ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง

 
                   ทำเพื่อเด็กไทย 
                                          ทำไมต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ เพราะความไม่แน่นอน ไม่คงที่ ของสรรพสิ่งในโลกที่ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนไปตลอดเวลา .....

และถ้าจะให้ตรงประเด็นเลยก็คือต้องการให้โรงเรียนของเรามีความพร้อมที่จะรองรับการกระจายอำนาจด้านบริหารทั่วไป การบริหารบุคคล บริหารวิชาการและบริหารงบประมาณจากส่วนกลางมาสู่ท้องถิ่นหรือมาสู้โรงเรียนในฐานะนิติบุคคลซึ่งถ้าสำเร็จเมื่อใดการบริหารจัดการทุกอย่างในโรงเรียนก็จะเป็นแบบ One Stop Service 
      ดังนั้น ตั้งแต่เดือนเมษายน – ต้นเดือนพฤษภาคม 2550 เป็นต้นมาเป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายบริหาร หัวหน้ากลุ่มสาระ หัวหน้างาน ซึ่งเป็นบุคลากรหลักได้ไปอบรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงกันอย่างต่อเนื่องทั้งนี้เพื่อศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับผู้นำการเปลี่ยนแปลงแล้วนำกลับมาขยายผลแก่พวกเราทุกคนในโรงเรียนพร้อมกันนั้นบุคลากรหลักกลุ่มนี้ก็ยังได้ทำ workshop กำหนดนโยบายและจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี 2550 ของโรงเรียนขึ้นใหม่ให้รองรับกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ/สพฐ. จำนวน 5 ใน 6 ข้อนโยบาย ดังนี้

  • นโยบายที่ 1 คุณธรรมนำความรู้
  • นโยบายที่ 2 การขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • นโยบายที่ 3 การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ
  • นโยบายที่ 4 การกระจายอำนาจและส่งเสริมความเข้มแงของเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา
  • นโยบายที่ 5 การส่งเสริมการมีส่วนร่วม
  • นโยบายที่ 6 การพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้

นโยบายที่ 1- 5 เป็นนโยบายสำหรับโรงเรียนทุกเขตพื้นที่การศึกษา(ยกเว้นภาคใต้)ที่ต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนครูโดยตรง คือข้อ 1 และข้อ 3

จากการที่ได้เข้าปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ด้วยในฐานะผู้ร่างหลักสูตรพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงและในฐานะของกรรมการเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานครเขต 3 จึงขอทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ กับเพื่อนพ้อง น้อง พี่ ดังนี้

นโยบายเรื่องคุณธรรมนำความรู้นั้น ทำอย่างไร เราจึงจะสามารถเสริมสร้างคุณธรรม/จริยธรรมให้เกิดขึ้นแก่เยาวชนของชาติได้ โดยมุ่งเน้นในเรื่องของ เศรษฐกิจพอเพียง ธรรมาภิบาล สมานฉันท์ วินัย ความสะอาด ความสุภาพ ความมีน้ำใจ ความสามัคคีและความประหยัด มัธยัสถ์และออม

ส่วนนโยบายข้อที่ 3 เรื่องการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องที่ครูต้องรับผิดชอบโดยตรง เพราะครูเป็นผู้มีหน้าที่ในการจัดการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนให้มีคุณภาพทั้งด้านคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ตามมาตรฐานการศึกษาชาติ (สมศ. เป็นผู้ประเมินซึ่งพวกเราทราบกันดีว่าโรงเรียน ของเรามีมาตรฐานด้านใดบ้างที่อยู่ในระดับดีและต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น)

ดังนั้น สิ่งที่พวกเราทุกคนต้องตระหนักและนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในผู้เรียน คือ เรื่องคุณธรรมนำความรู้ในทุกด้านที่กล่าวแล้ว รวมไปถึงการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้เป็นไปตามที่ สมศ.กำหนด

การเปลี่ยนแปลงใดใดก็ตามไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด มักจะได้รับการต่อต้านอยู่เสมอด้วยคำพูดและกริยาอาการที่ไม่ค่อยจะพึงพอใจ ซึ่งพระมหาสหัส ถิตสาโร ได้ระบุสาเหตุของการต่อต้านว่าเป็น เพราะความกลัว เช่น ครูกลัวว่าจะทำตามนโยบายไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี หรือกลัวว่าจะมีภาระงานเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ปกครองอาจกลัวว่าปรับวิธีสอนเปลี่ยนวิธีเรียนแล้วลูกของตนจะสอบได้คะแนนดีหรือไม่ หรือเปลี่ยนแปลงแล้วจะเกิดเสียมากกว่าผลดี เหล่านี้เป็นข้อกังวลของทุก ๆ คน เมื่อทราบข่าวว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้ที่ยึดติดกับอดีต ห่างเหินปัจจุบันและไม่เคยหันสู่อนาคตยิ่งจะมีความทุกข์ร้อนมากกว่าผู้อื่น เพราะไปหลงติดยึดกับวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิม ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการวิตกกังวล ลองเปิดใจกันดูสักตั้งแล้วมันก็จะผ่านไป

พระท่านว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะความเปลี่ยน แปลงเป็นนิรันดร์ และในการเปลี่ยนแปลงใดใดก็ตามต้องเริ่มที่ใจ ถ้าใจไม่เปลี่ยน ความเปลี่ยนแปลงก็ไม่เกิด และเมื่อไหร่ก็ตามที่ใจเปลี่ยนกายก็จะเปลี่ยนตาม นั่นหมายความว่าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือเกิดการเรียนรู้นั่นเองฉะนั้น จึงไม่อยากให้พวกเราต่อต้านเรื่องผู้นำการเปลี่ยนแปลง เปิดใจ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมปฏิบัติดู ท่านอาจจะพบข้อสรุปใหม่ก็ได้ว่า “น้ำที่ไหลจะไม่เน่า และน้ำเน่าคือน้ำนิ่ง”

เขียนโดย ครูน้อย