การศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์
บทความประกอบการอภิปรายเรื่อง “การศึกษาเพื่อสังคมไทยในอนาคต”
ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ
****************************************************************************************
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าโลกจะถูกย่อลงด้วยวิทยาการก้าวหน้าด้านการสื่อสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้เป็นปัจจัยผลักดันสำคัญที่ทำให้โลก “ไร้พรมแดน” และทำให้พลโลกมีการติดต่อสัมพันธ์กันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น นำไปสู่การผสมผสานความคิด ค่านิยม ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างมวลมนุษยชาติหรือที่เรียกว่า “กระแสโลกาภิวัตน์” ที่นำโลกเข้าสู่ยุคแห่งการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกชาติทุกภาษารวมทั้งไทย
เทคโนโลยีก้าวหน้าเนื่องจากการนำวิทยาศาสตร์ยุคใหม่มาประยุกต์ใช้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตมนุษย์อย่าคาดไม่ถึง โดยเฉพาะด้านการสื่อสารที่นำโลกเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์และสภาพ “ไร้พรมแดน” ระหว่างประเทศนั้นได้นำมาซึ่งแนวโน้มที่น่าสนใจหลายประการ เช่น
ในโลกของธุรกิจ เทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคติดต่อถึงกันได้รวดเร็ว รูปแบบการขายตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยไม่ผ่านคนกลางมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในโลกของสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศได้ทำให้เกิดความหลากหลายในรูปแบบวิธีการของการแสวงหาข่าวสารทำให้คนมีเสรีภาพในการเลือกรับสื่อที่สอดคล้องกับรูปแบบชีวิตและรสนิยมของตนได้มากขึ้น
ในโลกของการศึกษา เครือข่ายข้อมูลข่าวสารต่างๆ ประกอบด้วยสื่อการศึกษาที่ทวีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ได้นำไปสู่รูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองที่เข้ามาเสริมระบบการเรียนแบบดั้งเดิม การเรียนรู้อยู่กับบ้านหรือที่ทำงานผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และสื่อสำเร็จรูปต่างๆ จะเป็นรูปแบบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต
ในด้านของโครงสร้างสังคม การเติบโตของภาคธุรกิจและประชาชนตลอดจนอำนาจของข่าวสารทำให้หน่วยต่างๆในสังคมมีพลังในการต่อรองดีขึ้น ทำให้อำนาจจากส่วนกลางภายใต้ระบบรัฐอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมลดน้อยลง มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น และในขณะเดียวกันอาจเป็น แรงกระตุ้นให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสภาพ “ไร้พรมแดน” ทำให้ “รัฐชาติ” ลดความสำคัญลง ในขณะที่ “รัฐ ภูมิภาค” ทวีความสำคัญยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ดังจะเห็นได้จากการรวมกลุ่มทางการค้าทั้งใน อเมริกาเหนือ ยุโรป อาเซียนและเอเซียแปซิฟิค ที่กำลังก่อรูปขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันเกิดรูปแบบ “เศรษฐกิจข้ามชาติ” ที่ส่งผลต่อทุกประเทศในโลก
สายน้ำย่อมพัดพาทั้งสิ่งดีและปฏิกูลคละเคล้ากันมาฉันใด “กระแสโลกาภิวัตน์” ที่กำลังไหลบ่าสู่สังคมต่างๆ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
*ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสมาชิกคณะศึกษา โครงการการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์
ทั่วโลก ก็มีทั้งคุณและโทษต่อสังคมตามแต่กรณีไปฉันนั้น ประเทศหรือสังคมที่จะอยู่รอดและก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง คือประเทศหรือสังคมที่เข้าใจกระแสโลกาภิวัตน์อย่างถ่องแท้ สามารถพิเคราะห์และเลือกสรรสิ่งดีออกจากสิ่งไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่กระแสนี้ยังไม่หยุดนิ่ง ยิ่งต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า กระแสโลกาภิวัตน์ได้หยิบยื่นสิ่งดีที่เป็นโอกาสของประเทศอย่างไรบ้าง และในขณะเดียวกันได้นำพาเอาสิ่งไม่ดีที่เป็นภัยคุกคามปลอมปนมาอย่างไรบ้าง
กระแสโลกาภิวัตน์กับ “โอกาส” และ “ภัยคุกคาม” สังคมไทย
กระแสโลกาภิวัตน์อาจมีผลดีหลายทาง นับตั้งแต่การโน้มนำให้เกิดความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างประเทศโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากแนวโน้มการรวมกลุ่มการค้าในระดับภูมิภาคและการจัดตั้งองค์กรการค้าโลกขึ้นในปัจจุบัน อันเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยสร้างเสถียรภาพ และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการค้าให้แก่ทุกประเทศ นอกจากนี้ กระแสโลกาภิวัตน์ช่วยเร่งกระบวนการถ่ายทอดและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาของประเทศต่างๆ เป็นไปโดยรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย
กระแสโลกาภิวัตน์ยังเป็นแรงผลังดันให้เกิด “ค่านิยมสากล” ที่เอื้อประโยชน์ร่วมกันของมนุษยชาติ อาทิ ค่านิยมประชาธิปไตย ค่านิยมว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค่านิยมเกี่ยวกับความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับสภาวะแวดล้อม เป็นต้น ค่านิยมสากลดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการสร้างความตระหนัก สำนึกต่อการแก้ปัญหาหลักบางเรื่องร่วมกันระหว่างประเทศ หรืออีกนัยหนึ่งได้ทำให้ปัญหาหลักบางเรื่องกลายเป็นปัญหาร่วมกันของมนุษยชาติที่ทุกประเทศมิอาจหันหลังให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการลิดรอนประชาธิปไตย การคุกคามสิทธิมนุษยชน การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ว่าจะปะทุขึ้น ณ จุดใดในโลก ก็ส่งผลเร่งเร้าให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองจากนานาประเทศได้
กระแสโลกาภิวัตน์อาจส่งผลในทางไม่ดีด้วย ทำให้ภาพการพัฒนาของโลกในอนาคตไม่แจ่มใสเท่าที่ควร กระแสโลกาภิวัตน์ส่งเสริมให้โลกก้าวเข้าสู่ยุคการค้าเสรี ทำให้การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นไปอย่างเข้มข้นและรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระหว่าง “กลุ่มการค้าภูมิภาค” ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยุโรป กลุ่มอเมริกาเหนือ กลุ่มอาเซียน หรือกลุ่มเอเซียแปซิฟิค การรวมกลุ่มทางการค้าและการวางกติกาการค้าสากล ยิ่งทำให้การแข่งขันรุนแรง แม้ว่าจะไม่มีใครเลยที่จับจองการเป็น “ผู้ชนะ” ทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ กระแสโลกาภิวัตน์ที่กัดกร่อนวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศต่างๆ ยังก่อให้เกิดปฏิกิริยาโดยธรรมชาติในการแสวงหาเอกลักษณ์และเสรีภาพของกลุ่มชนต่างๆ การแสวงหาอย่างสุดโต่งได้ปรากฎออกมาในรูปของความคลั่งลัทธิเผ่าพันธุ์นิยม และลัทธิชาตินิยมทางวัฒนธรรม เราจะเห็นปัญหาความขัดแย้งจากความต้องการแยกตนเองเป็นรัฐอิสระของกลุ่มชนบางเชื้อชาติที่ก่อหวอดขึ้นจนถึงเป็นสงครามกลางเมืองในบางประเทศในปัจจุบัน ความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติกับชนกลุ่มน้อยที่ต้องการสงวนรักษาเอกลักษณ์ทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของตน จะยังคงเป็นชนวนแห่งความร้าวฉานที่ทำให้ประเทศต่างๆ ยังคงขาดสันติสุขที่พึงปรารถนาในอนาคต
ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจบันเทิงแบบข้ามชาติที่ใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อ กลายเป็นกระบวนการครอบงำทางวัฒนธรรม และในบางครั้งก็เป็นการแผ่ขยายสิ่งมอมเมา และ “ปฏิกูลทางวัฒนธรรม” ทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิมของแต่ละชนชาติและท้องถิ่น เมื่อผนวกกับธุรกิจโฆษณาที่เติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมด้วยเทคนิคนานาประการในการล่อใจ ยิ่งเป็นการเร่งกระแสบริโภคนิยมให้กับคนรุ่นใหม่ พร้อมกันนั้นก็เป็นการทำลายสามัญสำนึกและวิจารณญาณของประชาชนเกี่ยวกับแก่นสารและสาระในชีวิต ศิลปะกลายเป็นทาสรับใช้อุตสาหกรรมบันเทิงและการโฆษณาที่มุ่งแต่กำไร จนศิลปะได้สูญเสียพลังในการสร้างสุนทรียภาพทางจิตใจและการประเทืองปัญญาความคิดของคน
สู่โลกแห่ง “กำลังปัญญา”
เมื่อกระแสโลกาภิวัฒน์ได้นำมาทั้งสิ่งที่เป็น “คุณ” และ “โทษ” ต่อประเทศต่างๆ ดังกล่าวข้างตน คำถามที่ประเทศต่างๆ พึงถามตนเอง ก็คือ
ประเทศต่างๆ จะ “ใช้โอกาส” จากสิ่งดี และ “หลีกเลี่ยงภัยคุกคาม” จากสิ่งไม่ดี ที่กระแสโลกาภิวัตน์ชักนำมาได้ อย่างไร ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม
พันธกิจหรือพันธกรณี จากการวางกติกาทางเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างประเทศที่ผูกมัดประเทศต่างๆ มากขึ้น มีความหมายอย่างไรกับการดำเนินนโยบายการพัฒนาของประเทศนั้นๆ
กระแสเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ ที่ทำให้การรวมกลุ่มในรูป “รัฐภูมิภาค” ดูจะมีความสำคัญกว่าความเป็นประเทศหรือ “รัฐชาติ” บ่งบอกบทบาทที่เหมาะสมของประเทศแต่ละประเทศในภูมิภาคนั้นๆ อย่างไร
กระแสโลกาภิวัตน์ที่ทำให้ “ปัญหาเขามาเป็นปัญหาเราด้วย” นับตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การค้า การเงิน ไปจนถึงเรื่องทางสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ประเทศต่างๆ จะมีวิธีระวังตนอย่างไร ให้ “รู้เขา-รู้เรา” และหลีกเลี่ยงหรือ บรรเทาปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น