พุทธศาสนากับกระบวนการทางปัญญา
กระบวนการทางปัญญานั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกระบวนการการเรียนรู้ที่ถูกต้องพุทธศาสนาเน้นมากในเรื่องกระบวนการการเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้ตามหลักพุทธศาสนานั้นเริ่มต้นตั้งแต่การได้ใกล้ชิดกับกัลยาณมิตรหรือสัตบุรุษเมื่อใกล้ชิดก็ได้สดับฟังสิ่งที่ดีงาม จนเกิดโยนิโสมนสิการตามมาและนำไปสู่ธรรมานุธรรมปฏิบัติ หรือการปฏิบัติโดยสมควรแก่ธรรม ทั้งหมดมี 4 ขั้นตอนใหญ่ๆ
ขั้นแรก คือ การได้ใกล้ชิดบุคคลที่ดีงามแล้วเกิดสุตะ คือ การฟังรวมทั้งการอ่าน แล้วเกิดการคิดที่ถูกต้อง จากนั้นจึงนำไปสู่การปฏิบัติและเมื่อได้ปฏิบัติก็เกิดการเรียนรู้มากขึ้นเมืองไทยตอนนี้ไม่ใช่มีกระบวนการการเรียนรู้ แต่เราเรียนรู้ไปในทางที่ผิดกระบวนการเรียนรู้ทุกอย่างกำลังมุ่งไปสู่การกระตุ้นกิเลสเพื่อให้มีการบริโภคมากขึ้นเวลานี้เด็กไทยจำนวนไม่น้อยรู้หมดว่าโทรศัพท์มือถือมีกี่ยี่ห้อแต่ละยี่ห้อมีกี่รุ่น ทำอะไรได้บ้างนี่เป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่รับใช้ระบบบริโภคนิยมมุ่งการเสพเสวยเพื่อสนองกิเลสแต่กระบวนการการเรียนรู้ที่นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีแทบจะขาดหายไปหรืออ่อนแรงลงมาก
ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือการศึกษาที่มีเป้าหมายดีงามมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องกระบวนการเรียนรู้เท่าใดนักแต่ไปเน้นหนักเรื่องการสอน หัวใจของการศึกษานั้นไม่ได้อยู่ที่การสอนแต่อยู่ที่การเรียนรู้ หลายคนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องมีครูสอนทุกวันนี้เรามีผู้รู้ที่จัดว่าเป็น "แฟนพันธุ์แท้" ด้านต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องลิเวอร์พูล ทศกัณฐ์ หรือพระเครื่อง คนเหล่านี้ไม่มีครูแต่เรียนรู้ด้วยตนเอง เขาศึกษาเรื่องเหล่านี้จนชำนาญแต่คนเหล่านี้เป็นส่วนน้อยเพราะเวลานี้เราเน้นการสอนหรือการพูดมากกว่าการกระตุ้นการเรียนรู้
ขอให้สังเกตว่าพระพุทธองค์ก็ไม่ได้ใช้วีธีเทศนาสั่งสอนอย่างเดียวบ่อยครั้งพระองค์ใช้วิธีกระตุ้นให้คนคิดเองด้วยการตั้งคำถามหรือย้อนถามกลับไป บางทีก็ทรงชี้แนะให้เขาคิดจากประสบการณ์จริงๆอย่างกรณีพระรูปหนึ่งซึ่งหลงใหลนางสิริมาซึ่งเคยเป็นนางคณิกาที่มีรูปร่างงดงามแต่เมื่อตายก็ถูกนำศพไปไว้ที่ป่าช้า เมื่อศพเริ่มจะเน่าพระองค์ได้พาพระรูปนั้นไปดูนางสิริมา จากเดิมที่หลงใหลผู้หญิงพระรูปนั้นได้กลายมาเป็นโสดาบันโดยที่พระองค์ไม่ได้เทศนาเพียงแต่ทรงชี้ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จากศพของนางสิริมาซึ่งเมื่อยังมีชีวิตอยู่มีคนต้องการอยากเข้าหาแต่พอกลายเป็นศพกลับไม่มีใครเอา
การเรียนรู้จากของจริงเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่พระพุทธองค์ใช้เพื่อนำไปสู่การบรรลุธรรมในสมัยพุทธกาลมีตัวอย่างแบบนี้มากแต่ในปัจจุบันเรากลับเน้นที่การสอนของครูมากกว่าการเรียนรู้ของเด็กพูดเช่นนี้ไม่ได้ปฏิเสธการสอนเพียงแต่ต้องการบอกว่าการสอนเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแต่ไม่ใช่ส่วนสำคัญที่สุดของการศึกษาส่วนที่สำคัญที่สุดของการศึกษาคือการเรียนรู้การสอนอาจไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้ก็ได้หากสอนแบบยัดเยียดหรือไม่สร้างฉันทะให้แก่ผู้เรียนขณะที่การเรียนรู้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีผู้สอนขอให้สังเกตดูว่าเด็กๆ สามารถเรียนรู้อะไรต่ออะไรมากมายโดยไม่ต้องมีครูสอนเขาเชี่ยวชาญเรื่องโทรศัพท์มือถือ หรือเกมคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องมีใครสอนเลยแต่เรียนรู้เองโดยอาจอาศัยข้อมูลที่ป้อนจากสื่อหรือโฆษณาที่จริงสื่อในปัจจุบันมีบทบาทมากในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กแต่ส่วนใหญ่เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ถูกต้องคือเป็นการเรียนรู้ที่ตอบสนองกิเลสหรือบริโภคนิยม
คำถามก็คือทำอย่างไรถึงจะส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีงามโดยมีปัญญาเป็นตัวขับเคลื่อนนี่คือโจทย์สำคัญสำหรับผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเวลานี้เราไปเน้นเรื่องการศึกษาแบบในระบบมากจนเข้าใจไปว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นไม่ได้หากอยู่นอกระบบการศึกษาที่เป็นทางการ
แม้แต่คณะสงฆ์เองก็เน้นตรงนี้มากจนสมัยหนึ่งถึงกับรังเกียจพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตเนื่องจากท่านไม่ได้เรียนสูง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(อ้วน ติสโส)เมื่อครั้งเป็นเจ้าคณะมณฑลอีสานถึงกับขับไล่พระอาจารย์มั่นและลูกศิษย์ของท่านออกจากเขตปกครองของท่านเป็นประจำเพราะเห็นว่าเป็นพระจรจัดไม่อยู่เป็นหลักแหล่งตามระเบียบคณะสงฆ์แต่ตอนหลังสมเด็จพระมหาวีรวงศ์เกิดศรัทธาในพระอาจารย์มั่นในการพบปะคราวหนึ่ง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ถามพระอาจารย์มั่นว่าทำไมพระอาจารย์มั่นจึงมีความรู้ทางธรรมเยอะทั้งๆ ที่ไม่ได้จบเปรียญสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ท่านจบประโยค 9 ท่านเข้าใจว่าความรู้ทางธรรมต้องได้จากการเรียนนักธรรมบาลีเท่านั้นท่านไม่เข้าใจว่าพระอาจารย์มั่นรู้ธรรมได้อย่างไร พระอาจารย์มั่นตอบว่า "สำหรับผู้มีปัญญา ธรรมะมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า"นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าความรู้นั้นไม่ได้เกิดจากการสอนเสมอไปแต่เกิดจากการเรียนรู้ที่ถูกต้องถ้าเรียนรู้เป็นก็สามารถศึกษาได้จากทุกสิ่งรอบตัวไม่เว้นแม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าหรือป่าเขาอย่างที่พระอาจารย์มั่นเป็นแบบอย่าง
พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียนรู้มากคือเห็นว่าคนเราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสิ่งสรรพสิ่งสามารถสอนเราเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาท่านอาจารย์พุทธทาสได้ย้ำว่า เราควรรู้จักฟังเสียงต้นไม้พูดฟังก้อนหินสอนธรรมะ แม้กระทั่งความเจ็บไข้ก็สามารถทำให้เราเกิดปัญญาท่านอาจารย์พุทธทาสชอบพูดว่า "ความเจ็บไข้มาเตือนให้เราฉลาดขึ้น"จะเห็นได้ว่าทุกอย่างรอบตัวเราและที่เกิดขึ้นกับเราสามารถสอนธรรมให้เราได้หมดแม้กระทั่งความเจ็บไข้และความตายถ้าเราเข้าใจและมีวิธีการเรียนรู้อย่างถูกต้อง เช่น มีโยนิโสมนสิการ คือการรู้จักคิด เราก็สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งจากความทุกข์ความล้มเหลว ทุกอย่างสามารถเป็นครูได้หมด ไม่เว้นแม้แต่เด็กๆหรือแมลงตัวเล็กๆ
ปัญหาก็คือ ตอนนี้กระบวนการเรียนรู้ของไทยนอกจากจะอ่อนแล้วยังพาไปในทางที่ไม่ถูกต้อง คือกระตุ้นตัณหา ส่งเสริมบริโภคนิยมแถมยังเก่งในทางสนองกิเลสอีกด้วย เดี๋ยวนี้เราเก่งมากในเรื่องทุจริตไม่ว่าในวงราชการ ธุรกิจ หรือในวงการศึกษาตั้งแต่โรงเรียนประถมศึกษาไปจนถึงมหาวิทยาลัยมีการโกงข้อสอบกันอย่างแพร่หลาย และกำลังแทรกซึมไปถึงวงการสงฆ์ตอนนี้สังคมไทยเป็นสังคมที่ทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพเพราะว่าเราเก่งในเรื่องการเรียนรู้เพื่อสนองกิเลสด้วยวิธีที่เหนื่อยน้อยที่สุดแต่ไม่ได้ใช้ฉันทะหรือปัญญาเป็นตัวขับเคลื่อน
เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในหมู่คนไทยเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่มีฉันทะเป็นแรงจูงใจ ไม่ใช่โลภะหรือตัณหาเป็นการเรียนรู้ที่มุ่งศึกษาจากความจริงโดยไม่จำกัดที่ตำราเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ ทั้งบวกและลบทั้งจากความสำเร็จและความล้มเหลว ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี
++++++++++++++++++++++
บทความโดย...พระไพศาล วิสาโล เครือข่ายพุทธิกา