การวิจัยเพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน
การสัมมนาในเรื่องนี้ช่วยให้ข้าพเจ้าเข้าใจ และเข้าถึงวิธีการวิจัยเพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ว่าก่อนทำงานวิจัยใดๆ เราต้องคิดให้เป็นระบบ คิดให้รอบตัว ดูผลดี-ผลเสีย และผลกระทบที่จะตามมาทั้งต่อคน พืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมโดยรวม โดยเริ่มที่
1. การสำรวจพื้นที่ เพื่อค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่มีอยู่แล้ว เพราะนักวิจัยหรือนักวิชาการในปัจจุบันมักจะมีความรู้พื้นฐานที่ตื้น และมักมีโลกทัศน์ที่แคบเพราะไม่ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม
2. เรียนรู้ประสบการณ์ที่เกิดจากการแก้ปัญหาที่ล้มเหลว เพื่อสร้างกำลังใจให้ชาวบ้านหรือผู้ที่เคยแก้ปัญหานั้นๆ แล้ว เป็นการลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นหากแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมที่เคยทำมาแล้วแต่ไม่ได้ผล และยังถือว่าเป็นการต่อยอดความรู้เดิมด้วย
3. รวบรวมข้อมูลพื้นฐานของชุมชนที่เราต้องการทำวิจัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ (เช่น ปริมาณและคุณภาพของพื้นที่ ลักษณะพื้นที่ และการใช้ประโยชน์ เป็นต้น) พืชและสัตว์ที่ผลิตในชุมชน ชาวบ้านในชุมชนนั้น (เช่น จำนวน ความรู้ อาชีพ และการถือครองพื้นที่ เป็นต้น)
4. วางแผนและลงมือทำงานวิจัย โดยวางแผนการวิจัยให้กระทบต่อคน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เพื่อให้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน อย่างแท้จริง
โดยผู้บรรยายได้ยกตัวอย่างปัญหาการถูกเอาเปรียบของชาวนา (การกดราคาข้าว การโกงน้ำหนักและความชื้นเพื่อให้ราคาข้าวต่ำกว่าราคาที่เป็นจริง แต่ข้าวที่พ่อค้าหรือโรงสีข้าวรับซื้อเป็นข้าวคุณภาพดี) โดยไม่สามารถต่อรองราคาได้ นักวิจัยจึงได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ทั้งที่เป็นปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาที่ล้มเหลว มาบูรณาการเป็นวิธีการที่ได้ผลในแก้ไขปัญหานี้ โดยเกิดกระบวนการคุยและตกลงกัน จากการรวมตัวของชาวนา เพื่อต่อรองราคาที่เป็นธรรมกับพ่อค้าหรือโรงสี จากนั้นตรวจสอบความชื้นและน้ำหนักข้าวด้วยเครื่องมือ จากหน่วยงานที่เชื่อถือได้และยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย นำข้าวที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว มาประมูลราคาเพื่อหาราคาที่ตรงกับความต้องการของทั้งสองฝ่าย
การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการวิจัยที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และความต้องการของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานั้นอย่างแท้จริง
ซึ่งในอนาคตการแก้ปัญหาด้วยวิธีการเช่นนี้ จะพัฒนาต่อไปเป็นองค์ความรู้ที่ดีและยั่งยืนต่อไป