วันที่ ๔ ส.ค. ๕๑ ผมโชคดี ได้เข้าร่วมการประชุมระดมสมอง เรื่อง นโยบายสาธารณะที่สำคัญสำหรับอนาคตของสังคมไทย ที่ สสส. โดยมี อ. หมอประเวศเป็นประธาน และ ศ. ดร. มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ผอ. สถาบันวิจัยสังคม มช. เป็นผู้ดำเนินการประชุม โดยต้องการความเห็นว่ามีวิกฤตอะไรของบ้านเมือง และมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทอย่างไรได้บ้าง
เป็นการประชุมที่ประเทืองปัญญาสุดสุดสำหรับผม
ผม AAR ประเด็นวิกฤตสู่โอกาสสำคัญดังนี้
◘ จัดที่อ่านหนังสือ เช่นที่สถานีอนามัย ให้อ่านตอนรอตรวจ และจัดหนังสือที่ดี ที่น่าอ่านสำหรับชาวบ้าน เช่นการ์ตูน
◘ ปฏิรูปการลงทุนต่อการศึกษา ให้เป็นการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ จัดระบบบริหารการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
◘ ปฏิรูปห้องเรียน ทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา
◘ พัฒนาระบบสภามหาวิทยาลัย
◘ สร้างความคิดเชิงวิทยาศาสตร์
◘ รวมพลังพัฒนาเทคโนโลยีอนาคต ที่จะสร้างรากฐานความเข้มแข็งของสังคม
ดร. มิ่งสรรพ์ตั้งกติกาว่าห้ามพูดเรื่องการเมืองก่อน ๑๖ น. ผมออกจากที่ประชุมก่อนเวลานั้น จึงไม่ได้ฟังเรื่องการเมือง
AAR นี้ ไม่ได้รสชาตินะครับ ตอนระดมความคิดกันมีที่มาที่ไปของความคิด และมีข้อมูลที่น่าเศร้าของสังคมเราอยู่ด้วย ผมผกผันให้มองบวก เป็นโอกาส รู้สึกว่ารสจืดไป
เช้าวันเดียวกัน ผมได้รับหนังสือ “ทางรอด… ประเทศไทย” (ดูรูปปก) จาก สวทช. ที่บอกว่า วิทยาศาสตร์ช่วยให้เรารอดพ้นวิบากกรรม ๕ ประการ คือวิบากวิถีชีวิต วิบากธุรกิจการค้า วิบากพลังงาน วิบากสาธารณสุข และวิบากสิ่งแวดล้อม
ปัญหาเรื่องนโยบายสาธารณะ (ในสายตาของผม) ก็คือ
๏ เรามักมองแต่ระดับชาติ ไม่มองระดับพื้นที่หรือท้องถิ่น
๏ เรามักมองว่าผู้ปฏิบัติคือภาครัฐ ไม่มองว่าเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย
๏ นโยบายระดับชาติโลเล ไม่ต่อเนื่อง
มหาวิทยาลัยมีโอกาสทำงานเชิงนโยบายสาธารณะให้แก่สังคมมากจริงๆ ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานความรู้เพื่อหนุนนโยบายสาธารณะที่ถูกต้อง
วิจารณ์ พานิช
๔ ส.ค. ๕๑

สวัสดีครับ
ผมเห็นว่าการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่นการจัดให้มีพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อยในแต่ละชุมชนเป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ ในสวิสที่ผมเคยไปใช้ชีวิตมา มีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแทบจะทุกเขต คนสนใจไปเรียนรู้และได้อะไรจากพิพิธภัณฑ์เหล่านี้มากมาย
ของไทย ยกตัวอย่างหากปรับเปลี่ยนให้วัดเป็นพิพิธภัณฑ์ได้ เราจะมีแหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชนมากมาย
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องภาษาต่างประเทศ
น่าที่จะคิดถึงเรื่องการยกระดับภาษาต่างประเทศให้เป้นภาษาที่สองในที่สาธารณะทุกแห่ง รวมทั้งรายการตามสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโทรทัศน์ก็สมควรที่จะมีช่องที่เป็นภาษาอังกฤษตลอดวันได้แล้ว คนไทยจะได้ไม่พยายามเรียนรู้ภาษาอังกฤษเฉพาะในห้องเรียนหรือเฉพาะที่โรงเรียน
ที่อินเดียที่ผมอยู่ โทรทัศน์มีช่องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่นคู่กันไป
สังคมไทยจะกลายเป้นสังคมที่คนมีพลังเพียงแต่คนไทยสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ถึงระดับหนึ่ง
คงต้องมีการ"นำเข้าครูต่างประเทศ" ให้มากขึ้นครับ ซึ่งต้องเป้นนโยบายของรัฐบาลด้วยที่จะอนุญาตในเรื่องต่างๆ เหล่านี้
ขอบคุณครับ
ผมกำลังจะไปเก็บข้อมูล การจัดทำนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ขององค์การบริหารส่วนตำบล โดยทุนสนับสนุนจาก สช.
เพื่อถอดบทเรียน รวมถึงทำกระบวนการ KM นำเรื่องราวเหล่านั้นสังเคราะห์ เพื่อผลักดันกระบวนการที่เหมาะสมในการดำเนินงานดังกล่าวครับ
และโดยเนื้อหาที่ผมไปเก็บข้อมูล เป็นงานสังเคราะห์ ระดับพื้นที่
และผมจะนำขึ้นมาแลกเปลี่ยนในบันทึกต่อไปครับ