คุณสุทธิ อัชฌาศัย เป็นหนึ่งใน NGO ที่เข้าไปให้ข้อแนะนำชาวบ้านในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม ได้อธิบายให้เราฟังว่าที่มาบตาพุดมีปัญหาอันเกิดจกนโยบายของรัฐที่ต้องการให้ภาคตะวันออกเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนัก แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับชาวบ้าน
ปัญหามาบตาพุด
๑.คนระยองต้องการชลอหรือยุติการขยายโรงงานอุตสาหกรรมไว้ก่อน มีหลายประเภทและมีขนาดใหญ่ มีปัญหาการแย่งน้ำไปให้ภาคอุตสาหกรรมแต่ภาคเกษตรกรรมมีปัญหา
๒.ทรัพยากรไม่พอก็ยังไปทำลายทรัพยากรด้วยการถมทะเลของบริษัท PTT ในเครือปตท. และยังมีการถมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง หาปลาไม่ได้ นอกจากนี้ เอเชีย ทอมินอล กำลังจะทำท่าเทียบเรือเคมี นี่ก็เป็นการขัดแย้งความต้องการของคนระยอง
๓.คนระยองมีภาวะการเจ็บป่วยมากขึ้น เมื่อปี ๒๕๔๖-๔๗ คนระยองเป็นโรค HIV สูงสุดของประเทศ แต่พอเน้นกระบวนการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของคนระยอง ก็สำรวจพบว่าคนระยองเป็นมะเร็งมากขึ้น แม้จะไม่มีบทพิสูจน์ชัดเจน แต่สารเคมีที่ตรวจพบในจังหวัดระยองมีสารก่อให้เกิดมะเร็งจำนวนไม่น้อย แถมในเขตนิมคมอุตสาหกรรมไม่มีบับเบิ้ลโซน

๔.ปัญหาภาวะสังคม เดิมระยองมีแหล่งท่องเที่ยวมีทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาทางด้านเกษตรกรรมมีผลไม้ ชาวบ้านก็มีความสุขดี ต่อมามีการอพยพผู้คนเข้ามา มาบตาพุดมีแรงงานต่างด้าวมากขึ้น มีสลัม มีสถิติก่ออาชญากรรมมากขึ้น ในสถิติ ๘ จังหวัดภาคตะวันออก คนระยองฆ่าตัวตายเป็นอันดับ ๑ จากปัญหาหนี้สิน มีซ่องโสเภณีมากมาย ซึ่งจะก่อปัญหาระยะยาว
ทุกวันนี้ระยองเข้าขั้นวิกฤตทั้งทางด้านทรัพยากร วิกฤตสุขภาพ เจ็บป่วยมากมายหลายโรค วิกฤตทางสังคม ยังไม่ได้รับการแก้ไข
คนระยองมีรายได้มวลรวมประชาชาติ ๙๒๐,๐๐๐ บาทเศษต่อคนต่อปี แต่พี่น้องประมงต้องไปหาหอยปูปลาที่ไกลขึ้น มันคุ้มไหมกับความเสียหายที่ได้รับ แถมอาหารทะเลที่หามาได้จะปลอดภัยไหมสำหรับการนำมาบริโภค (ถ้าท่านมองในแง่ธุรกิจก็จะบอกว่าคนจำนวนนิดเดียว แต่รายได้ประชาชาติที่ได้จากการพัฒนาอุตสาหกรรมมีมาก ภาพลักษณ์ของประเทศดีกว่า หากมองแบบนี้แสดงว่าท่านถือเงินเป็นใหญ่ ท่านไม่ได้สนใจคน..นี่ผมพูดเอง อิอิ) ชาวระยองต้องเรียกร้องโดยการนำเสนอข้อมูลให้คนในสังคมได้รับรู้มากขึ้น และได้เสนอให้ ส.ว.,สนช.ทราบ กับได้เสนอไปยังสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและกรรมการได้ลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับชาวบ้านทำความเข้าใจกับข้อมูล ซึ่งมีความเห็นว่าควรชลอการขยายภาคอุตสาหกรรมไว้กอ่น แต่ถูกอดีต รมต.สุวิทย์ คุณกิตติ ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าได้มีการทำแผนปรับลดและขจัดมลพิษแล้วและยังมีศักยภาพพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้อีกหลายโรงยังไม่ยอมหยุด
ชาวระยองต้องการให้มีการประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ แต่ไม่ได้รับการประกาศคงทำเพียงจัดทำแผนลดและขจัดมลพิษ มีงบประมาณแก้ปัญหา ๕ ปี ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทเพราะการประกาศเขตควบคุมมลพิษจะสามารถกำหนดค่ามาตรฐานพิเศษเฉพาะพื้นที่ที่สูงขึ้น ซึ่งอาจมีปัญหากับการลงทุนในระยะยาว จึงไม่ประกาศ แต่การแก้ไขปัญหาเช่นนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เป็นการมองคนละมุม ฝ่ายนักการเมืองและภาคธุรกิจที่มองว่าเมื่อยังพัฒนาได้ก็ต้องพัฒนาไปก่อน แต่ชาวบ้านต้องการให้ชลอการพัฒนาก่อนเพื่อแก้ไขปัญหา เมื่อแก้ได้แล้วค่อยพัฒนาต่อ เมื่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมไม่ดำเนินการ จึงต้องฟ้องกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต่อศาลปกครอง เพราะไม่ยอมประกาศให้ระยองเป็นเขตควบคุมมลพิษ ศาลประทับรับฟ้อง คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณา
นอกจากการฟ้องร้องต่อศาลปกครองแล้ว แต่จะได้ผลหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่งเพราะสิ่งแวดล้อมถูกทำลายจนแทบจะเรียกได้ว่าเบ็ดเสร็จแล้ว ตอนนี้ได้หันมาดูพรบ.สุขภาพแห่งชาติ ๒๕๕๐ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะใช้แก้ปัญหาให้กับชาวระยอง ต้องใช้กฎหมายมาช่วยมาดูแลแก้ไขปัญหาปัญหาสุขภาพของประชาชนชาวระยองได้โดยใช้ ม.๕,๑๐, ๑๑,๔๐ เพื่อทำกระบวนการสมัชชาสุขภาพในพื้นที่ ใช้สิทธิที่จะอยู่อย่างปลอดภัย ในสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัย สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นด้วยว่าควรชลอการขยายไปก่อน จนกว่ากลไกในการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.๖๗ จะเป็นผลบังคับใช้จริง
ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดถึงการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต้องมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและประเมินผลทางสุขภาพด้วยจึงจะผ่านโครงการที่มีผลกระทบรุนแรง คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมีบทสรุปแล้วว่าให้ชลอไว้ก่อน แต่ปรากฏว่าสองอาทิตย์ก่อนหน้านี้ได้มีการผ่าน EIA ของบริษัทโรงไฟฟ้าถ่านหิน เก๊กโก1 ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 700 Mw กับบริษัทพลังงานความร้อนร่วม ดาว์นเคมิคอล ซึ่งเคยเกิดปัญหาที่ประเทศอินเดีย (ท่านอัครราชฑูตอินเดียคงจะเล่าสู่กันฟังได้ในเรื่องนี้...) โดยที่ยังไม่มีการทำ HIA สอบถามว่าทำไมรีบเร่งรับรอง EIA เพราะความเห็นขององค์กรอิสระและความต้องการของประชาชนสอดคล้องกัน ก็ได้คำตอบว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเจ้าภาพในเรื่องนี้ จึงต้องใช้กฎหมายเก่าที่มีอยู่ดำเนินการไปก่อน
คุณสุทธิบอกว่าชาวบ้านไม่ได้ต้องการไล่โรงงานอุตสาหกรรม เพียงต้องการให้การพัฒนาเกิดความสมดุลย์และพอดี เพราะถ้าชาวบ้านทนรับไม่ไหว โรงงานจะต้องหยุด ชาวบ้านไม่อาจไว้วางใจบริษัทข้ามชาติได้ เพราะบริษัท สยามโมโตะก็เอาขยะของเสียจากโรงงานไปทิ้ง ดำเนินดคีมีค่าปรับแค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ปรับแล้วก็ไม่มีการฟื้นฟูสภาพ (ข้อนี้ต้องโทษอัยการหรือเปล่า อิอิ ที่ไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้อง เอ๊ะแล้วกฎหมายกำหนดไว้หรือเปล่า เดี๋ยวจะไปค้นมาให้ครับ)
บริษัทในเครือปตท.เอง ก็เคยทำก๊าซรั่วไหล ผู้คนต้องเจ็บป่วยเข้าไปรักษาที่ รพ.ถึง ๑๗๔ คน ชาวบ้านได้รับการชดใช้คนละ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่มีการดำเนินคดี ตำรวจบอกว่าไม่มีผู้เสียหายไปแจ้งความ ถ้าบริษัทฯมีธรรมาภิบาลจริงก็ไม่น่าจะเกิดปัญหา
คุณสุทธิ ให้ข้อฉุกคิดดีมาก เขาบอกว่าการพัฒนาวันนี้ดูที่ตัวเลข ถ้าตัวเลขสูงแสดงว่าดีก้าวหน้า แต่ในความเป็นจริงต้องมีการพัฒนาภาคประชาชนควบคู่กันไปด้วยเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ และบอกได้เลยครับพี่น้อง....ความขัดแย้งรอบใหม่กำลังจะเกิด หลังจากชาวระยองประมาณ ๒๐,๐๐๐ คนเดินขบวนประท้วงเมื่อปีที่แล้ว คุณสุทธิพูดวันนี้เหมือนเป็นการบอกใบ้ให้พวกเราทราบว่าการเดินขบวนครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นอีก
ปัญหาอยู่ที่ว่าคนระยองที่ไปเดินขบวนเรียกร้องนั้น จะถูกกล่าวหาว่าทำในนาม นปก.หรือ พธม. อิอิ...
สวัสดีครับ
ผมชอบใจประโยคที่ว่า
ชาวบ้านไม่ได้ต้องการไล่โรงงานอุตสาหกรรม เพียงต้องการให้การพัฒนาเกิดความสมดุลย์และพอดี
นี่ละครับคือคำตอบ
ทำอย่างไรจึงจะสมดุลย์และพอดี
ปัญหาพลังงานเป็นปัญหาใหญ่ เพราะมุนษย์ต้องใช้พลังงาน การหาพลังงานทางเลือกที่ละอาดจึงเป็นสิ่งที่ทุกประเทศปรารถนาแต่ในความเป็นจริงไม่ได้เกิดง่ายๆ
ในอินเดียใช้ถ่านหินมาก เกิดปัญหามากมาย พลังงานทางเลือกอื่นๆ ก็ได้เริ่มทดลองใช้ไปแล้วไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงาลม พลังงานน้ำ แต่ด้วยจำนวนประชากรที่มาก อินเดียจึงต้องมุ่งไปที่พลังงานนิวเคลียร์
ที่ระยองผมทราบว่ามีโรงงานต่างชาติมากรวมทั้งของอินเดีย
ผมเห็นว่าปัญหานี้แก้ได้ด้วยกฏหมายที่เข้มงวดและเพิ่มบทบาทของประชาชนในชุมชนนั้นไปด้วยเพื่อให้เป็นตัวคุมความสมดุลย์และความพอดี
ตรงนี้อีกเช่นกันครับ ก็ถ้าโรงงานที่เข้าไปตั้งในพื้นที่สร้างผลเสียให้มากกว่าผลประโยชน์ ก็ไม่ควรให้เกิดขึ้นครับ
การเดินขบวน ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้รับทราบความเดือดร้อน แต่การแก้ปัญหาต้องหาจุดลงตัวให้ได้ ถ้าเห็นคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลัก ก็คงตัดสินใจได้ง่ายครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นว่าชุมชนไทยยังไม่ตื่นตัวก็คือชุมชนเข็มแข็งที่พึ่งตนเองได้
คนในชุมชนยังไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถหรือปัญญาในการแก้ปัญหากันเอง ถ้าเป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะไม่มีปัญหาแบบที่เป็นอยู่
3 ห่วง 2 เงื่อนไข ยังไม่มีใครนำไปใช้ในการสร้างสันติสุขเลยครับทั้งที่หลักปรัชญานี้คือยาแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ดีมาก
ท่านเอกชัยทราบดีครับ
อ่านแล้วนะคะ ลูกพี่ ไม่มีเวลาช่วยคิดช่วยเขียน
งานเขียนค้างตรึม แต่ก็อยากอ่านค่ะ
สวัสดีครับคุณเอื้องแซะ
ระยองกำลังมีปัญหาเรื่องผลผลิตทางภาคเกษตรเหมือนกันครับ ผมไปคุยกับชาวสวนจะเล่าให้ฟังในตอนต่อๆไปครับ
ท่าน อท.ครับ
การฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายกับการลงไปดูพื้นที่จริง เราได้อะไรมากมาย เราบอกว่าให้ชุมชนมีส่วนร่วม แต่วิธีปฏิบัติก็เอาเงินฟาดหัวผู้นำ ทำโน่นทำนี่ให้ชาวบ้านเกิดความเกรงใจตามนิสัยคนไทย เรียกร้องแล้วไม่ได้ผล ร้องเรียนแล้วเฉย ทำให้ชาวบ้านเบื่อหน่าย พอมีแกนนำให้ชาวบ้านแกนนำมักจะตายก่อนเสียอีก ผมมีงานเข้ามาเยอะช่วงนี้เลยทำให้บทความผมช้าไปนิดหนึ่งครับ แต่ตอนนี้กำลังเร่งสปีดเพื่อให้ผู้อ่านตามทันก่อนไประยองว่า ก่อนลงพื้นที่จริงเราศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้น ฟังความแต่ละด้าน ผมว่าวิธีแบบนี้ทำให้เราตื่นตัวที่จะไปหาข้อมูลและคิดวิธีที่จะช่วยเหลือให้สังคมอยู่กันอย่างสันติวิธีครับ
อิอิ จานแหวว
ได้อ่านกันตาแฉะแน่ เพราะฝ่ายสภาอุตสาหกรรมเข้าก็ว่าการจัดการเริ่มดีแล้ว ฝ่ายบริษัทกำจัดกากของเสียเขาก็ว่าของเขาเจ๋ง สองตอนที่แล้วชาวบ้านเขาเซ็ง ลงพื้นที่จริงกำลังจะเขียนอยู่เพราะผมไปลุยกับชาวบ้านมาทั้งวัน มีเรื่องเล่ามากมายครับ