ผมมักเปรียบองค์กรกับร่างกายของคนเราเสมอๆ เพราะเป็นสิ่งใกล้ตัวประการหนึ่งและคิดว่าเป็นข้อเปรียบเทียบที่ทุกคนสามารถรู้สึกตระหนักได้ตลอดเวลาอีกประการต่อมา การที่ชีวิตหนึ่งชีวิตใดสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติก็เนื่องมาจากทุกส่วนของอวัยวะฮฺทำงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของตนอย่างถูกต้องตามบทบาทที่ได้ถูกโปรแกรมและเซตค่าเอาไว้แล้ว
แต่หากส่วนใดส่วนหนึ่งมีปัญหาเราก็จะพบกับความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างขึ้นอยู่กับว่าความผิดปกตินั้นเกิดขึ้นที่ส่วนใด เช่น คนๆหนึ่งรู้สึกปวดจะอุจจาระ โดยธรรมชาติแล้วแน่นอนว่าเขาย่อมปรารถนาอย่างที่สุดที่จะไปให้ถึงสุขา แต่หากเท้าไม่เป็นใจเกิดเป็นอัมพาตขึ้นมากระทันหัน แน่นอนเหลือเกินว่า เป็นสถานการณ์ที่ยากจะบรรยายจริงๆ และความบกพร่องของเท้าที่เป็นปัญหานั้นก็จะถูกประจานด้วยสิ่งที่ถูกขับออกมาจากร่างกาย ณ ที่ๆไม่ใช่ที่ของมันนั่นเอง
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงข้อสมมติ แต่กระนั้น เราก็ยังคงไม่ตระหนักและปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในชีวิตการทำงานประจำวันของเรา
หากว่าข้อบกพร่องนั้นเกิดจากความไม่รู้ แต่เหตุใดเราปล่อยให้ความไม่รู้นั้นเกาะติดแน่นกับชีวิตการทำงานของเรา
และหากว่าข้อบกพร่องนั้นเกิดจากการขาดทักษะ แต่เหตุใดหนอเราจึงยอมให้มันชี้หน้าเยาะเย้ยเราทุกครั้งที่ทำงานกับมัน
เขียนมาถึงตรงนี้ นึกถึงคำกล่าวของท่านนบี (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ที่กล่าวใจความสรุปได้ว่า "จงเป็นผู้สอน(ผู้มีความรู้และทักษะ)หรือไม่ก็เป็นผู้เรียน(รู้และพัฒนาทักษะ)และอย่าเป็นอื่นจากนี้"
หากเราเปิดใจเรียนรู้จากกันและกัน แชร์ความรู้ที่ตนมีแก่ผู้อื่นและเรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้หรือไม่ถนัดจากคนที่รู้มากกว่าและเก่งมากกว่า หากทำได้เช่นนี้ความรู้และทักษะของเราก็จะถูกเติมเต็มจากกันและกัน
และหลังจากที่ความรู้และทักษะนั้นๆสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ก็จงบันทึกมัน (ยัสตูร) ดั่งที่พระองค์ได้สอนท่านใช้ปากกา (อัลละมาบิลกอลัม)
และเทคโนโลยีปัจจุบันได้ทำให้การบันทึก หรือยัสตูร นั้นมีความเป็น "อาลามีน" คือไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใดขอเพียงท่านบันทึกมันในระบบอินเตอร์เน็ต คนยังส่วนอื่นๆจะสามารถเข้าถึงบันทึกของท่าน
แต่ก็เฉพาะผู้ที่คำสั่งแห่ง "อิกเราะ" และหรือรหัสแห่งคีย์เวิร์ด "นูน" เกิดผลกับเขาเท่านั้น
นี่อาจจะเป็นกระบวนการ "จัดการความรู้" หรือ "knowledge Management" หรือ KM จากอัลกุรอาน
วัลลอฮฺ ฮูอะอฺลัม
อัสลามูอาลัยกุม
มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
ปัญหาของเรา ความไม่รู้ ความไม่อยากรู้ ความไม่อยากเพิ่มพูนความรู้ ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง ความไม่เชื่อคนที่รู้ แฮะแฮะ เยอะครับ
ดังนั้นในอัลกุรอานจึงใช้ให้เราถามในสิ่งที่เราไม่รู้ ดังนั้นอัลกุรอานจึงใช้ให้เราตรึกตรองในสิ่งที่เราประสบอยู่ ที่สำคัญอิสลามใช้ให้เราทำงานเป็นทีม โดยกระบวนการชูรอ
นิยมเป็นทั้ง "ผู้สอน และ ผู้เรียน" ค่ะ
เคยสอนให้กับกลุ่มผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ (ภาคพิเศษ) ด้วยความที่อยากเป็นผู้เรียนไปด้วย เลยแอบให้โจทย์ที่เชื่อว่าหากผู้เรียนทำมัน เราเองในฐานะผู้สอนและผู้ตั้งโจทย์นั้นจะได้เป็นผู้เรียนไปด้วย แล้วมันก็ได้ผลจริงๆด้วยค่ะ
แต่ปัญหาที่เจอจากนักศึกษาบางกลุ่มคือ แทนที่จะเป็นผู้เรียน (หรือผู้สอน) แต่เขาเหล่านั้น เลือกจะเป็นผู้ฟังอย่างเดียว... ฟังเฉยๆ ฟังแล้วไม่สร้างกระบวนการเรียนรู้ ทำให้ได้แต่ความจำจากสิ่งที่ฟัง ปราศจากความเข้าใจจากสิ่งที่ฟัง ... ผู้สอนก็ต้องพลิกแพลงกระบวนการสอนไปเรื่อยๆ หาช่องทางที่นักศึกษาจะเปลี่ยนอุดมการณ์การเป็นผู้ฟัง มาเป็นผู้เรียนบ้าง บ้างก็สำเร็จ บ้างก็ยังต้องปรับปรุง