ประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

ประวัติศาสตร์การศึกษาไทย 

        ถ้าถือ 2414 เป็นปีเริ่มต้นจัดการศึกษาระบบโรงเรียนแบบตะวันตก ทางการบริหารก็ควรถือปี 2430 เป็นปีเริ่มต้น "นำร่อง" ระบบบริหารราชการแบบใหม่ เพราะเป็นปีที่รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ (พระยศขณะนั้น) เป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการ


ปี 2435 ร.5 โปรดฯ ให้มีบริหารราชการด้วยระบบกระทรวง ระบบราชการจึงขยายโครงสร้างครั้งใหญ่โดยมีการศึกษาระบบโรงเรียนผลิตข้าราชการ นับแต่นั้น โรงเรียนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้แหล่งเดียวแทนวัง-วัด-บ้าน รวมทั้งเป็นแหล่งช่วยเลื่อนฐานะทางสังคมของคนในสังคม

ครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรกำหนดในรัฐธรรมนูญให้รัฐจัดการศึกษาภาคบังคับ ในระดับสูงก็เปิด "ตลาดวิชา" เรียกว่า มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นการเปิดประตูการศึกษาระบบโรงเรียนให้กว้างขึ้น ผู้สำเร็จการศึกษาระดับสูงเข้าถึงแหล่งทรัพยากรภาคการเมืองและราชการได้มากกว่าสมัยสมบูรณายาสิทธิราชย์ ระบบราชการจึงถูกยึดครองโดยชนชั้นกลางที่ผ่านการศึกษาระบบโรงเรียน

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐช่วยเหลือรัฐบาลไทยเพื่อใช้ไทยเป็นพันธมิตรต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ แหล่งทุนจากสหรัฐ ให้ทุนคนไทยไปศึกษาต่อสหรัฐระลอกใหญ่ มีการเปิดสถาบันการศึกษา เช่น คณะรัฐประศาสนศาสตร์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ต่อมาแยกเป็น NIDA) และสนับสนุนให้เปิดมหาวิทยาลัยเพิ่มในทุกภูมิภาค ล้วนมีนัยชี้นำทางความคิดสูงยิ่งโดยเฉพาะแนวคิดการเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่าง (Top-Down)

นักเรียนนอกชุดใหญ่ต่างกลับมาทำงานในภาคราชการและธุรกิจเอกชน ส่วนหนึ่งมีบทบาทเป็น Technocrate กำกับทิศทางประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับแผนการศึกษา 2503 ให้รองรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ความพยายามปฏิรูปการศึกษา

มีแนวคิดปฏิรูปการศึกษาหลายครั้ง เช่น การเกิด พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับ 2464 และหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการวางพื้นฐานเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เสนอหลักความเสมอภาคทางการศึกษา เอกภาพด้านนโยบาย และการกระจายอำนาจบริหารสู่ท้องถิ่น เกิดแผนการศึกษา 2520 และการปรับปรุงหลักสูตร 2521

ตั้งแต่ 2532 คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติตั้งคณะอนุกรรมการการศึกษาหาแนวทางการพัฒนาการศึกษาในอนาคตทำงานวิจัย ซึ่งได้รับการผลักดันให้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฯ 2540 ส่งผลให้เกิด พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และมีหน่วยงาน เช่น คณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา เพื่อเตรียมการบริหารและจัดการศึกษา ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา และทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา รวมทั้งเสนอแนะกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ส่วน กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมการปฏิรูปการเรียนรู้และหลักสูตร และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา (สกศ.) เตรียมจัดตั้งองค์กรอิสระ เตรียมครูต้นแบบ ฯลฯ โดยให้เริ่มต้นปฏิรูปทั้งระบบตั้งแต่ 20 สิงหาคม 2545

ภายในปี 2545 สปศ.ทำงานตามภารกิจการจัดโครงสร้างองค์กร จัดระบบครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา และจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา พร้อมเสนอแนะร่างกฎหมายเพื่อรองรับการปฏิรูป 23 ฉบับ

กระทรวงศึกษาธิการโดยกรมวิชาการประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544 และเตรียมปฏิรูปการเรียนรู้ สกศ. จัดตั้งองค์กรอิสระเมื่อ 2543 คือสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.)

ในปี 2544 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณเปลี่ยน รมว.ศธ. 3 ครั้ง พร้อมเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงภายในกระทรวงศึกษาธิการ นำสู่การทบทวนภารกิจ จนงานที่แบ่งกันทำเริ่มสับสน เช่น การแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาเป็นภารกิจของ สปศ. แต่ ศธ. ขอจัดใหม่, ปฏิกิริยาของคณะสงฆ์ ของอาชีวะ ของ กศน.ฯลฯ ต่อ พ.ร.บ. การศึกษาฯ ส่งผลให้ต้องแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาฯ, ยกเลิกกระทรวงการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมก่อนจัดตั้ง พร้อมแบ่งงานเป็น 2 กระทรวง อีกทั้งไม่สามารถเริ่มปฏิรูปตามกำหนดได้ จนนายกรัฐมนตรีต้องแก้ปัญหาด้วยการให้คำสัญญาใหม่ว่าจะเริ่มต้นตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2545

ระบบราชการยุคใหม่ที่ปฏิรูปในรัชสมัย ร.5 รวมศูนย์ขึ้นตามลำดับ และเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีการใช้กำลังแย่งชิงด้วยการรัฐประหาร แต่ผู้ครอบครองอย่างต่อเนื่องคือข้าราชการประจำและมีข้าราชการฝ่ายการเมืองเข้ากำกับตามวาระ

ระบบราชการได้สั่งสมวัฒนธรรมราชการ เช่น การเน้นความสัมพันธ์แบบแนวตั้ง สั่งการจากบนลงล่างตลอดมา และเน้นความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ ทำให้ภาคธุรกิจเอกชนสามารถเข้าถึงแหล่งอำนาจได้ง่ายและรับประโยชน์ไปมหาศาล ขณะที่ครู-นักเรียน และชาวบ้านซึ่งเป็นฐานในระบบการศึกษาและการเมืองยากที่จะมีโอกาสเข้าถึงแหล่งอำนาจแม้แต่เพื่อปกปักรักษาสมบัติชุมชน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา การปฏิรูปการศึกษาจึงไม่ประสบความสำเร็จตราบใดไม่ได้ปฏิรูประบบราชการและไม่ได้คิด "ยกคนทั้งชาติให้สูงขึ้นพร้อมกัน" อย่างแท้จริง การปฏิรูประบบราชการที่คิดทำในปัจจุบันก็จะไม่ประสบผลสำเร็จเมื่อทำแค่แยก/ยุบหน่วยงาน โดยไม่สามารถทำให้ข้าราชการและพนักงานของรัฐหลุดออกจาก"วัฒนธรรมราชการ"

ที่สำคัญ รัฐบาลปัจจุบันได้ "ผูกปม" วัฒนธรรมราชการแน่นขึ้น เช่น การให้โบนัสแก่ข้าราชการผู้ได้ 2 ขั้น ซึ่งส่วนใหญ่ได้ 2 ขั้นด้วยระบบอุปถัมภ์ เป็นการเสริมความสัมพันธ์แนวตั้งให้มั่นคงสวนกระแสปฏิรูประบบราชการอย่างยิ่ง

ที่มา :
http://www.dailynews.co.th