นิเทศการสอนแบบคู่สัญญา
การนิเทศแบบคู่สัญญา (Buddy Supervision) คือ การนิเทศโดยตรงที่เปิดโอกาสให้ครู 2 คน ได้ดึงเอาศักยภาพทางการสอนที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคนออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กัน โดยเริ่มต้นจากการจับคู่สัญญา เพื่อสร้างมิตรสัมพันธ์อันดีต่อกัน และใช้สัมพันธภาพอันดีนี้ เป็นตัวนำไปสู่กิจสัมพันธ์หรือความสำเร็จในการจัดกระบวนการเรียน
แนวคิดทฤษฎ๊ การนิเทศแบบคู่สัญญาใช้แนว
|
คิดทฤษฎีของ ระบบ Buddy System ของทหารในสนามรบ ใช้ระบบกระบวนการทำงานแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Group Process) และใช้แนวคิดที่มุ่งทั้งการพัฒนาคนและพัฒนางาน คือ เน้นมิตรสัมพันธ์ (Concern for People) และกิจสัมพันธ์(Concern for Production) ใช้ทฤษฎีความสัมพันธ์ของ Heider ที่ว่า คนเราถ้าชอบสิ่งใดหรือไม่ชอบสิ่งใดเหมือนกัน จะเป็นมิตรกันได้ใช้หลักจิตวิทยาที่ว่า"คนเรารู้จักตนเองจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น"และใช้ปรัชญา"หยิน-หยาง" คือ ในดีมีเสีย ในเสียมีดีไม่มีผู้ใดที่ดีพร้อม ทุกคนมีจุดเด่นและจุดด้อยในตัวเองเหมือนกับสีขาวที่มีจุดดำหรือสีดำที่มีจุดสีขาว
จุดประสงค์ของการนิเทศการสอนแบบคู่สัญญา
1. เพื่อให้ครูที่สอนวิชาเดียวกันหรือชั้นเดียวกันสามารถนิเทศการสอนซึ่งกันและกันได้
2. เพื่อให้ครูที่สอนวิชาเดียวกันหรือชั้นเดียวกันซึ่งมีปัญหาอย่างเดียวกัน สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อใช้แก้ปัญหาต่าง ๆร่วมกันได้
3. เพื่อให้ครูเกิดขวัญกำลังใจในการทำงาน ด้วยการเสริมแรงซึ่งกันและกันอันจะนำไปสู่แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการสอน
4. เพื่อให้ครูเกิดเจตคติที่ดีต่อการนิเทศภายในโรงเรียนที่ว่ามิใช่การตรวจตราจับผิดแต่คือการพัฒนาและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของครูในฐานะเพื่อร่วมวิชาชีพ
กระบวนการนิเทศการสอนแบบคู่สัญญา
ขั้นที่ 1 เสนอนแนวคิด
1.1 ผู้บริหารสถานศึกษาเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศการสอนแบบคู่สัญญาให้ครูในโรงเรียนทดลอง นำไปปฏิบัติ ภายใต้การสนับสนุนทุกรูปแบบ
1.2 เมื่อครูยอมรับหลักการแล้วให้ครูจับคู่สัญญาที่มีปัญหาการเรียนการสอนในวิชาเดียวกันหรือชั้นเดียวกันเพื่อร่วมกันวางแผยการนิเทศ เช่น สังเกตการสอน เขียนแผนการสอนและเตรียมสื่อการสอนเป็นต้น
1.3 คู่สัญญแต่ละคนเขียนแผนการสอนในวิชาที่มีปัญหาโดยต่างฝ่ายต่างเขียนแผนการสอนตามแนวคิดของตน
ขั้นที่ 2 สาธิตให้ดู (สมมตว่า คร A เป็นคู่สัญญากับครู B)
2.1 ครู A สาธิตการสอนตามแผนการสอนของตน โดยมีครู B เป็นผู้สังเกตการสอน และบันทึกจุดเด่นจุดด้อยของครู A ตามแบบสังเกตการสอน
2.2 ครู B สาธิตการสอนตามแผนการสอนของตนในวิชาที่มีปัญหาเดียวกับครู A โดยมีครู A เป็นผู้สังเกตการสอนและบันทึกจุดเด่นจุดด้อยตามแบบสังเกตการสอนเช่นเดียวกัน
2.3 ครู A และครู B ร่วมกันวิเคราะห์วิจารณืจุดเด่นจุดด้อยของกันและกันเพื่อนำจุดเด่นของแต่ละคนมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น และช่วยกันปรับปรุงแก้ไขจุดด้อย
2.4 ครู A และครู B นำจุดเด่นของแต่ละคนมาบูรณาการเพื่อสร้างนวัตกรรมหรือแนวทางแก้ปัญหาในรูปแบบใหม่ที่นำเอาส่วนดีของแต่ละคนมาผสมผสานกัน
ขั้นที่ 3 อยากรู้ต้องปฏิบัติ
3.1 ครู A และครู B นำวิธีการสอนที่ได้รับการปรับปรุงตามข้อ 2.4 มาใช้ปฏิบัติการสอนในวิชาเดิมหรือในบทเรียนต่อไป
3.2 ครู A และครู B นิเทศการสอนซึ่งกันและกันอีกครั้งหนึ่งแล้วสรุปผลการนิเทศการสอน
ขั้นที่ 4 อยากทราบผลให้ชัดต้องวัดและประเมินผล
4.1 ครู A และครู B ร่วมกันวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหากยังไม่บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ คู่สัญญาต้องกลับไปค้นคว้าหาความรู้หรือแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้นเพิ่มเติม เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และใช้แก้ปัญหาร่วมกันอันจะจำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาใหม่
4.2 ถ้านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์แล้วคู่สัญญาควรแสดงความยินดีร่วมกันเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเป็นแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงาน
เครื่องมือในการนิเทศแบบคู่สัญญา
1. แบบสังเกตพฤติกรรมการสอน
2. แบบวิเคราะห์การสังเกตการสอน
การประเมินผลการนิเทศการสอนแบบคู่สัญญา
1. การสังเกตการสอนโดยคู่สัญญาผลัดกันทำการสอนและนิเทศการสอน
2. ตรวจผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
บทบาทของคู่สัญญาในฐานะผู้นิเทศการสอนและผู้รับการนิเทศ
1. คู่สัญญาต้องเป็นบุคคลที่มีมิตรสัมพันธ์ที่ดีต่อกันถ้ายังไม่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันต้องสร้างพฤติกรรมนี้ให้เกิดขึ้นก่อนการนิเทศการสอนแบบคู่สัญญาจึงจะได้ผล
2. คู่สัญญาต้องเปิดใจกว้างยอมรับคำวิจารณ์เกี่ยวกับจุดเด่นและจุดด้อยของตน
3. คู่สัญญาต้องมีความรู้และทักษะในการวิเคราะห์วิจารณ์อย่างมีเหตุผลโดยปราศจากอคติ
4. คู่สัญญาต้องหมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อพัฒนาตนเองและเพื่อนครูที่เป็นคู่สัญญารวมทั้งการนำความรู้หรือวิธีการใหม่ๆ(นวัตกรรม)มาพัฒนาการสอนให้บรรลุจุดมุ่งหมายตามหลักสูตร
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการนิเทศการสอนแบบคู่สัญญา
1. ทำหน้าที่เป็นผู้เสนอแนวคิดใหม่ๆซึ่งจะนำมาใช้ปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนรู้และท้าทายให้ครูทดลองนำไปปฏิบัติ
2. ให้การสนับสนุนครูในด้านงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์หนังสือหรือเอกสารประกอบการค้นคว้ารวมทั้งให้ขวัญกำลังใจครูด้วบการเสริมแรงแบบต่างๆ
3. ไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการทำงานของครูมากจนเกินความจำเป็นหรือทำให้ครูเกิดความรู้สึกว่าการนิเทศการจัดกระบวนการเรียนรู้เป็นการตรวจตราหรือการจับผิด
(บูรชัย ศิริมหาสาคร ) |
|
|