สมาธิสั้น

     การเลี้ยงลูกที่อยู่ไม่นิ่งในวันนี้จะขอเล่าเรื่องการเลี้ยงลูกที่อยู่ไม่นิ่งของตนเองต่อนะคะ ต้องขอโทษค่ะที่คอยอ่านพอดีว่าเวลาไม่เพียงพอต่อการเขียน เริ่มเลยนะคะ
      หลังจากพาลูกไปตรวจที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ก็ปรากฏว่าต้องรับคิวการตรวจก่อนค่ะยังไม่ได้ตรวจในครั้งแรก ไปเป็นครั้งที่สองถึงจะได้ตรวจ คุณหมอก็เรียกเราพร้อมกับลูกเข้าไปพบ ให้ลูกวาดภาพและก็พูดคุยดูพฤติกรรม พร้อมกับแนะนำเราให้ควบคุมลูกเรื่องเวลา การให้รางวัลเป็นการตอบแทนในการ
กระทำที่ถูกต้องหรือตามคำสั่ง ซึ่งเป็นดาวกระดาษที่ใช้ติดตารางตามวันที่กำหนดเมื่อครบแล้วให้ไปพบหมอใหม่ คุณหมอก็สันนิษฐานในครั้งที่สองที่พบว่าลูกเราสมาธิสั้น แล้วก็สั่งยาให้รับประทานเพื่อควบคุมพฤติกรรมให้จดจ่อต่อการเรียน การทำงานในหน้าที่ให้สำเร็จ เภสัชกรบอกว่ายานี้ค่อนข้างรุนแรงและมีผลในอนาคตลูกเขาก็ซนมากสมาธิไม่ดีแต่ก็ไม่กล้าให้กิน ในขณะที่เราสองจิตสองใจในการให้ลูกกินยากลัวมีผลข้างเคียงเพราะเรามองดูลูกแล้ว อาการไม่รุนแรงถึงต้องใช้ยา
       เราจึงเริ่มบำบัดเขาด้วยตัวเราเอง ไม่กินยาที่หมอให้  เริ่มนับหนึ่งกับลูกเมื่อลูกอยู่ ป.2 เพราะตอนอนุบาลจนถึง ป.1 ก็ได้พูดคุยกับคุณครูบ้างแล้ว แนะนำครูให้ช่วยดูแลอย่างไรบ้าง เพราะเรารู้ว่าเด็กในแต่ละห้องนั้นเยอะมากครูพี่เลี้ยงแค่คนเดียวคงดูแลไม่ไหว เราก็ได้แต่คิดสงสารเด็กที่เหมือนลูกเราหากพ่อแม่ไม่ใส่ใจลูกเรื่องนี้เด็กจะเป็นอย่างไรนะ  เราหาหนังสือเกี่ยวกับการบำบัดเกี่ยวกับสมาธิ ศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับเด็กลักษณะนี้ เก็บรวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์แล้วดูลูกเราเป็นหลัก พยายามตั้งโจทย์ในลักษณะที่ใช่กับไม่ใช่เกี่ยวกับพฤติกรรมอย่างไม่เข้าข้างลูกเพื่อแยกแยะลูกว่าจัดอยู่ในกลุ่มสมาธิสั้นหรือซนมาก  เมื่อได้สภาพแล้วที่สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกก็เริ่มควบคุมการทำงานโดยเอาเวลามาจับ ควบคุมสถานการณ์แวดล้อมไม่ให้เอะอะโวยวายเพื่อเป็นการรักษาสมาธิ ให้กินอาหารเสริมประเภทโปรตีนผงชงกินร่วมกับโอวัลติน พยายามเน้นอาหารหลักให้ครบห้าหมู่ในทุกมื้อ เสริมธาตุเหล็ก กินโยเกิร์ตนมสดผสมน้ำผึ้งมะนาว 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งศึกษาจากหนังสือนาฬิกาชีวิตโอบกอดพูดคุยถึงกฎกติกาการทำงานและการที่จะทำให้แม่รัก ให้รางวัลโดยเป็นเงินบ้าง ของเล่นบ้างแต่ไม่ใช้ทุกครั้ง นั่งควบคุมการทำงานของเขาด้วยตนเอง ก่อนนอนก็ให้นั่งสมาธิ 10 นาที ทุกวัน
          แรก ๆ ลูกเราอ่านหนังสือไม่ได้เขียนไม่ได้เพราะวิ่งอย่างเดียวไม่อยู่ในห้องเรียนเลย แต่เชื่อไหมว่าเข้าเรียน ป.1  แบบอ่านออกเขียนได้คล่องจนครูแปลกใจ ควบกล้ำชัดเจน แข่งขันอ่านหนังสือได้รางวัล
ชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนการ์ตูนแต่ยังเป็นการ์ตูนลายเส้นเชิงเดียวไม่มีองค์ประกอบ เขียนหนังสือตัวเท่าหม้อแกงบ้าง ตัวเล็กบ้าง กะระยะสายตาไม่ถูกช่องไฟไม่มี  บางครั้งเรานำอาหารกลางวันไปให้ลูกบ้างเป็นบางโอกาสจะเห็นเขาหอบสมุดการบ้านกองโตของเพื่อน ๆ ไปส่งครู เออ..เขามีความรับผิดชอบนะ เราก็แอบดีใจ เป็นตัวแทนถือพานก็นั่งเด็ดดอกไม้ในพานทิ้งในขณะรอคิวขึ้นไปไหว้ครู น่าขำ
          ป.2 ลูกเราก็ยังเป็นเหมือนเดิม แต่ครูก็จะช่วยเรื่องพฤติกรรม โดยใช้วิธีการให้สอนการบ้านเพื่ออ่านหนังสือให้เพื่อนฟัง ในป.2 เขาได้รับเลือกตั้งจากเพื่อน ๆ ป.2 ให้เป็นคณะกรรมการนักเรียนของโรงเรียน เออ..เพื่อนๆรักเขานะ ความเป็นรีดเดอร์ในตัวเขาเริ่มส่งประกาย แต่พฤติกรรมยังไม่เปลี่ยนแต่ลดความรุนแรงลง ไม่กินยาแต่ใช้อาหารช่วยเสริมตามที่บอก พร้อมกับกติกามารยาทที่ตกลงกันในบ้าน กิจกรรมที่โรงเรียนชอบร่วมทุกครั้งไม่มีปฏิเสธแต่จะถูกคัดออกเนื่องปฏิบัติร่วมกับเพื่อน ๆ ไม่ได้ เช่น แข่งเต้นแอโรบิค แล้วเต้นไม่เข้ากับเขาลูกเล่าให้ฟังนะ เราก็ได้แต่ให้กำลังใจว่าลูกต้องทำได้ และผลการสอบของเขาก็ไม่ขี้เหร่เลยเมื่อเจอข้อสอบภายนอกโรงเรียนอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางดีเสมอ 
         จนขณะนี้ ป.4 แล้ว ลูกเรามีพฤติกรรมที่ค่อนข้างดีขึ้นมาก แต่ยังตื่นเต้นกับสถานการณ์ใหม่ที่อยากพบด้วยตัวของเขาเอง การได้เรียนคอมพิวเตอร์ การได้ไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ เป็นต้น ยังมีอีกมากมายในการเลี้ยงดูเจ้าตัวโตคนนี้จนพฤติกรรมดีขึ้น สมาธิดีขึ้น ขอถ่ายทอดให้กับผู้ปกครองที่มีลูกเป็นอย่างเช่นเดียวกัน และขอให้กำลังใจในการช่วยเหลือลูกค่ะ