เรื่องเล่า เชียงดาว-อมก๋อย อีกมุมหนึ่งของเชียงใหม่เดินทาง 7.00 น.ถึงเชียงใหม่มีพี่จากศูนย์มารับ แวะไปที่ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จ.เชียงใหม่ นั่งคุยเรื่องงานกันพักหนึ่ง ก็ออกเดินทางต่อจุดหมายปลายทางของวันแรก อยู่ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ วันแรกกะว่าจะไม่นอนค้างบนดอย เพราะว่าไปกลับทัน ค่ำ ๆ ก็คงจะลงมาถึงในเมือง เดินทางขาไปก็แวะดูฟาร์มตัวอย่างบ้านดงเย็น มีพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ ก็ทำกิจกรรมการเกษตรต่าง ๆ กิจกรรมที่นี่พึ่งจะเริ่มมาได้ 2 ปี แต่สิ่งที่ไปเห็นถือว่าทำได้ ดีมาก ต้นไม้ต่าง ๆ เจริญเติบโตดี มีการขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่กักเก็บน้ำไว้บนดอยเพื่อใช้ในกิจการฟาร์ม การดำเนินงานของฟาร์มตัวอย่างในโครงการพระราชดำริก็คือ จ้างเกษตรกรเข้ามาทำกิจกรรมการเกษตร ในฟาร์มเพื่อให้เกิดการเรียนรู้แล้วนำเอาไปปฏิบัติในไร่นาของตนเองในฟาร์มที่ดงเย็นนี้ก็มีเกษตรกร ในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ฟาร์มเข้ามารับจ้างในฟาร์ม ผลผลิตที่ได้จากฟาร์มก็นำไปจำหน่ายได้เงินมาจ้างเกษตรกร จัดว่าเป็นกลยุทธ์ที่ดีเยี่ยมอย่างหนึ่งที่จะให้กับเกษตรกรได้เรียนรู้ วิชาการทางการเกษตร แวะดูฟาร์มตัวอย่างที่บ้านดงเย็นได้พักหนึ่งก็ออกเดินทางต่อ สู่บ้านนาสิริ อ.เชียงดาว พอไปถึงหมู่บ้าน ซึ่งเป็นชุมชนบนพื้นที่สูง เป็นชาวมูเซอ หรือเรียกอีกอย่างว่าลาหู่ อาศัยอยู่กันกว่า 300 หลังคาเรือน ประชากรก็ร่วมพัน มีโรงเรียนเป็นอาคารหลังเล็ก ๆ ไม่น่าเรียกว่าโรงเรียน ผมอยากจะเรียกว่าห้องเรียนเฉย ๆ มากกว่า ก็มีครูผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันสอนเด็ก เด็กก็มีตั้งแต่ ป.1-ป.5 ในแต่ละชั้น ก็มีกันไม่กี่คน ชาวบ้านก็ได้รับผลพวงจาก โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตบ้านนาสิริที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น พอมาดู การประกอบอาชีพด้านการเกษตรมีการปลูกถั่วแดงหลวงเป็นอาชีพหลัก ที่เป็นรายได้ และปลูกข้าวเอาไว้กิน ก็พอกินบ้างไม่พอกินบ้าง เจ้าหน้าที่จาก กรมส่งเสริมการเกษตรและโครงการหลวงก็เข้าไปแนะนำให้ปลูกฟักทองญี่ปุ่น เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้มีคนเข้าร่วม 8 ราย มีรายได้เพิ่มประมาณ 5,000 บาทต่อรุ่น ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีทีเดียว แต่โดยธรรมชาติของ ชาวไทยภูเขาชนเผ่ามูเซอ เขาจะคุ้นเคยกับการทำพืชไร่มากกว่าโดยทำแบบง่ายๆ ไม่ต้องเอาใจใส่มากนัก ในเบื้องต้นจึงมีคนสนใจปลูกฟักทองกันน้อย พอมาดูถั่วแดงหลวงที่เป็นพืชรายได้ก็มีผลผลิตต่อไร่ต่ำ ก็น่าจะเป็นปัญหาที่รอการแก้ไขอยู่ ดูงานในหมู่บ้านเสร็จเราก็ออกมา และคุยกับเจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของหมู่บ้านกิน กาแฟ น้ำเย็น เรียบร้อยก็ไปแวะที่โครงการหลวงในพื้นที่ก็มีการปลูกผักกันมาก มีพืชผักปลอดภัยจากสารเคมีและผักอินทรีย์ มีเกษตรกรบางรายเข้ามาทำในพื้นที่โครงการหลวงทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย ออกจากโครงการหลวงก็เดินทางกลับเข้าเมืองแวะไหว้อนุสาวรีย์พระนรศวรมหาราช อ.เวียงแหง แล้วกลับเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ค่ำพอดีแวะกินข้าวกินปลา เข้าที่พัก ก็หมดภารกิจสำหรับวันนี้
22 ม.ค. 51 ตื่นเช้า เตรียมเข้าอมก๋อย ตื่นเช้าเตรียมเก็บผ้าห่ม เก็บเครื่องนอนขึ้นรถ เพื่อการเดินทางสู่อมก๋อย กะว่าค่ำไหนก็นอนนั่น รถออกเดินทางและกินอาหารเช้าและอาหารเที่ยงกันกลางทางแล้วเดินทางต่อบนเส้นทางที่คดเคี้ยวตามสภาพของถนนบนดอยนั่นแหล่ะ บ่าย 3 โมงเศษ ก็ถึงสำนักงานเกษตรอำเภออมก๋อย แวะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและคนนำทางสู่บ้านแบแล เพื่อไปดูงานกันที่นั่น 17 กม.เศษ จากตัวอำเภออมก๋อยสู่บ้านแบแล จากตัวอำเภอขนาดเล็กก็เป็นถนนดินเต็มไปด้วยหลุมบ่อ ขึ้นเขาสูงไปถึงสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงดอยแบแล ในสถานีก็มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่ปลูกกาแฟในร่ม และเงาป่ามีรายได้เพิ่ม ปลูกผัก ทั้งในมุ้ง นอกมุ้ง ข้างบ้าน ก็เข้ามารับจ้างในสถานีเพื่อเรียนรู้วิชาการต่าง ๆ แล้วจะได้นำไปใช้ ในไร่นาของตนเองแถวนั้น ๆ ก็เป็นกะเหรี่ยง อาชีพหลักก็ปลูกข้าวกินกันก็พอกินบ้างไม่พอกินบ้าง พอฤดูฝนก็ปลูกพริกกับมะเขือเป็นพืชทำเงินเห็นว่าใช้สารเคมีกันมาก ตามบ้าน ผู้หญิงก็ทอผ้าส่งขายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง พอมาวิเคราะห์ดูแล้ว ก็เห็นว่าเรื่องข้าวไม่พอกิน นี่เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องต่อมาก็น่าจะเป็นเรื่องการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง ลดการใช้ ไปจนถึงเลิกใช้ ส่วนการส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่ก็คงจะต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงก็คล้ายกับเผ่ามูเซอ ก็คือ วิถีชีวิตคุ้นเคยกับการทำไร่มากกว่าการเกษตรแบบละเอียดอ่อน เดินดูแปลงคุยกับเจ้าหน้าที่ได้เวลาก็ลงเดินทางกลับมาในตัว อ.อมก๋อยเป็นเวลาเย็นพอดี ตอนมาถึงช่วงบ่าย ๆ รู้สึกว่าร้อนแต่ตอนเย็นนี่อากาศชักเริ่มจะออกหนาว ๆ ขึ้นมาแล้ว ก็เลยรีบอาบน้ำ กินข้าว พักผ่อนกัน
ยามเช้าของอ.อมก๋อยอากาศเย็นจัดประมาณ 7-8 องศาเราออกไปหาข้าวเช้ากินกันในตัวอำเภอแล้ว ซื้อใส่กล่องเอาไปกินกลางทาง เพราะจุดหมายต่อไปอีกไกลมากและทางก็ไม่ค่อยดีด้วย บ้านซิแบร์คือที่หมาย มุ่งหน้าสู่ ต.แม่ตืน ถึง ต.แม่ตืน เลี้ยวขวาไปบ้านซิแบร์ อีก 50 กม. เป็นทางดินลูกลังใช้เวลาเดินทางจากแม่ตืนเกือบ 2 ชั่วโมง ทางเต็มไปด้วยหลุมบ่อ คดเคี้ยวบนภูเขาสูง จนถึงบ้านซิแบร์ ชาวบ้านก็เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงหมู่บ้านค่อนข้างใหญ่ อยู่กันเป็น 1,000 คน มีโรงเรียน มีอนามัย ชาวบ้านก็ได้รับผลการพัฒนาจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตบ้าน ซิแบร์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้มีผัก ปลา บริโภคกัน ชาวบ้านก็มารับจ้างในโครงการ รายได้ของชาวบ้านหลัก ๆ จะมาจากการรับจ้าง โดยไปรับจ้างป่าไม้ กับรับจ้างในโครงการฯ และชาวบ้านก็ซื้อผักจากโครงการ ไปบริโภคกัน และปลูกข้าวเอาไว้กินกันเอง ก็พอกินข้าวไม่พอกินบ้างอีกนั่นแหล่ะ โดยภาพรวมแล้วชาวบ้านในหมู่บ้านนี้จัดว่ายากจนทีเดียว ผ่านอนามัยแวะคุยกับ หมออนามัยก็พบว่าชาวบ้านแถวนี้ไม่ค่อยเป็นมาลาเรียกันแล้ว ส่วนใหญ่เป็นโรคผิวหนังกันคุยเสร็จก็ขอตัวเดินทางกลับลงมาถึงอำเภออมก๋อยก็เย็นพอดีเป็นอันว่าสิ้นสุดการเดินทางสำหรับครั้งนี้เพียงเท่านี้ก่อน
บันทึกการเดินทางโดย มนัส เสียงก้อง
อ่านแล้วคิดถึงบ้านครับ
รพี