คงจะมีmessage บางอย่างทำให้คนบางคนได้พบและรู้จักกัน

บันทึกครั้งที่แล้วได้เล่าถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้นักศึกษาพยาบาลสัมผัสคุณค่าของการดูแลด้วยหัวใจ โดยมอบหมายให้อ่านหนังสือพยาบาลไร้หมวก ของคุณหยดน้ำ หรือนามจริงคือคุณเพ็ญลัขณา ขำเลิศ พยาบาลจากโรงพยาบาลชุมชน อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้หัวใจพองโต พยายามจะทำลิงค์ไปยังไฟล์เรื่องเล่าของนักศึกษาที่ดิฉันและอาจารย์อีกสามท่านเห็นว่าเล่าได้ดี โดนใจผู้อ่าน แต่ทำไมไม่ลิงค์ก็ไม่ทราบ จึงขอคัดลอกมาแปะตรงนี้นะคะ

เรื่องเล่าได้รับรางวัลที่๑ 

ชื่อผู้เล่า        นางสาวจันทิมา พงษ์วิวัฒน์กิจ นักศึกษาพยาบาลรามาธิบดี ชั้นปีที่

            ฉันเป็นนักศึกษาพยาบาลปี1 ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาเป็นพยาบาลเลย แต่เมื่อได้มาสัมผัสกับคณะนี้ทำให้เริ่มรู้สึกดีแต่ไม่รู้ว่าชอบจริงๆหรือเปล่า จนมาถึงวันนึงอาจารย์ได้ให้หนังสือ พยาบาลไร้หมวกมาอ่าน เมื่อฉันเห็นชื่อเรื่องฉันคิดว่าต้องเป็นบันทึกของคนๆนึงที่ไม่ได้เป็นพยาบาลแต่ทำหน้าที่ดูแลคนอื่น เสมือนว่าเป็นพยาบาลฉันใช้เวลาในการอ่านหนังสือเล่มนี้เพียงวันเดียว แค่วันเดียวแต่กลับเปลี่ยนได้ทั้งความคิดและความรู้สึกต่อวิชาชีพ ตอนนี้ฉันมั่นใจว่าอยากเป็นพยาบาลจริงๆ หนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันรักอาชีพนี้และประทับใจบทความตั้งแต่ต้นจนจบเล่ม ฉันอ่านไปร้องไห้ไป เพราะซึ้งมาก นอกจากทำให้รักวิชาชีพนี้ยังทำให้ฉันรักครอบครัวมากที่สุด ในหนังสือเล่มนี้มีอยู่เรื่องนึงที่ฉันประทับใจเป็นพิเศษ คือเรื่อง บททดสอบของชีวิต

            หยดน้ำเป็นพยาบาลที่คอยดูแลผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมะเร็งได้เห็นอาการตั้งแต่ระยะแรกจนจบชีวิตลง มะเร็งเป็นโรคที่ทรมาน และต้องตายทุกคน ไม่มีใครเกิดมาอยากจะเป็น และผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ต้องการกำลังใจอย่างมากในการใช้ชีวิตอยู่ หยดน้ำเป็นพยาบาลเยี่ยมบ้านมักจะไปดูแลคนไข้เป็นมะเร็งที่มีอาการหนัก เขาจะมีวิธีการพูดที่สามารถทำให้คนไข้และญาติรู้สึกดีขึ้น และจะคอยดูแลผู้ป่วยอย่างดีไม่เว้นญาติหรือครอบครัวของผู้ป่วย แม้แต่ระยะสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วย หยดน้ำก็จะคอยดูแลจนวินาทีสุดท้าย ซึ่งยากมากที่จะทำใจเฝ้าดูคนที่ตัวเองดูแล-รักษาจบชีวิตลงต่อหน้าและที่ประทับใจมากๆ คือ ช่วงที่หยดน้ำเริ่มมีอาการของโรคมะเร็ง ถ้าเป็นฉัน ฉันต้องทำตัวไม่ถูกเครียดหรืออาจฆ่าตัวตาย เพราะไม่อยากทุกข์ทรมาน แต่หยดน้ำกลับมีสติทั้งๆที่รู้ว่าตนเองต้องทรมานแค่ไหน แล้วจุดจบจะเป็นอย่างไร หยดน้ำมีลูก 3 คน และสามีที่รักและห่วงใยหยดน้ำมากๆไม่แพ้พ่อแม่ของหยดน้ำเอง มีอยู่ตอนนึงที่ฉันอ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจมากถ้าฉันเป็นหยดน้ำ เริ่มมีบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวฉัน ฉันเริ่มมีอาการไข้สูงอยู่ประมาณ 2 วัน ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้เริ่มโต แขนทั้ง 2 ข้างมีตุ่มใสเกิดขึ้น หลังมือบวมกำมือไม่ได้ บริเวณคอและใบหน้าก็มีตุ่มขึ้น เข้าวันที่ 3 ตามตุ่มใสเริ่มมีน้ำเหลืองหยด ฉันเฝ้ามองน้ำเหลืองที่มันหยดออกมาจากรูขุมขนที่แขน ลูกชายทั้ง 3 มองดูฉันแล้วถามว่า แม่ทรมานไหม เจ็บตรงไหนบ้าง และก็คอยเช็ดตัว ป้อนอาหาร เพราะฉันไม่สามารถช่วยตัวเองได้ฉันทำใจไม่ได้แน่ๆถ้าฉันเป็นหยดน้ำ การที่เขาได้แต่มองดูสังขารที่น่ารังเกียจของตัวเอง และยังให้คนที่ตัวเองรักมาเห็นในสภาพนี้มันทรมานใจมากที่สุดแต่หยดน้ำไม่ใช่ เขากลับไม่กลัวในสิ่งที่ตัวเองเป็น เมื่อหยดน้ำเริ่มหายดีขึ้นก็กลับไปทำงาน ทำหน้าที่พยาบาลที่แสนดีต่อเหมือนตัวเองไม่เป็นอะไร และได้เข้าวัด นั่งสมาธิ ฝึกจิตใจ ต่อมาหยดน้ำก็ได้ไปรักษาตัวกับหลวงตาองค์หนึ่งซึ่งเก่งมากทำให้อาการของหยดน้ำดีขึ้นเรื่อยๆ จากบทความเรื่อง บททดสอบของชีวิตทำให้ฉันได้เห็นตัวอย่างที่เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวของหยดน้ำ ฉันจะปรับตัวฉันเองให้เข้มแข็งเหมือนหยดน้ำให้ได้ ไม่ว่าบททดสอบข้างหน้าของฉันจะหนักแค่ไหนฉันจะสู้ จะผ่านมันไปให้ได้

            จากหนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันลืมสิ่งที่อยู่ภายนอกของพยาบาล คือชุดขาว หมวก รองเท้าขาว เพราะหลายๆคนอาจฝันว่าสักวันหนึ่งฉันต้องได้ใส่ชุดสีขาว ใส่หมวก รองเท้าขาวเดินอยู่ในโรงพยาบาล สำหรับฉันตอนนี้แม้การเป็นพยาบาลไม่มีเครื่องแบบเหล่านี้ ฉันก็ยังอยากจะเป็น สักวันฉันต้องเป็นพยาบาลที่คนไข้ทุกคนรัก จะเป็นเหมือนพี่หยดน้ำที่ทุ่มเทตัวเองกับผู้ป่วย จะรู้สึกว่าผู้ป่วยเป็นคนในครอบครัวที่ต้องดูแลเอาใจใส่ ไม่ใช่ดูแลเพียงร่างกายภายนอก แต่ฉันจะเป็นพยาบาลที่ดูแลสภาพจิตใจของผู้ป่วยด้วย เพราะจากบันทึกของพี่หยดน้ำสอนให้รู้ว่าจิตใจ คนรอบข้าง ความรัก ความอบอุ่น มีผลต่อสุขภาพอย่างไร จากหลายๆเรื่องในเล่มนี้จะเห็นว่า มุมมองของชีวิตไม่กลัวความตาย แต่กลัวความโดดเดี่ยวถึงต้องตาย แต่การตายโดยมีคนที่ตัวเองรักอยู่ด้วยจนหมดลมหายใจ แม้ร่างกายจะเจ็บทรมานแค่ไหนขอแค่ได้เห็นคนที่ตัวเองรักอยู่ข้างๆ และก่อนจะตาย จะทำทุกวิถีทางที่ไม่ทำให้คนที่ตัวเองรักต้องลำบาก อย่างเช่น เรื่องแบ่งพินัยกรรม  สุดท้าย  ข้อคิดที่ฉันได้รับที่สำคัญมาก และฉันจะจำไว้ตลอดอาชีพการทำงาน คือ คุณค่าของพยาบาล หรือความเป็นพยาบาลไม่ได้อยู่ที่ภายนอก ขอเพียงจิตใจรักที่จะดูแลผู้อื่นจากใจ โดยไม่รังเกียจ นี่แหละพยาบาลไร้หมวก

ต้องขอขอบคุณอาจารย์กมลวัลย์มากที่ทำให้ดิฉันรู้จักกับคุณหยดน้ำ อยากจะบอกว่าการที่เราจะรู้จักกัน มีโอกาสเรียนรู้กันและกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ อาจารย์ของดิฉันชื่อณัฐฬส วังวิญญู บอกว่าคงจะมีmessage บางอย่างทำให้คนบางคนได้พบและรู้จักกัน ครั้งนี้ก็เช่นกัน เหลือเชื่อจริงๆ ดิฉันบังเอิญเข้ามาอ่านบันทึกของอาจารย์กมลวัลย์ และพบข้อความที่กล่าวถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้าย ของคุณหยดน้ำอย่างชื่นชม ทำให้ดิฉันต้องรีบติดต่ออาจารย์กมลวัลย์ เพื่อสืบหาคุณหยดน้ำ และอาจารย์กมลวัลย์ท่านมีมิตรไมตรีมาก กรุณาส่งหนังสือพยาบาลไร้หมวกมาให้ภายในสัปดาห์เดียวกัน ดิฉันทึ่งมากจริงๆ ในความจริงใจของอาจารย์กมลวัลย์ และขอบคุณเป็นที่สุด ดิฉันอ่านหนังสือจบภายในวันเดียวและตัดสินใจโทรศัพท์หาคุณหยดน้ำค่ำวันนั้น และนับว่าเป็นการจัดสรรของธรรมชาติจริงๆ คุณหยดน้ำมากรุงเทพฯพอดี เธอส่งหนังสือ ๒๐ เล่มตามที่ต้องการมาให้ดิฉันที่โรงพยาบาลรามาฯในคืนนั้นทันที อย่างนี้จะไม่ให้ดิฉันเชื่ออาจารย์ของดิฉันได้อย่างไร

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน บันทึกหน้าจะเล่าถึงประสบการณ์เข้าร่วมworkshop ที่ทำให้ได้สัมผัสเสียงเรียกจากภายในให้ดูแลตนเอง