การสร้างเสริมสุขภาพโดยใช้ชุมชนเป็นตัวตั้ง มีตัวแปรและเงื่อนไขจากชุมชนหลายอย่าง อีกทั้งความจำเป็นที่จะต้องผนวกอยู่ในโครงการทางสุขภาพด้วย ก็ประกอบด้วยหลายด้าน จะทำแต่เรื่องสุขภาพแบบใช้ความต้องการของนักพัฒนาสุขภาพอย่างเดียวเป็นเกณฑ์ ก็จะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม การทำงานและการพัฒนาทักษะ ตลอดจนความรู้เพื่อการทำงานด้วยกันอย่างใหม่ของสังคม จะเป็นอย่างไร เห็นจะหาได้จากไหนก็คงไม่กระจ่าง เท่ากับการหาจากสังคมไทยเอง โดยเฉพาะจากคนทำงานและมีภูมิปัญญาจากการปฏิบัติ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่พอเหมาะพอควรสำหรับผู้ที่สนใจการปฏิบัติทั้งเพื่อการพัฒนาสังคมและการพัฒนา ตนเอง ดังนั้น ก็เลยทดลองจัดประชุมสัมมนานักวิจัยสหสาขา (Interdisciplinary Conference) เชิญชวนนักวิจัย อาจารย์ และนักพัฒนา ที่กำลังทำวิจัยและพัฒนาด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ในชุมชน ของมหาวิทยาลัยมหิดล มานั่งพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เป็นการคุยเพื่อสร้างความรู้และจัดการความรู้ ให้สะท้อนไปสู่โครงการวิจัยที่กำลังทำกันอยู่ พร้อมกับเอาผลการปฏิบัติมาเรียนรู้ ประเมินผลที่เกิดขึ้นต่อสังคม มหาวิทยาลัย หาบทเรียนเพื่อนำไปปรับปรุงตัวเอง ตลอดจนพัฒนางานต่างๆที่รับผิดชอบ เช่น การพัฒนาการวิจัย การพัฒนาการเรียนการสอน การพัฒนาคนและสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีความรอบด้านทั้งปัญญาและการปฏิบัติ การพัฒนากลวิธีในการดำเนินโครงการสร้างสุขภาพในชุมชน ประเด็นอนาคต เหล่านี้เป็นตน
คนเข้าร่วมไม่เยอะ เพียง 20 กว่าคน ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดไว้แต่เดิม เพราะแต่ละคน ก็งานเยอะ อีกทั้งการประชุมและความเคลื่อนไหว ทั้งเรื่องวิชาการ และความเคลื่อนไหวของสังคมโดยรอบ ก็มีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันมากมาย แต่ก็นับว่าเป็นข้อดีไปอีกด้านหนึ่ง เพราะทำให้สามารถปรับกระบวนการเวทีและจัดเวลาให้แต่ละท่านได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และพูดคุยกันได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ ประมวลบทเรียน ได้ประเด็นเพื่อใช้เป็นกรอบสังเคราะห์ผลการประชุม ทำเป็นบันทึกความรู้ การวิจัยเพื่อสร้างเสริมสุขภาพชุมชนแบบสหสาขา มีคุณค่ามากทีเดียว
- ขอบเขตและนิยามเกี่ยวกับชุมชนในภาคปฏิบัติ หลากหลายมากขึ้นเป็นลำดับ
- วิธีเข้าถึงชุมชนที่เป็นพื้นฐานการทำงานอย่างเข้มข้นและยืนนานคือ ความจริงใจและความเป็นเพื่อน ความวางใจและปฏิบัติต่อกันเสมือนญาติ เรื่องอื่นๆจะตามมา
- โครงการวิจัยในแนวทางนี้ ต้องถือว่าการเตรียมชุมชนและการพัฒนาความไว้วางใจกัน เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย ซึ่งอาจใช้เวลานานมาก แต่เป็นต้นทุนทางสังคม ซึ่งจะ ส่งผลต่อกระบวนการวิจัยและการลดต้นทุนดำเนินการอย่างอื่นตามมาในภายหลังมากมาย
- การสะท้อนการเรียนรู้ ต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาบทบาทของมหาวิทยาลัยและการพัฒนาสังคม จึงจะมีคุณค่า
- ต้องพัฒนาบนแนวคิดทั้ง Mass Impacts และ Best Impacts ซึ่งจะเป็นการวิจัยและพัฒนาสุขภาพที่สนองตอบต่อความจำเป็นของคนส่วนใหญ่ สุขภาพของปัจเจกและคนส่วนน้อย ที่มีโอกาสดีอยู่แล้ว จึงจะมีคุณภาพมากขึ้น และสังคมโดยรวมก็จะดียิ่งๆขึ้น
- มีความมั่งคั่งทางประสบการณ์ของคนทำงานแนวทางนี้มากพอสมควร จึงน่าจะถึงยุคสมัยของการยกระดับนักกิจกรรมและนักปฏิบัติให้เป็นนักทำงานด้วยปัญญามากขึ้นโดยการสร้างความตื่นตัวในการสังเคราะห์เชิงทฤษฎี
- การสร้างพลังและสร้างศักยภาพ มีหลายระดับ หลายแนว และหลายกลวิธี
- ระดับการบูรณาการเชิงเนื้อหา ประกอบด้วยหลายสาระความจำเป็น ที่มักเป็นประเด็นร่วม ที่สะท้อนขึ้นมาจากประสบการณ์ที่แตกต่างวกัน ประกอบด้วย สิ่งแวดล้อม การทำมาหากิน การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ รายได้ การพัฒนาสุขภาพ HIV และเด็กกำพร้า-เด็กที่ได้รับผลกระทบจาก HIV การพัฒนาสื่อและการจัดการการสื่อสารเพื่อสุขภาพในชุมชน
เวทีการพูดคุย-แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในครั้งนี้ ทำให้เห็นวิธีพากันวิจัยพร้อมกับร่วมมือพัฒนาสิ่งที่ตนเองทำอยู่ได้มากทีเดียว ทั้งการจัดการเรียนการสอน การจัดการความรู้และการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับสังคม การทำวิจัยแบบสหสาขาเพื่อจัดการความเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ยุ่งยาก การทำสื่อและการสื่อสารการวิจัย ที่สำคัญคือ เป็นเวทีให้คนทำงานแนวเดียวกันได้เจอเพื่อน
เนื้อหาเวทีการพูดคุย น่าสนใจ อยากทราบรายละเอียดของเนื้องานมากกว่านี้จังครับ
http://gotoknow.org/mhsresearch
ขอบคุณครับที่ท่านให้ความสนใจ เนื้อหาในรายละเอียดกำลังถอดเทปเทปและเรียบเรียง จะทำเป็นสื่อและสิ่งตีพิมพ์เผยแพร่ครับ