
ผมและทีมงานที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และนิสิต เดินทางมาถึงสวนป่ามหาชีวาลัยอีสานในราว ๆ เกือบ 5 โมงเย็น โดยที่ผมขับรถยนต์ส่วนตัวมากับเจ้านุ้ย ส่วนคุณสุริยะ และเจ้านุ มาขับรถบัสคันใหญ่ ซึ่งผมได้มอบหมายให้จัดกระบวนการเรียนรู้ขึ้นบนรถ -
ก่อนการทานข้าวเย็นในวันนั้น ผมมอบหมายให้ทีม “กลุ่มไหล” ได้คิดกิจกรรมต่าง ๆ เข้ามาสร้างสรรค์บรรยากาศ โดยกลุ่มนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นาน ส่วนใหญ่ก็มักคุ้นกับผมดีอยู่แล้ว และผมเองก็มีส่วนที่จะยุส่งให้พวกเขาจับมือเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างอิสระ ไม่ติดยึดกับความเป็นองค์กรในระบบกิจกรรมของมหาวิทยาลัย
เขายังไม่ได้บอกเล่าความหมายอันเป็นชื่อ “กลุ่มไหล” ให้ผมฟังเท่าที่ควรนัก แต่ในคราวที่จะไปเด็กรักป่าครั้งล่าสุดนั้น ผมเองนี่แหละที่ยุให้พวกเขาไปคิดชื่อกลุ่มมาสักชื่อ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ทั้งผมและพวกเขาก็ร่วมงานกันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ละคนมีศักยภาพที่หลากหลาย มีความคิดสร้างสรรค์ สนุกสนาน มีพลัง เป็นนักกิจกรรม และที่สำคัญคือ มีจิตสาธารณะสูงมาก (บางครั้งก็ออกอาการบ้า ๆ บวม ๆ ..)
เท่าที่ผมสัมผัสกับกลุ่มไหลมาระยะเวลาหนึ่ง พวกเขาดูมีความสุขกับการได้ทำกิจกรรมอะไร ๆ เพื่อสังคมเสมอ ดังนั้นในเกือบ ๆ ทุกเวทีของผม จึงไม่เคยลังเลที่จะเชื้อเชิญพวกเขามาเติมเต็มสร้างสีสันให้ครึกครื้น เวลาผมไปไหนก็หอบหิ้วพวกเขาไปด้วยเสมอ พวกเขาเป็นสีสันของกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ดังจะเห็นได้จากการปรากฏตัวในเวทีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และกลุ่มนี้ก็ดูจะกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยลึก ๆ แล้ว ผมเองก็เฝ้าฝันว่า พวกเขาเหล่านี้จะกลายเป็นคนพลิกกิจกรรมจากที่พบเห็นดาษดื่นอยู่นี้ไปสู่มิติใหม่ ๆ ได้บ้าง ถึงไม่มากก็น้อย - ผมคิดเช่นนั้น

สมปอง มูลมณี และวีระชน พรหมสะวัน (กลุ่มไหล)
สำหรับวันแรกนั้น ผมมอบภารกิจให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไม่ถึงกับตีกรอบความคิดพวกเขามาก แต่เปิดกว้างให้เขาคิดรูปแบบกิจกรรมด้วยตนเอง รวมถึงการเฝ้าสังเกตห่าง ๆ ว่า พวกเขาจะมีการประสานงาน “ความเป็นทีม” ได้กี่มากน้อย และยังรวมถึงการเฝ้าสังเกตว่า กิจกรรมแต่ละกิจกรรม หรือโจทย์ที่เขานำมาใช้เป็นเครื่องมือนั้น น่าสนใจ หรือได้รับความสนใจจากคนอื่นหรือไม่ ทำแล้วสัมฤทธิ์ผลแค่ไหน เป็นต้น
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ พวกเขาจึงมอบหมายภารกิจเป็นสองกลุ่มใหญ่ นั่นคือ กลุ่มสันทนาการที่เน้นไปในทางการร้องรำทำเพลงเพื่อการละลายพฤติกรรม และอีกกลุ่มก็ถอยออกมาทำกิจกรรมที่เน้นในทางการละลายพฤติกรรมทางความคิดเป็นที่ตั้ง อันได้แก่ กำหนดให้แต่ละคนเขียนรูปตนเองง่าย ๆ เล็ก ๆ แล้วนำมาอธิบายให้เพื่อน ๆ ฟังถึงคุณลักษณะของตัวเอง กำหนดให้เขียนคำแนะนำตัวเองแบบสั้น ๆ กระชับ ๆ และเข้าใจง่าย และนำเสนอให้คนอื่นได้ร่วมรับรู้




อย่างไรก็ตาม กิจกรรมเหล่านั้น ผมถือวิวาสะกำหนดว่า ไม่ให้กลุ่มไหลเฉลยโจทย์เหล่านี้ (นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ...) แต่โยนกลับไปให้แต่ละคนได้ถอดบทเรียนเองว่า “ได้อะไรจากกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้น ?” พร้อมกับให้เขียนมาส่งในรุ่งเช้า เพื่อให้ทีมงานของเราประมวลผลอีกรอบ แล้วนำมาเสนอในภาพรวมให้ทุกคนได้รับรู้ร่วมกัน

รอยยิ้มของผู้เข้าร่วมโครงการ..คือของขวัญอันล้ำค่าของทีมกระบวนการ
หลายหลังกิจกรรมได้ยุติลง หลายคนแยกย้ายไปพักผ่อน ทีมของเราได้จับกลุ่มล้อม “วงเล่า” โดยมีพ่อครูบาฯ และครูน้อย มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นกันเอง ซึ่งเริ่มต้นจากกิจกรรมแรกจนถึงกิจกรรมสุดท้ายที่เพิ่งจากจางไปเมื่อครู่
ผมเปิดเวทีให้แต่ละคนได้ชวนพูดชวนคุยอย่างเป็นกันเอง เรื่อย ๆ ฮาเฮ และเข้มบ้างในบางโอกาส แต่กระนั้น เราต่างก็ดูแช่มชื่นระริกรื่นอยู่ตลอดเวลา สวนเสเฮฮากันอย่างออกรสออกชาติ บางครั้งก็แกล้งอำตัดบทกันอย่างครึกครื้น
ในเวทีดังกล่าวนั้น เรามีข้อสรุปตรงกันกลายเรื่องเกี่ยวกับคนเข้าร่วมกิจกรรม เช่น
นิสิตที่มา ส่วนใหญ่เป็นนิสิตที่ใหม่ต่อการทำกิจกรรม
นิสิตที่มา มาจากหลายคณะ (12 คณะ จาก 18 คณะ)
นิสิตที่มา ยังดูตื่น ๆ และเกร็ง ๆ กับความเป็นมหาชีวาลัยอีสาน จนยังไม่กล้าที่จะแสดงวิถีของตนเองออกมาอย่างเต็มที่
นิสิตที่มา ให้ความร่วมมือกับกิจกรรมเป็นอย่างดี และมีวี่แววที่จะเรียนรู้อยู่ไม่ใช่น้อย
ขณะที่พวกเราเองก็ได้ร่วมกันวิเคราะห์ประเด็นการทำงานของเราเองอย่างตรงไปตรงมา และเปิดเปลือยกันอย่างให้เกียรติ ซึ่งก็มีประเด็นที่เราหยิบจับได้ชัดเจน เช่น
บางครั้ง ผู้นำกระบวนการของเรา ยังสื่อสารไม่ชัดเจนนัก ทำให้คนเข้าร่วมกิจกรรมเกิดอาการงงๆเอ๋อ ๆ ...
บางครั้ง ผู้นำกระบวนการไม่นำเข้าสู่บทเรียน ทำให้ผู้เข้าร่วมไม่รู้กรอบแนวคิด และวัตถุประสงค์ของกิจกรรมที่กำลังจะมีขึ้น พร้อมกับการสรุปที่ยังไม่ชัดแจ้งนัก
บางครั้ง ทีมงานร่วมสอดแทรกบ่อยจนเกินไป ทำให้กระบวนการบางจังหวะติดขัด ผู้เข้าร่วมไม่มีสมาธิพุ่งมายังผู้นำกระบวนการ
บางครั้ง การนำงานยังขาดการเติมเต็มซึ่งกันและกัน เช่น เป็นการทำงานแบบแยกส่วน ยังไม่เกิดกระบวนการในลักษณะความเป็น “ทีม” อย่างที่ควรจะเป็น

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นร่วมกับแนวทางที่จะร่วมด้วยช่วยกันในกิจกรรมของวันรุ่งขึ้น เช่น
การกำหนดบทบาทที่ชัดเจน ทั้งในฐานะผู้นำและผู้ช่วย โดยให้มีการเติมเต็มอย่างมีจังหวะจะโคน
การกำหนดให้มีการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมผู้เข้าร่วม และประเมินตลอดเวลาว่า ปฏิกิริยาการเข้าร่วมมีกี่มากน้อย และพร้อมที่จะนำไปสู่การปรับกระบวนท่าที่เอื้อต่อการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา
การกำหนดให้นำเสนอกิจกรรมอย่างมีกระบวนการ โดยสื่อสารที่มาที่ไป วัตถุประสงค์ของกิจกรรมนั้น ๆ อย่างชัดเจน และสร้างเวทีให้แต่ละคนได้ถอดบทเรียนด้วยตนเอง รวมถึงการนำเสนอภาพรวมของบทเรียนโดยทีมกระบวนการของเราเองด้วยเช่นกัน
การกำหนดให้แต่ละคนถอดบทเรียนตามความถนัดของตนเอง ทั้งการเขียน การวาด การพูด ฯลฯ
การพยายามกระตุ้นให้แต่ละคนกล้าคิด กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่ติดยึดกับกรอบใด ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้อย่างมี “ความสุข”
การพยายามกระตุ้นเตือนให้แต่ละคน เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถตั้งโจทย์เองและหาคำตอบเองด้วยวิธีของแต่ละคน
การค่อยเป็นค่อยไปในทุกกระบวนการ และสามารถยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ ฯลฯ
และนี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา และนี่คือการเรียนรู้ไปพร้อมกัน ทั้งทีมกระบวนการ และทีมผู้เข้าร่วมกระบวนการ ซึ่งผมก็คิดว่า เราเริ่มต้นได้ดี และนี่คือทิศทาง หรือเส้นทางที่เราควรจะลงแรงกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผิดถูก ค่อยว่ากัน
งานนี้ยอมรับว่าต่างจากค่ายต่างๆที่ผ่านมาครับ ส่วนตัวผมแล้วอยากลงลึกในกิจกรรมต่างๆให้มากและหลากหลายกว่านี้ การมีส่วนร่วมต่อยอดทางความคิด เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมคาดหวังเป็นอย่างมากในการเข้าค่ายครั้งนี้ แต่ก็อย่างว่า กระบวนการของแต่ละคนล้วนหลากหลาย พูดได้ว่าสไตล์การทำงานของพวกเราแตกต่างกันอย่างมาก แต่ด้วยใจของพวกเราครับที่ต้องการอยากให้เกิดสิ่งดีดี งานนี้ จึงยอมรับว่า ทำได้เนียนครับ ... แต่ต่อไปนี้คงต้องใช้เวลาคุยกันให้มากขึ้นครับ ...จะได้ไม่มีการกันซีนกัน 555+
ขอบพระคุณสำหรับทุกอย่างครับ บอส
ใจจริงอยากจะไปด้วยครับแต่ภารกิจที่อยู่ทางนี้เยอะเหลือเกิน
สวัสดีครับ
เย้..วันนี้ซ่อมเน็ตใช้ได้แล้วครับ..ดีใจๆๆๆๆๆที่สุด
บรรยากาศดีมากครับ เสียดายไม่ได้ไปด้วย
รอดูบรรยากาศจากพี่ก็แล้วกัน
ทำงาน เหนื่อย หิวไหมครับ
เอามาฝากครับ
แวะมาชมบรรยากาศค่ะ..^^
ด้วยความระลึกถึงค่ะ..
(แต่ แฮ่ อาหารน้องครูโย่งน่าทานจังอิอิ)
มาให้กำลังใจทีมไหลและ ชาว มมส ถ้าไม่อยู่ไกล ตามไปทักทายแล้ว เสียดายๆๆๆ
สวัสดีครับ . muangkhan
ขอบคุณที่ลงแรงกายและแรงใจอย่างเต็มที่
กิจกรรมหลายอย่างอัดแน่นไปก็ดูอึดอัด ยิ่งนิสิตใหม่ต่อการทำกิจกรรมก็ยิ่งต้องระมัดระวัง ในส่วนประเด็นของทีมเวิร์คนั้น ก็ยังต้องเรียนรู้ร่วมกันต่อไปเรื่อย ๆ ถึงกระนั้น ก็ถือได้ว่า ทุกคนทำได้ดี และทำได้อย่างน่ายกย่อง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ น้องชาย (ชาวดิน)
ค่ายนี้ เป็นการต่อยอดทางความคิดจากค่ายที่แล้ว. โจทย์การเรียนรู้ซ่อนลึกและแนบเนียนกว่าที่ผ่านมา
แต่ค่ายนี้ก็สุ่มเสี่ยงเหมือนกัน เพราะไม่แน่ใจว่า คนค่ายจะเข้าถึงกันกี่มากน้อย แต่กระนั้น ก็ย่อมได้อะไรกันบ้างล่ะ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ. ก้อง...สะเร็น
อันที่จริงอยากให้งานกิจกรรมไปเรียนรู้ที่นี่บ้าง เพราะในความเป็นจริง บุคลากรที่เกียวกับด้านนี้ ควรมีข้อมูล เครือข่ายการเรียนรู้เยอะ ๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนิสิต ถ้าเราไม่ "ลุก" จากเก้าอี้ นิสิตก็ไม่สามารถ "รุก" ไปอยู่มิติใหม่ ๆ ได้
..เป็นกำลังใจให้ เช่นเคย
สวัสดีครับ. ครูโย่ง
มาอยู่ที่สวนป่า. พ่อครูบาฯ เลี้ยงดูปูเสื่อลูกหลานอีสานอย่างอิ่มสำราญ ..เช้ามาก็พาลูก ๆ หลาน ๆ เดินป่า
คุ้นสุดคุ้ม...
ส่วนอาหารที่นำมาฝากนั้น...แซบ ๆๆๆๆๆ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณสำหรับการรายงานสดนี้นะครับ คุณ นุ้ยcsmsu
ตอนนี้ บอส กำลังจะไปขนเครื่องคอมฯ รอทีมงาน และคงถึงโน่นค่ำ มืด
หวังว่าทุกคนคงมีความสุขกับการเรียนรู้ในสไตล์นี้
ฝากดูแลกันและกันด้วยนะครับ
สวัสดีครับ คุณครูแอ๊ว
สวัสดีครับ อ.. ขจิต ฝอยทอง
สักวันกระมังครับ ที่เราจะได้ร่วมเฮ..ด้วยกัน และนิสตคงได้ทำกิจกรรมกับ อ.ขจิต
...
รักษาสุขภาพ นะครับ