(สะท้อนเศรษฐกิจพอเพียงผ่านละครย่อยได้ดีมาก)

คำถามเหล่านี้เคยถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นเสวนาทางการศึกษา 

แต่คำถามก็คงจะปล่อยให้คำถามล่องลอยต่อไป

เพราะยังไม่มีการขานรับ หรือมีแผนดำเนินการมาสนองเสนอแต่อย่างใด

บัณฑิตก็คงติดกรอบตามที่ครรลองของการศึกษาต่อไป ต่อๆไป

จะเปลี่ยนแปลงอะไรเชิงรุก..ยังลุกไม่ขึ้น

อืดอาด อ้อยอิ่ง อ๊อบแอ๊บ และอีแอบนิดๆ นิดๆ ..

 

      (โจทย์อยู่ที่ไหน ไปหา ไปเรียนที่นั่น)

ในอดีตกระบวนการค่ายบัณฑิตอาสา

เป็นเครื่องมือฟูกฟักลูกหลานไทยให้เข้าใจสังคมมากขึ้น

การอออกไปกินนอนในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงที่ห่างไกลความเจริญ

                 (การมีส่วนร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมยิ้ม)

  • ได้เรียนรู้จากบทเรียนสดๆในชนบท
  • ได้บทเรียนจากสิ่งที่รู้มาทบทวน
  • ได้ระลึกหวลคำนึงถึงความแตกต่างช่องว่างทางสังคม
  • ได้เอื้ออาทร รู้ทุกข์ร้อนรู้หนาวร่วมกับสังคม
  • ได้ตระหนักถึงปัญหาและปัญเหที่ก่อหวอดขึ้นในสังคมรากหญ้า
  • ได้รู้ว่าประเทศไทยมีสภาพพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การพัฒนาอย่างไร?

เป็นที่น่าเสียดายว่า  กระบวนการบ่มเพาะบริบททางสังคมดีๆเหล่านี้ได้จืดจางจืดชืดไปมาก

ผู้นำนักศึกษาบางแห่งเห็นความสำคัญ ได้ร่วมตัวกันทำกิจกรรมอย่างทุลักทุเล

ทำให้สังคมอุดมศึกษาตั้งหลักอยู่ในรั้วในกรอบ

จะสมานฉันท์กับสังคมภายนอกยากขึ้น น้อยยิ่งขึ้น ขาดประสบการณ์ประสบเกิน

ความห่างเหินทางการศึกษา ห่างสังคมรอบตัว และไกลตัว

  

                       (ละลายพฤติกรรมระหว่างภาควิชาให้เป็นหนึ่งเดียว)

ทั้งๆที่ลูกหลานนักศึกษาเหล่านี้

บางส่วนยังมีจิตวิญญาณความเป็นไทยอยู่ไม่น้อย

เราให้นักศึกษาสมัครใจมาเข้าค่ายเศรษฐกิจพอเพียงในครั้งนี้

มีนิสิตจาก12คณะทุกระดับชั้นสมัครมาเรียนรู้เกินโคต้า

 

(รุ่นพี่มีอุบายให้น้องๆขยายความรู้สึกผ่านตู้ปณ.น้อย)

การมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

สะท้อนให้เห็นพลังในตัวนักศึกษาได้เป็นอย่างดี

มีความเป็นพี่ๆน้องๆประคับประคองช่วยเหลือดูแลกัน

จากที่เคยอยู่..ในรั้วสถาบันอย่างคนแปลกหน้า

ก็มาสร้างเครือข่ายบัณฑิตเอื้ออาทร

ถ้าผู้บริหารให้โอกาสเขาเหล่านี้

ฟื้นฟูค่ายบัณฑิตอาสาขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม

ันนั้นแหละ..มหาวิทยาลัยจะมีวิธีนำตนเอง เข้าสังคมได้มากขึ้น!

จริงไหมพี่น้อง..