วันแม่ปีนี้ผมบุกป่าฝ่าดงร้อยกว่ากิโลไปบรรยายให้เด็กตัวเล็กรักการอ่านครับ

        วันแม่ที่ผ่านมา ผมรับปากน้องซึ่งรู้จักสนิทสนมกันและเขาเป็นนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ว่าจะไปบรรยายให้เยาวชนฟังเรื่องการอ่าน น้องเขาและเพื่อนๆมีโครงการร่วมกับชมชนบ้านช้างเชื่อ เพื่อให้ชุมชนเขาเข้มแข็งให้เยาวชนรักการเรียนรู้โดยมีผู้ปกครองและชุมชนให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ จึงรับปากไปบรรยายให้

        ผมกับคุณแอ๊ดไปซื้อพวงมาลัยดอกมะลิ จะแวะไปกราบแม่ที่บ้านก่อน แต่ทราบจากน้องว่าแม่กับพ่อไปงานแต่งงาน เลยนัดพาแม่ไปทานอาหารเย็นกัน ผมก็เลยไปบ้านช้างเชื่อ อ.กะปง จ.พังงา แถวนั้นเป็นป่าเป็นภูเขาสวยมาก และใกล้เคียงแถวนั้นมีนักการเมืองใหญ่ไปกว้านซื้อที่ดินนับพันไร่ แต่ก็ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกและหนีไปเรียบร้อยแล้ว อิอิ

        ผมไม่เคยไปบ้านช้างเชื่อ เคยไปแค่วัดนารายิการามแต่นานมากแล้ว จำได้ว่าทางเข้ามันอยู่ทางไปสุราษฎร์ฯ แต่คุณแอ๊ดบอกว่าอยู่ใกล้กับอำเภอกะปงเพราะเพื่อนเขาอยู่แถวนั้น ขับไปเรื่อยถามทางไปเรื่อยจนในที่สุดเราก็มาถึง ความจริงก็ถูกทั้งคู่เพราะเข้าได้ทั้งสองทาง

        เคยนึกภาพห้องสมุดในชนบทไหมครับ ต้องโทรมๆ หนังสือที่เขาบริจาคมาก็เป็นหนังสือเก่าๆ ผมหอบหนังสือไปบริจาค ๑๐ กว่าเล่ม แต่เป็นหนังสือที่ผู้ใหญ่อ่านเสียเป็นส่วนใหญ่(ไม่ใช่หนังสือ rate R หรือ X อิอิ หมายถึงเป็นหนังสือเกี่ยวกับความรู้ครับ)หาการ์ตูนจะไปฝากเราก็พ้นวัยไปแล้วก็ไม่มี ลูกสาวก็อ่านนิยาย ลูกชายก็อ่านแต่หนังสือคอมพิวเตอร์ อิอิ   แต่ท่านผู้ชมครับ....ผมแปลกใจกับห้องสมุดที่นี่ครับ สะอาด มีหนังสือดีๆเยอะ หนังสือยังไม่ยับเยิน สอบถามได้ความว่า ห้องสมุดนี้เป็นของชุมชนครับ ไม่ใช่ของอบต. ของบไป อบต.เขาไม่ให้ครับ ผู้ใหญ่บ้านก็เลยจัดการหาทุนเอง ระดมทุนจากชาวบ้าน จากผู้ที่ให้ความอนุเคราะห์เมื่อคราวเกิดสึนามิ จนเกิดอาคารห้องสมุดและหนังสือดีๆมากมาย ผมว่าดีกว่าห้องสมุดเด็กในเมืองเสียอีกครับ ยังอดชื่นชมไม่ได้

        พอได้อาคารได้หนังสือมาเสร็จ จะของบจ้างบรรณารักษ์จาก อบต. เขาก็มีเงื่อนไขว่าต้องยกห้องสมุดให้ อบต. ชุมชนเขาเห็นว่าไม่ถูกต้องมาชุบมือเปิบ เขาก็เลยทำเอง ผู้ใหญ่บ้านเป็นบรรณารักษ์ให้เอง น่ารักมาก เลือก อบต.ครั้งต่อไปจะกินแห้วหรือเปล่าไม่รู้  ผู้ใหญ่บ้านท่านนี้เป็นผู้ใหญ่แหนบทองคำครับ

        ผมไปทันพิธีเปิดมีท่านนายอำเภอกะปงเป็นประธาน พอนายอำเภอกล่าวจบไม่มีเพลงมหาฤกษ์มหาชัยครับ แต่เป็นฉิ่งฉับกรับโหม่งแบบมโนราห์และก็มีพรานบุญออกมาร่ายรำ แล้วมาโค้งที่โต๊ะประธานเป็นอันจบพิธีเปิด น่ารักไหมครับ

        ผมเริ่มบรรยายไปก็นึกในใจว่า เราจะรอดไหมเนี่ย เพราะผู้ฟังกว่าครึ่งเป็นเด็กเล็ก ที่เหลือเป็นผู้ปกครองกับนักศึกษา ก็ต้องเอาตัวรอดคุยกับเด็ก เล่านิทานที่ได้จากการอ่านให้เด็กฟังเพื่อให้เขาอยากอ่านหนังสือ มีเด็กตัวเล็กอยู่ชั้นอนุบาลสนใจมาก ผมถามว่าใครอยากเป็นผู้ว่าฯ เขายกมือ ถามว่าใครอ่านหนังสือในห้องสมุดนี้เกินยี่สิบเล่มให้ยกมือ เขาก็ยกมือ ผมก็เลยลองของให้เขาออกมาเล่าให้ฟังว่าเขาอ่านเรื่องอะไร ฮ่าๆ

        เขาเล่าว่าเขาอ่านเรื่องหมีกับคน มีคนสองคนเข้าป่าไปเจอหมี คนหนึ่งวิ่งขึ้นต้นไม้ อีกคนแกล้งทำนอนตาย หมีเข้ามาดมคนที่นอนอยู่นึกว่าตายแล้วมันก็เดินไป เพราะหมีจะไม่ยุ่งกับคนตาย พอหมีจากไป เพื่อนที่อยู่บนต้นไม้ก็ลงมาถามคนที่นอนอยู่ว่าเมื่อกี้หมีเล่าเรื่องอะไร เพื่อนคนที่นอนบอกว่า ไม่ได้เล่าอะไร แล้วก็ต่อว่าเพื่อนว่าทิ้งเพื่อนหนีขึ้นต้นไม้คนเดียว ผมถามว่าแล้วเป็นไงต่อ เขาก็ตอบว่าสองคนก็กลับบ้าน จบ

        พวกเด็กสนุกกันผู้ใหญ่ก็สนุกกับเรื่องที่เล่า แต่คนที่เคยอ่านมาจะรู้ว่าตอนเพื่อนคนที่อยู่บนต้นไม้ลงมาถามว่าหมีพูดอะไร คนที่นอนอยู่ก็จะบอกว่า หมีบอกว่าคนที่ทิ้งเพื่อนไม่ควรคบ..อะไรทำนองนั้น แต่เขาเล่าแบบเด็กและภาคภูมิใจที่เขาได้อ่านมา

        ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าเด็กคนนี้มีจินตนาการสูงและเข้าใจอธิบายเรื่องต่างๆ ผู้ใหญ่บ้านเคยเปิดภาพยนตร์ฝรั่งให้เขาดู เขายังดูเข้าใจและเล่าเป็นเรื่องเป็นราวได้ ก็เลยเอาภาพมาให้ชมกัน ดูแววตาก็รู้ว่าเด็กคนนี้เขามีความสุขขนาดไหน ภาพล่างมุมขวาคนที่ยิ้มมองกล้องนั่นแหละครับ ยังอยู่ชั้นอนุบาลอยู่เลย

        ตกเย็นไปทานข้าวกับแม่และพ่อ พร้อมด้วยพี่น้องและพี่เขย น้องเขาให้แม่ทำแอ๊บแบ๊ว ให้ดูและได้ภาพนี้มา  

เป็นวันหนึ่งที่มีความสุขได้ทำประโยชน์ให้สังคมและทดแทนพระคุณแม่ ผมบอกกับคนที่นั่นว่าวันนี้ผมขับรถจากภูเก็ตมาร้อยกว่ากิโลเพื่อมาบรรยายให้ความรู้กับเด็กที่นี่ด้วยอยากจะทำความดีเอาบุญให้แม่ในวันแม่ และบอกกับเด็กว่า รักแม่ ทำแต่ความดี.. ครับ