R2R : บทบาทของผู้บริหาร
วันที่ ๑๔ ส.ค. ๕๑ ผมโชคดี ได้นั่งติดกับ รศ. นพ. สุรินทร์ ธนพิพัฒนศิริ ในการสัมมนา “แผนยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. ๒๕๕๑ - ๒๕๕๔” ที่จังหวัดอยุธยา ผมอยากคุยกับท่านมานานแล้ว เพราะท่านเป็นผู้อำนวยการ รพ. ศิริราช และเป็นหมอศัลยกรรมกระดูกชั้นเยี่ยมของไทยคนหนึ่ง
ผมถามท่านว่า R2R มีผลต่อ คุณภาพของบริการผู้ป่วยหรือไม่ ได้คำตอบว่า ได้เป็นจุดๆ แต่ไม่ค่อยมีผลให้เปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติทั่วทั้งโรงพยาบาล
ผมได้แนะนำท่านไปว่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าจะปรึกษากับทีมจัดการ R2R และตั้งรางวัลประจำปี ตัวอย่างชื่อ “Hospital Director R2R Grand Challenge Award 2009” (HDR GCA2009) ประกาศให้รางวัลผลงาน R2R ไว้ล่วงหน้าแต่ละปี (เช่น HDR GCA 2009 ก็ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี 2008) ว่าปีหน้าจะให้รางวัลแก่ผลงาน R2R ด้านไหน เกณฑ์ขั้นต่ำของรางวัลคืออะไรบ้าง เท่ากับผู้อำนวยการโรงพยาบาลเข้าไปแสดง ท่าทีเห็นคุณค่าของงาน R2R และแสดงความปรารถนาว่าต้องการให้เกิดงาน R2R ที่ก่อผลต่อผู้ป่วยอย่างไรบ้าง ความคึกคักในการทำ R2R เพื่อพัฒนา Quality of Patient Care ก็จะเพิ่มขึ้นทันที
กลับมาคิดต่อที่บ้าน ผมพบว่า คำแนะนำของผมยังไม่ตอบประด็นของ อ. หมอสุรินทร์ ที่ว่า “ไม่ค่อยมีผลให้เปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติทั่วทั้งโรงพยาบาล” คือผลงานของใคร ward นั้นใช้ ward อื่นเฉยๆ ในกรณีเช่นนี้ ผมขอเสนอต่อ อ. หมอสุรินทร์เพิ่มเติมว่า ในการประชุมฝ่ายบริหารของโรงพยาบาล (เดาว่าประชุมทุกเดือน) ให้จัดวาระ “ผลงานพัฒนาเล็กๆ ที่ควรนำไปปรับมาตรฐานการปฏิบัติงานทั่วทั้งโรงพยาบาล” ให้เจ้าของผลงานมานำเสนอ ๕ นาที และทีมจัดการ R2R ให้ข้อเสนอเพิ่มเติมในเชิงระบบ แล้วปรึกษากันในที่ประชุมว่าจะประกาศเป็นมาตรฐานการทำงานของทั้งโรงพยาบาลได้หรือไม่ หรือจะต้องมีการศึกษาเชิงระบบเพิ่มเติม หากประกาศเป็นมาตรฐานการทำงานของทั้งโรงพยาบาล จะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
ผมเชื่อว่า จะทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติเกิดความภูมิใจ ความกระตือรือร้นในการพัฒนางานจะเพิ่มขึ้นมากมาย
ข้อเสนอของผมอาจยังไม่ค่อยดีนัก เพราะผมไม่ทราบบริบท หรือบรรยากาศการทำงานที่ศิริราช อ. หมอสุรินทร์ไม่ควรเชื่อผม แต่ควรเอาไปคิดต่อว่าจะเอาแนวคิดนี้ไปปฏิบัติอย่างไร
เอามาลงบันทึกไว้ เพื่อบอกว่า ผลงาน R2R คืออาวุธ หรือเครื่องมือของผู้บริหาร ในการปรับปรุงคุณภาพของบริการทั่วทั้งองค์กร ผ่านการตัดสินใจที่ได้ชื่อว่า evidence-based โดยที่ผู้ปฏิบัติงานนั้นๆ เองเป็นผู้ผลิต evidence จากงานประจำ
นี่คือ R2R2P Routine to Research to Policy
วิจารณ์ พานิช
๑๖ ส.ค. ๕๐
ศ. นพ. วิษณุ ธรรมลิขิตกุล รองคณบดีฝ่ายวิจัยของศิริราช อ่านบันทึกนี้แล้วได้ส่ง อี-เมล์ ข้างล่างนี้ไปถึงผม เห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงขออนุญาตนำมาลงไว้
เรียนอาจารย์วิจารณ์ที่เคารพ
ผมอ่านบทความของอาจารย์แล้วมีความเห็นสอดคล้องกับอาจารย์ว่าการจะทำให้ผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้ต้องมีการผลักดันให้ไปสู่ระดับนโยบายเสมอ ซึ่งผมได้ดำเนินการตามแนวทางนี้มาหลายสิบเรื่อง หลายเรื่องอยู่ในหนังสือของ สกว. ที่กำลังจะออกซึ่งผมเคยให้อาจารย์ช่วยทบทวนให้เมื่อต้นปี 2551 หลายเรื่องที่เป็นตัวอย่างใหม่ ๆ ได้นำเสนอในการประชุมวิชาการประจำปีของโครงการพัฒนางานประจำเป็นงานวิจัยเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2551
ผมแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ 4 เรื่อง โดย 2 เรื่องเป็นบทความเกี่ยวกับ research translation ใน WHO Bulletin (Impact Factor ~ 5) ส่วนอีก 2 บทความเป็นผลงานใหม่ที่นำไปใช้ปฏิบัติทั่วโรงพยาบาลศิริราช แต่เรื่องดังกล่าวเกิดในยุคผู้อำนวยการนายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา
ส่วนที่ อ สุรินทร์พูดก็ถูกเพราะงานส่วนใหญ่นั้นถูกนำไปใช้เฉพาะในหน่วยงานนั้น ๆ เท่านั้นเพราะขาดกลไกสำคัญ ผมจึงเน้นบทบาทของ Knowledge Convenor/ Manager/ Broker และ Knowledge Clearing House เสมอในการพูดของผมทุกครั้งเกี่ยวกับ Knowledge Translation และทุนเมธีวิจัยอาวุโสที่ผมได้รับจาก สกว ตั้งแต่ 2544-2550 ก็เป็นทุนในบทบาทของ Knowledge Convenor/ Manager/ Broker
ปัจจุบันผมรับผิดชอบงานวิจัยของคณะ ฯ ก็ได้นำเรื่อง research translation เป็นนโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งด้วย
วิษณุ