่อนข้างจะแตกต่างและหลากหลาย ต่างคนต่างก็มีสไตล์การทำงานและการบริหารงานที่ไม่เหมือนกัน ผมได้ลองจำแนกท่านเหล่านั้นออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้:
คนกลุ่มแรก มักจะยึด “เป้าหมาย” เป็นใหญ่ . . . พวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจในวิธีการมากนัก เรื่องหลักอยู่แต่เพียงว่าให้ได้ผลงานออกมาตามที่ต้องการก็แล้วกัน หลายๆ ท่านมองเป้าหมายในเชิงว่าเป็น “ความท้าทาย” ใช้เป้าหมายสร้าง “แรงบันดาลใจ” ทำให้ “มีไฟ” ในการทำงาน
คนกลุ่มที่สอง ให้ความสำคัญกับ “เนื้องาน” จดจ่ออยู่กับตัวงาน มุ่งมั่นอยู่กับงานที่ทำ . . . มีความสุขอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มองผลลัพธ์ที่ออกมาประหนึ่งว่าเป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากการทำงาน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นๆ มากมายนัก
คนกลุ่มที่สาม ยึดมั่นอยู่กับการวัดการประเมิน . . . ไม่ว่าจะทำอะไร จะให้ความสำคัญกับการกำหนด “ตัวชี้วัด (KPI)” มีความเชื่อที่ค่อนข้างชัดว่า . . . ถ้าไม่มีการวัด ก็จะไม่มีทางรู้ว่าที่ผ่านมานั้น มาถูกทางแล้วหรือไม่ ไม่มีข้อมูลที่จะให้บริหารจัดการ เป็นการเดินไปอย่างไร้ทิศทาง ไม่ต่างอะไรจากการปิดตาเดิน
ข้อสรุปของผมในเรื่องนี้ก็คือ . . . จะดีกว่าไหม? ถ้าเราสามารถผสมผสานคนทั้งสามแบบนี้เข้าด้วยกัน คือให้ความสำคัญกับทั้ง “เป้าหมาย เนื้องาน และตัวชี้วัด”ไปพร้อมๆ กัน จะได้ไม่คลาดเคลื่อนไปจากเป้าหมาย ไม่พลาดไปจากวิสัยทัศน์ที่ได้วางไว้ ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ที่อยู่กับ “ปัจจุบัน” ไม่ได้ติดอยู่แต่ในความฝัน (อนาคต) แต่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ต้องรอว่าถ้าทำได้สำเร็จแล้วจึงค่อยมีความสุข แต่สามารถมีความสุขได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้เลยทีเดียว นอกจากนั้นยังเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการวัดการประเมิน ใช้การวัดเหมือนกับใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ ใช้เพื่อประเมินสภาพปัจจุบันให้รู้ว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงปรับแต่งอะไรหรือไม่? หากมีได้ทั้งสามอย่างนี้ เป็น “Three-in-One” ก็น่าจะดีนะครับ
สวัสดีครับอาจารย์
Three in One นี่ ตติยัมปิ เลย ครับ
ถ้าเราเหมือนกาแฟ คงดีนะคะ เราสามารถชง 3 in 1 ได้เลย อร่อยโดยไม่ต้องคิดมาก
สวัสดีค่ะ อาจารย์
บันทึกนี้ชวนคิดต่อได้มากทีเดียว..
เห็นด้วยกับข้อเสนอของอาจารย์ค่ะ แต่ในทางปฏิบัติคงไม่ง่ายนัก แต่ละคนมักอยู่กับความเคยชินของตัวเองที่สั่งสมมานาน คงต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนตัวเอง..
ใครที่มีสติรู้ตัวก่อน ก็จะปรับเปลี่ยนตัวเองได้เร็ว ใครที่สติตามมาช้าก็ต้องใช้เวลามากกว่าในการปรับตัว และในบางครั้ง บางคนตั้งใจจะปรับเปลี่ยนตัวเอง แต่ก็พ่ายแพ้แก่ความเคยชินเดิม ๆ ของตัว เพียงเพราะสติมาช้าไปหน่อย..
ขอบคุณค่ะสำหรับบันทึกที่ให้ข้อคิดเห็นดี ๆ เช่นนี้..^__^..
ขอบคุณอาจารย์ Handy คิดได้ยังไงเนี่ย . . . เชื่อมกับ "ปลาทู" ได้เลย . . . แจ๋วจริงๆ
ขอบคุณอาจารย์หมอ jj ที่มา "ตติยัมปิ"
สวัสดีครับอาจารย์อุบล ผมว่าคนก็คล้ายกาแฟนะครับ บางครั้งก็ขม บางครั้งก็หวาน
เรียนอาจารย์ ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด ที่เคารพ
ขอบพระคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ หนูเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต พอดีอาจารย์สั่งงานให้หาblog ที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่หนู่เรียน หนู่เรียนสาขาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ค่ะ แล้วคิดว่า km สำคัญต่องานด้านนี้มากเลยที่เดียว แล้วทุกคนทีมาให้ความคิดเห็นก็เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาก โดยเฉพาะ ดร.ประพนธ์ ท่านเคยมาเป็นอาจารย์พิเศษ บรรยายเรื่อง km ให้กับนักศึกษาป.โท สาขา ผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง ซึ่งท่านบรรยายได้เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน ขอบคุณมากค่ะ แล้วหนูจะเข้ามาศึกษา km ในนี้บ่อยๆนะค่ะ
คนบางคน ก็ไม่มี ทั้งสามอย่างเลย ทำไงดีน้อ
สงสัยอาจารย์หมอรักษ์พงศ์คงต้องเอาคนประเภทนี้ไว้เป็น "คนกลุ่มที่ 4" แล้วล่ะครับ
เป็นแค่คนที่เดินผ่านมาอยากออกความเห็น
มนุษย์ Three-in-one อย่างที่อาจารย์พูดถึงคงจะหาได้ยากในยุคปัจจุบัน ไม่อย่างนั้นสังคมไทยคงไม่ด้อยอย่างนี้
ขอมีเพียงหนึ่งก็น่าจะพอใจแล้ว
ขอบคุณ คุณ Zisca ที่เข้ามาเยี่ยมเยียน และ Comment ไว้ในหลายบันทึก
ขออนุญาตินำไปเผยแพร่ครับ
หากได้เพื่อนร่วมงานที่เป็น “Three-in-One”อย่างอาจารย์ว่าเยอะ ๆ ก็ดีสิค่ะ น่าจะหมายถึง คนที่มีความสามารถด้านกระบวนการคิด
สวัสดีครับอาจารย์
เป้าหมาย เนื้องาน และตัวชี้วัด+ไปวัด (คือการมีคุณธรรมในการทำงาน) ถ้าไม่มีคุณธรรม คนอาจจะทำทุกอย่างเพื่อได้มาซึ่งความสำเร็จตรงตามเป้าหมาย+เนื้องาน+ตัวชี้วัด
:)