นี่เป็นครั้งที่ ๒ ที่ผมไปอำเภอแม่สอด จ. ตาก    อำเภอที่ใหญ่กว่าตัวจังหวัด   ไปครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๖ โดยไปกับคณะ วปรอ. ๓๕๕   ได้ข้ามไปฝั่งเมียวดีของพม่า    มีการต้อนรับด้วยการแสดงฟ้อนพม่า ที่มีการรำเท้าตวัดชายผ้านุ่งอย่างชำนาญ    และมีการแสดงที่แสดงความเป็นนักรบที่ห้าวหาญของชายพม่า    เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ชมการแสดงของพม่า    ช่วงนั้นเราได้รับการต้อนรับจากทางทหารพม่าเป็นพิเศษ เพราะเพื่อนร่วมรุ่นของเรา พลโท สนั่น ขจรกล่ำ (ต่อมาเป็นพลเอก) สนิทสนมกับทางการทหารพม่าเป็นพิเศษ   พลโทสนั่นบอกพวกเราตั้งแต่ตอนนั้นว่าผู้มีอำนาจแท้จริงคือขิ่นยุ้น ซึ่งอยู่หลังฉาก ไม่ใช่คนที่แสดงตัวเป็นผู้นำในขณะนั้น


          ไปคราวนี้ ๑๐ – ๑๑ ส.ค. ๕๑ ตามคำเชิญของชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย ที่มีคุณจรรยาวัฒน์ ทับจันทร์ เป็นประธาน   เพื่อไปฟังการรายงานผลการวิจัยเชิงคุณภาพ เรื่องการดูแลผู้ป่วยใกล้ตาย    ที่โรงพยาบาลแม่สอด


          เย็นวันที่ ๑๐ เรานั้งเครื่องบินบางกอก แอร์เวย์ส ไปลงที่สุโขทัย   แล้วนั่งรถไปอีก ๑๗๐ ก.ม. ใช้เวลา ๓ ช.ม. ท่ามกลางถนนที่คดเคี้ยวและเปียกฝน   ระหว่างทางมีป้ายบอกว่าไปทางเดียวกับที่เราไปนี่แหละจะไปถึงน้ำตกทีล่อซู ที่ได้ชื่อว่าสวยงามที่สุดในประเทศ ไทย   แต่กลับมาดูแผนที่ที่บ้าน พบว่าต้องไปคนละทางกับแม่สอด คือวกลงใต้ไปทางอำเภออุ้มผางอีกไกลมาก    ดูแผนที่แล้วเข้าใจว่าจังหวัดตากเป็นจังหวัดชายแดนติดกับพม่าเป็นระยะทางยาวมาก   ทางเหนือจรดจังหวัดแม่ฮ่องสอน   ทางใต้จรดจังหวัดกาญจนบุรี    ฝั่งพม่าเป็นรัฐกะเหรี่ยง   สังคมของอำเภอแม่สอดจึงเป็นสังคมชายแดน   มีคนพม่าเข้ามาทำงานพอๆ กับคนไทยในพื้นที่   คนเหล่านี้เข้ามาใช้บริการสุขภาพของอำเภอ   โดยที่ทางโรงพยาบาลไม่มีทางไปขอรับงบประมาณจากทางใด   เพราะ สปสช. เขาไม่มีงบประมาณเป็นค่าบริการคนต่างด้าว    เป็นความยากลำบากของระบบที่ไม่เป็นไปตามสภาพความเป็นจริงของสังคม


          เราถึงแม่สอดเมื่อเวลาเลย ๒ ทุ่มไปแล้ว   จึงตรงไปยังสถานที่นัดพบ คือสวนอาหาร ข้าวเม่า – ข้าวฟ่าง    ที่มีชื่อที่สุดของแม่สอด   และไปเปิดสาขาที่เชียงใหม่อีก ๑ แห่ง    การตกแต่งต้นไม้ของสวนอาหารสวยงามมาก    เราไปเห็นกลางคืน สวยแบบหนึ่ง    เขาว่ากลางวันสวยกว่ามาก    อาหารก็อร่อย    ที่แปลกคือปลาดุกฟูผัดพริกขิง   ปลาเมยนึ่งซีอิ๊วทรงเครื่อง   และต้มโคล้งปลากรอบก็อร่อยมาก   ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สอด พญ. กนกนาถ พิศุทธกุล กรุณาไปเลี้ยงอาหารต้อนรับ


          เราพักค้างคืนที่ วัฒนา วิลเลจ รีสอร์ท ๓๗๓/๑ ถ. พระธาตุผาแดง  โทร. ๐๕๕  ๕๓๓ ๔๖๘ – ๗๐   ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอออกไปราว ๕ – ๖ ก.ม.   ฝนตกตลอดคืน    ชาวแม่สอดบอกเมื่อตอนกลางวันของวันที่ ๑๑ ว่าฝนตกติดต่อกันมาเป็นวันที ๕ แล้ว    จึงได้ความรู้ว่าที่นี่ได้รับอิทธิพลจากมรสุมฝั่งทะเลอันดามัน    เมื่อลมฝนพัดมาโดนภูเขาก็ตกที่แม่สอด   คล้ายๆ กับที่ระนองนั่นเอง    คนที่แม่สอดคุยให้ฟังเรื่องความชื้นตอนหน้าฝน เหมือนที่ผมเคยพบที่สงขลาไม่มีผิด  


          เช้ากินข้าวต้มกับผัดยอดฟักแม้ว ผัดถั่วงอก และจับฉ่าย ที่โรงแรม    แล้วไปประชุมที่โรงพยาบาลแม่สอดเลย    พอกินข้าวเที่ยงเสร็จเราก็ออกเดินทางกลับท่ามกลางสายฝน   เนื่องจากฝนตกเราจึงกะให้มีเวลาเดินทางอย่างระมัดระวังมากหน่อย   ผมอยากให้รถผ่านไปไปดูตลาดริมเมยแต่ไม่กล้าร้องขอ    เพราะต้องออกนอกเส้นทางไป ๖ ก.ม.  ไปกลับ ๑๒ ก.ม.   แต่ระหว่างทางเราก็ได้แวะตลาดมูเซอร์    ซึ่งอยู่ริมทางห่างจากแม่สอดมาทางจังหวัดตากประมาณ ๔๐ ก.ม.    ตลาดนี้ใหญ่มาก น่าจะยาวตามแนวถนนถึง ๑๐๐ เมตร    เราลงไปตอนฝนตกหนัก    ของจำพวกผักสดและกล้วยไม้ป่าถูกมาก    ผักคล้ายๆ กับที่มีขายที่โครงการหลวง แต่ราคาถูกกว่ามาก   คุณหม่อง โชเฟอร์ของชมรมพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นชาวโคราช บอกว่าคนขายเป็นมูเซอร์ คนปลูกเป็นกะเหรี่ยง


          ระหว่างทางกลับเป็นช่วงบ่ายทิวทัศน์สวยมาก   สวยแบบครึ้มฝน ยอดเขามีหมอกคลุม สวยไปอีกแบบ    ภูเขามีต้นไม้เขียวชะอุ่ม

 

          เรากลับกรุงเทพด้วยสายการบินบางกอก แอร์เวย์จากสุโขทัย ไปลงที่สุวรรณภูมิ    โดยผมหอบมะระหวานกับต้นกระเทียมต้นยาวเท่าแขนขึ้นเครื่องบินกลับมาด้วย    กลับมาถึงบ้านมันหอม (เหม็น?) ตลบอบอวล    เช้าวันที่ ๑๒ ภรรยาผัดกุ้งให้กิน อร่อยชื่นใจ   ต้นกระเทียมมัดละ ๒ ต้น ราคา ๒๐ บาท    ส่วนลูกมะระหวาน ๓ กิโล ๒๐ บาท    พรุ่งนี้จะผัดไข่กินตอนเย็น

 

วิจารณ์ พานิช
๑๒ ส.ค. ๕๑

ไม้ประดับงามด้วยไฟส่อง ที่ภัตตาคารข้าวเม่า ข้าวฟ่าง

ดอกบัวที่บานกลางคืน หุบเวลากลางวัน

เหง้าไม้ไผ่ ศิลปะธรรมชาติ

แม่สอดเมืองภูเขา มีดอกไม้งาม

 

 สาวพม่า ทำหน้าที่รีเซพชั่นที่วัฒนาวิลเลจรีสอร์ท

หน่อไม้ไผ่