Learning การเรียนรู้ สู่ความเบิกบาน

Learning การเรียนรู้ สู่ความเบิกบาน

 

" ชีวิตคือการเรียนรู้ "เป็นคำนิยามที่คนนิยมให้คำจำกัดความของคำว่าชีวิตซึ่งก็แน่นอนว่าตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงกาลอวสานสิ้นลมหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นการเรียนรู้แทบทั้งสิ้นอาตมามองว่าชีวิตนี้คือมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ มีประสบการณ์เป็นครูมีโลกเป็นโรงเรียน มีเหตุการณ์ต่างๆ เป็นแบบฝึกหัดข้อสอบมีลมหายใจเป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้ มีความสุขและความสำเร็จเป็นใบปริญญาเราทุกคนล้วนแต่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชีวิตด้วยกันทั้งสิ้นการเรียนรู้จะทำให้เกิดความรอบรู้ การอ่านมากทำให้รอบรู้กว้างขวางการเขียนมากทำให้แม่นยำแตกฉาน การหมั่นตรึกตรองขบคิดทำให้ลึกซึ้งแยบคายการเรียนรู้ในศาสตร์ต่างๆ ล้วนมีคุณค่าและความหมาย

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทำให้รอบรู้ เพิ่มพูนไหวพริบ

เรียนรู้วรรณกรรม ทำให้หลักแหลมและรื่นรมย์

เรียนรู้คณิตศาสตร์ ทำให้ละเอียดถี่ถ้วน

เรียนรู้ปรัชญา ทำให้คนเข้าใจความจริงต่างๆ อย่างลึกซึ้งกว้างขวาง

เรียนรู้ตรรกศาสตร์ ทำให้พูด คิด อย่างมีเหตุผล

เรียนรู้จริยธรรม ทำให้เป็นคนดีมีคุณค่าต่อสังคม

เรียนรู้ชีวิต ทำให้รู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเบิกบาน

L = Learning การเรียนรู้สู่ความเบิกบานเพราะการเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้เพราะความรู้เก่าอาจผิดได้การเรียนรู้ช่วยให้ความรู้ไม่เก่าและไม่ผิด จริงๆ แล้วทั้งการเรียนรู้และความรู้มีความสำคัญ การเรียนรู้เป็นกระบวนการเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่งความรู้อาจหยุดนิ่ง มีนักปราชญ์ได้ให้คำนิยามเกี่ยวกับการเรียนรู้ไว้ว่าการเรียนรู้ที่แท้จริง หมายถึง ความสามารถที่จะดึงเอา ความรู้ที่มีอยู่ออกมาใช้ในสถานการณ์ที่จำเป็น การที่เราจะมีความสุขหรือความเบิกบานในชีวิตนั้น สิ่งสำคัญ คือการเข้าใจในชีวิตและนำชีวิตของตนให้พ้นจากความทุกข์ ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้หากบอกว่าชีวิตคือการเรียนรู้ เพื่อที่จะอยู่อย่างรู้จักและเข้าใจชีวิตถามว่าชีวิตที่มีอยู่เราต้องเรียนรู้อะไรบ้าง

1. เรียนรู้ตนเอง
2.
เรียนรู้ผู้อื่น
3.
เรียนรู้การเปลี่ยนแปลง
4.
เรียนรู้จังหวะของชีวิต
5.
เรียนรู้ความดีงาม
6.
เรียนรู้ความจริงแห่งชีวิต

คนที่เรียนรู้และทำความเข้าใจในชีวิตมากก็จะมีความสุขในชีวิตมาก และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการมีชีวิตอยู่มากชีวิตคนเรานอกจากจะต้องเรียนรู้วิชาการทางโลกเพื่อประกอบอาชีพเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเพื่อที่จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมนั้นอย่างมีความสุขยังต้องเรียนรู้ชีวิตของตนเพื่อให้รู้จักและเข้าใจชีวิตที่แท้จริงอีกด้วยบนเส้นทางของชีวิตที่ผ่านสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ ชอบหรือชังนั้นเท่ากับเป็นการเรียนรู้อยู่ทุกขณะอย่างที่ได้บอกไปว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาล้วนเป็นครูในประสบการณ์มันมีทั้งดีและไม่ดีมีทั้งถูกและผิด โบราณได้บอกไว้ว่า ผิดเป็นครู จงเรียนรู้จากความผิดพลาดและอย่าให้ผิดซ้ำ การที่จะทำอะไรไม่ให้ผิดพลาดและดำเนินไปบนเส้นทางของชีวิตอย่างเบิกบาน จะต้องได้รับการฝึกฝน อบรมเรียนรู้มาอย่างดี สิ่งที่จะต้องเรียนรู้ต่อไปนี้ คือ

1.
เรียนรู้ตนเอง

ลองถามตัวเองว่าท่านรู้จักตัวเองมากน้อยแค่ไหน หลายท่านอาจไม่มีคำตอบให้กับคำถามนี้ถ้าเราไม่รู้จักตนเองก็จะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เช่นถ้าเรารู้ตัวเองว่า หงุดหงิดง่าย ก็จะต้องเตือนตัวเองให้ใจเย็นหรือถ้าเป็นคนปากร้ายก็จะต้องระวังคำพูดเป็นต้นลักษณะเช่นนี้ย่อมทำให้เรามีปัญหกระทบกระทั่งกับผู้อื่นน้อยลงพยายามดูตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ และเข้าใจตัวเองให้ดีเพราะหากเรามีความเข้าใจตัวเองดีแล้ว เราก็จะเข้าใจคนทั้งโลกความรู้สึกหรือความต้องการของคนเราไม่ต่างกันนักหรอกเรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใดคนอื่นก็ฉันนั้นเรากับเขาไม่ต่างอะไรกันเลยรู้จักและเข้าใจในตนเองอย่างถ่องแท้ เป็นปฐมเหตุสู่การรู้แจ้งอย่างแท้จริง

2. เรียนรู้ผู้อื่น

รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แม้บางครั้งไม่ต้องรบก็ชนะเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก มีครอบครัวมีเพื่อนฝูงมีสังคมในที่ทำงานและสังคมอื่นๆดังนั้นเราต้องเรียนรู้คนที่อยู่รอบตัวเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เราจะต้องปฏิสัมพันธ์ด้วยเสมอในชีวิตประจำวันเราจำเป็นต้องรู้จักให้มาก เพราะการที่เรารู้จักคนเหล่านี้มากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้เราสามารถควบคุมสถานการณ์ของการอยู่ร่วมกันได้มากเท่านั้นหากเราต้องอยู่กับคนอื่นเราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้จักและเข้าใจในคนให้มากๆเพราะคนจิตใจของเรานั้นยากแท้จะหยั่งถึงการรู้จักและเข้าใจผู้อื่นจะก่อให้เกิดความรักความเมตตาและการรู้จักใจเขาใจเราไม่เอาเปรียบกันอยู่กันด้วยความสันติ

3. เรียนรู้การเปลี่ยนแปลง

คนเรานั้นต้องอยู่กับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายและทางใจเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ไม่น่ากลัวเท่ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากคนเพราะการเปลี่ยนแปลงจากธรรมชาติมันค่อยเป็นค่อยไปคนสามารถปรับเข้าหามันได้ แต่ความเปลี่ยนแปลงจากคนมันรวดเร็วมากโดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงของจิตใจที่ไม่มั่นคง แปรปรวน รวนเรท่านจึงไม่ให้คาดหวังและคาดคั้นว่ามันจะต้องเป็นไปดังใจเราให้เข้าใจสักนิดว่าทุกชีวิตมีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาเพราะโลกนี้มันมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอยากให้มองว่าการเปลี่ยนแปลงคือโอกาสในการริเริ่มและสร้างสรรค์สิ่งใหม่การเปลี่ยนแปลงคือการก้าวไปข้างหน้าของบุคคลและองค์การแม้ตำแหน่งอาจจะลดลงแต่โอกาสในการทำงานอาจจะดีขึ้น ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงโลกก็ไม่อาจพัฒนา

4. เรียนรู้จังหวะชีวิต

จังหวะของชีวิตไม่เหมือนกับจังหวะของดนตรี ที่มีตัวโน้ตบ่งชี้ว่าต้องเล่นคีย์ไหนเล่นอย่างไรซึ่งมีบอกไว้ตายตัว แต่จังหวะชีวิตไม่อาจเป็นเช่นนั้นมันอาจพลิกผันตลอดเวลา จังหวะชีวิตที่มีขาขึ้นและขาลงสามารถขึ้นลงได้ทุกขณะเพราะในการดำเนินชีวิตของเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ ดังนั้นการดำเนินชีวิตต้องอาศัยจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมต้องรู้จักรุกเมื่อโอกาสให้รุก และรู้จักถอยเมื่อโอกาสไม่เอื้อไม่ใช่รุกตลอดเวลาดันทุรัง ไม่ดูจังหวะและโอกาส ขาดความใคร่ครวญโดยถ้วนถี่การที่เราพยายามทำอะไรในบรรยากาศหรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยนอกจากจะต้องใช้ทรัพยากรมากแล้วบางครั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งและผลเสียหายกับตนเองและผู้อื่น

5. เรียนรู้ความดีงาม

สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า "ไม่สั่งสมความดี ย่อมไม่อาจสร้างชื่อลือชา ไม่สั่งสมความชั่วย่อมไม่ทำลายตนเอง คนถ่อยเห็นความดีเล็กน้อยไร้ประโยชน์ ก็ไม่ทำเห็นความชั่วเล็กน้อยไม่เป็นโทษ ก็ทำโดยไม่กลัว ความชั่วจึ่งพอกพูนจนไม่อาจปิดบัง โทษกรรมจึงล้นฟ้า จนไม่อาจให้อภัย"คนเราได้เรียนรู้ความก้าวหน้าในวิชาการสายอื่นๆ มาแล้วมากมายแต่ในเรื่องของชีวิต ของจิตใจ ยังรู้กันน้อยเหลือเกินคนส่วนมากพากันสนใจแต่เรื่องปากท้องและสิ่งมอมเมาต่างๆขาดการเรียนรู้เรื่องความดีงามที่มีอยู่ในจิตใจทั้งที่รู้ว่าความดีมีคุณต่อโลกเพียงใดทั้งที่รู้ว่าความดีทำแล้วได้รับผลเป็นเช่นไรแต่บ่อยครั้งเหลือเกินที่คนเราพากันละเลยที่จะสนใจเรื่องความดีงามกันให้ความสำคัญกับวัตถุภายนอกมากกว่าความงดงามของจิตใจไม่ยากเลยที่จะมาตระหนักรู้แล้วอยู่กันด้วยความดี มีความรู้สึกที่ดีๆต่อกัน ความดีงามสามารถพบได้ในทุกๆ ที่เพราะทุกจิตใจล้วนใฝ่หาความดีงามกันทั้งสิ้น

6. เรียนรู้ความจริงแห่งชีวิต

ต้องรู้ว่าแห่งความเป็นจริงนั้นมีสองด้านเสมอเช่นเดียวกับเหรียญที่มีสองด้าน โลกนี้มีกลางวันก็มีกลางคืนมียิ้มรื่นก็มีร้องให้ มีดีใจก็มีเสียใจ มีการให้ก็มีการรับมีสวยก็มีขี้เหล่ มีรวยก็มีจน เป็นต้นดังนั้นเมื่อสิ่งที่ประสบไม่เป็นไปอย่างที่คิดหรือคาดหวังก็ให้เข้าใจว่านั่นคือความ จริงแห่งชีวิต ที่ต้องรับให้ได้ จงยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ เพื่อที่จะแก้ไขปรับปรุงพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์และชีวิตการเรียนรู้ความจริงของชีวิตเป็นการการปลดเปลื้องปัญหาและความทุกข์ออกจากชีวิตได้อย่างแท้จริงปัญหาและความทุกข์ของชีวิตถือว่าเป็นบทเรียนที่มีค่ามากชีวิตยิ่งลำบากเท่าใด ก็ยิ่งมีค่าเท่านั้น หากสามารถฝ่าฟันมาได้จะมีความภูมิใจในคุณค่าชีวิตอย่างยิ่งคนส่วนมากมักจะตีคุณค่าของชีวิตด้วยความมั่งคั่งภายนอก เช่น ยศ ตำแหน่งความสนุกสนานสำราญใจ ซึ้งแท้ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้มีคุณค่ากับชีวิตน้อยมาก ถึงน้อยที่สุดแต่สิ่งที่ให้คุณค่าแก่ชีวิตจริงๆ คือ การกระทำหรือพฤติกรรมที่ทำให้ยกจิตใจในระดับสูงขึ้นไปได้ความทุกข์ยากและความผิดหวังเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนทำให้เรารู้จักโลกและชีวิตดีขึ้นเป็นการเรียนรู้ชีวิตจากความผิดพลาดเพราะเป้าหมายหลักของชีวิตก็คือการพัฒนาสิ่งทีมีอยู่ในตัวเราให้เจริญดังนั้นไม่ว่าทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาจะเล็กหรือใหญ่ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งแห่งบทเรียนที่เราจะต้องเรียนรู้ทั้งสิ้น

พระพุทธศาสนาสอนว่าการเรียนรู้ล้วนอยู่ในกิจกรรมทุกอย่างของชีวิตนับตั้งแต่เราเกิดมาก็ต้องเริ่มที่จะเรียนรู้เพื่อที่จะให้ชีวิตเป็นอยู่ด้วยดี มีความสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคตซึ่งได้แสดงหลักการไว้สรุปได้อย่างหนึ่งก็คือสอนให้เรียนรู้และอยู่กับความจริงดำเนินชีวิตด้วยปัญญาที่รู้และเข้าใจความจริงของธรรมชาติ ไม่หนีความจริงให้รู้ความจริงตามความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงรู้จักและเข้าใจในความเป็นไปของชีวิตด้วยสติ ปัญญา และนำเอาสิ่งต่างๆที่ผ่านมาในชีวิตเป็นบทเรียนประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่าช่วยให้คนเรารู้จักเข้าใจทั้งคนอื่นและตนเอง คนที่รู้จักและเข้าใจตนเองจะสามารถครองตนได้อย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวมั่นคงในหลักการ อุดมการณ์ กล้าหาญพอที่จะสวนกระแสโต้คลื่นฝ่าลม พากเพียร อดทนต่อความยากลำบาก ต่อสายตา คำเสียดสีคำเย้ยหยันว่าโง่ เพราะรู้ว่าตนเองเกิดมาเพื่ออะไรและจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรจะสร้างให้ตนเองมีคุณค่าและประโยชน์ต่อโลกต่อสังคมได้อย่างไร

เพื่อจะมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้องจึงจำเป็นที่จะเรียนรู้จักชีวิต เรียนรู้จักโลกและสังคมและข้อสำคัญก็คือให้รู้จักตัวเอง กับทั้งฝึกฝนพัฒนาทั้งกายและใจของตนด้วยจงเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเบิกบาน ปีติสุขและผ่องแผ้วเพราะชีวิตคือห้วงเวลาแห่งการอยู่อย่างรื่นรมย์ มิใช่ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด ... .. .