ผมคิดเอาเองตามประสาว่าการเมืองเป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น   เพราะมนุษย์เราต้องอยู่ร่วมกัน อยู่คนเดียวไม่ได้   หรือบางคนอาจตั้งใจอยู่คนเดียวแบบแยกตัวโดดเดี่ยว แต่ก็ยังอยู่ร่วมหมู่บ้าน ร่วมชุมชน ร่วมประเทศ ร่วมโลก กับคนอื่นอีกจำนวนมาก อยู่ดี 

  

เมื่ออยู่ร่วมกัน ก็ย่อมมี สมบัติส่วนกลาง ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน   และเมื่อไรก็ตามที่มีคนพยายามฮุบเอาสมบัติส่วนกลางไปเป็นของตัวเองและพวกพ้องมากเกินไป ไม่ว่าโดยวิธีใด บ้านเมืองก็จะยุ่งเหยิง

สมบัติส่วนกลางที่มีค่าที่สุดในโลก คืออะไร

คำตอบคือ เพชร ครับ

ไม่ใช้ เพชร diamond นะครับ   แต่เป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเพชร คือ คาร์บอน หรือสัญญลักษณ์ทางเคมีว่า C นี่แหละครับ

มองโลกอีกแง่หนึ่ง    โลกคือวัฏฏจักร คาร์บอน (Carbon Cycle) ครับ   วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกคือ วิวัฒนาการ คาร์บอน   เราอยู่ในอารยธรรม คาร์บอน (Carbon Civilization)    และเราอาจกำลังเดินไปสู่สภาพ การสูญสิ้นชาติพันธุ์เพราะอสมดุล คาร์บอน (Carbon Extinction) ก็ได้   

เพราะเราไปรบกวนวัฏฏจักร คาร์บอน ของธรรมชาติมากเกินไป    เราจึงกำลังเดินไปสู่หายนะของเผ่าพันธุ์    แต่เราก็ยังหวังว่า มนุษย์จะฉลาดพอที่จะปรับตัวเสียใหม่ เคารพธรรมชาติของวัฏฏจักร คาร์บอน ให้มากขึ้น

เดิม สมดุล คาร์บอน อยู่ด้วย คาร์บอน ๓ แหล่ง   คือใต้ดิน  บนดิน (รวมทั้งในน้ำ)  และในบรรยากาศหุ้มโลก   ดู http://en.wikipedia.org/wiki/Carbon_cycle

มนุษย์สร้างอารยธรรมความสุขสบายโดยการขุดเอา คาร์บอนใต้ดิน (ที่สั่งสมไว้หลายร้อยล้านปี) เอามาเผาเพื่อเอาพลังงาน   แล้วมันออกไปอยู่ในชั้นบรรยากาศหุ้มโลก   เกิดผลที่ซับซ้อนจากความไม่สมดุล   เกิดภาวะโลกร้อน

สังคมที่ความเป็นอยู่ยิ่งสดวกสบายยิ่งใช้ สมบัติ คาร์บอน ส่วนกลาง มาก   ส่วนกลางในที่นี้ คือส่วนกลางของทั้งโลก    เพราะโลกร้อนมีผลถึงกันทั้งโลก   จึงต้องทำความตกลงตั้งกติกาและความพยายามร่วมกันทั้งโลก เพื่อลดปัญหาโลกร้อน    ประเทศที่ใช้สมบัติมากก็ต้องปรับตัวมาก   ประธานาธิบดีบุช จึงไม่ตกลง    เพราะเขารักษาผลประโยชน์ของผู้ที่ลงคะแนนเลือกตั้งและผู้ให้เงินสนับสนุนการหาเสียงของเขา    อเมริกายังต้องการดำรงความได้เปรียบในการใช้สมบัติส่วนกลางของโลกอย่างมากมายเอาไว้

    

ลองย้อนกลับมาคิดเรื่องวิกฤตการเมืองไทยในขณะนี้   จะเห็นว่ามันก็คือการแย่งชิงสมบัติส่วนกลางของสังคมไทยนั่นเอง    สมบัติส่วนกลางนี้คืออะไร

 

วิจารณ์ พานิช

๘ ส.ค. ๕๑