ความหลากหลายทางพันธุกรรมสัตว์และอธิปไตยของชาติ
ข้าพเจ้าได้รับโอกาสดีในการเข้าฟังสัมมนาเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นหัวข้อที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนไทยอย่างเราต้องหันกลับมาทบทวนและเข้าใจคำว่าการสูญเสีย “อธิปไตย” ใหม่อีกครั้ง
ครั้งนี้ข้าพเจ้ายังได้ทราบความแยบยลของกุศโลบายของบรรพบุรุษของเรา ที่อาจถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ว่าได้ เกี่ยวกับการชนไก่และการชนวัวว่านอกเหนือจากเป็นการพนัน และเกมกีฬาที่โหดร้ายทรมานสัตว์ในสายตาของข้าพเจ้ามาโดยตลอดแล้ว มันยังเป็นการอนุรักษ์พันธุกรรมพื้นบ้านได้โดยวิธีง่ายๆ คือการแข่งขัน คัดเลือกสายพันธุ์ที่มีความแข็งแรงและอดทน เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป จะจริงหรือไม่ว่าสัตว์เหล่านี้มีความเป็นนักสู้อยู่ในสายเลือดนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่กระบวนการชนไก่-ชนวัวนั้นเป็นวิถีชาวบ้านที่ควรอนุรักษ์ไว้ เพราะหากไม่มีกระบวนการดังกล่าว เราในปัจจุบันและลูกหลานต่อไปคงจะไม่ได้เห็นและรู้จักกับ “ไก่เหลืองหางขาว” ไก่สายพันธุ์นักสู้ ที่กู้บ้านกู้เมืองในสมัยพระนเรศวรมหาราชมาแล้วเป็นแน่ นอกจากนั้นไก่ วัว-ควาย หรือสัตว์เลี้ยงใดๆ ในบ้านที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจนั้น เป็นการสร้างความมั่นคงของครอบครัวทางหนึ่งด้วย ได้แก่ การเป็นแรงงานในฤดูการเพาะปลูก มูลสัตว์ที่ได้เป็นปัจจัยการผลิตสำหรับพืชหรือเลี้ยงปลา เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เป็นอาหารและขายเป็นรายได้สำหรับครอบครัว เป็นเงินออมในรูปแบบสิ่งมีชีวิตที่ขายได้ทุกเมื่อ และใช้พักผ่อนหย่อนใจหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เช่น ไก่ชน หรือวัวชน เป็นต้น
แต่เพราะสังคมปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นการใช้ชีวิตแบบรีบเร่ง หาเงินแบบรวดเร็ว ใช้เงินแบบรีบร้อน หรือแม้แต่มีความสุขแบบเร่งรัด จึงทำให้เรามองข้ามวิถีชีวิตแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ จึงขวนขวายหาแต่ความรู้และเทคโนโลยีที่จะช่วยรวบรัด ให้ได้เงินได้ความสุขสบายแบบรวดเร็ว โดยนำมาใช้ด้วยการมองด้านดีในปัจจุบันเพียงด้านเดียว ไม่ได้มองให้รอบตัวรอบด้าน ไม่คำนึงถึงผลกระทบหรือสิ่งที่จะเกิดตามมาในอนาคต โดยนำมาจากต่างประเทศโดยตรงหรือจากคนไทยด้วยกันเองที่ไปร่ำเรียนข้ามน้ำข้ามทะเลมา เช่น การตัดต่อพันธุกรรมของพืชหรือสัตว์ (GMOs) ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าดีกว่าพันธุกรรมเดิมมากน้อยเพียงไร และยังคงถกเถียงกันอยู่ในเวทีระดับต่างๆ อย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่การใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่นับวันแต่จะมีราคาแพงและใช้ในปริมาณมากขึ้น และไม่แน่ใจว่าจะได้ผลผลิตหรือกำไรคุ้มค่ากับต้นทุนที่จ่ายไปหรือไม่ เพราะยังมีตัวอย่างเกษตรกรอีกมากมายที่ยังเป็นหนี้เงินกู้ทั้งในและนอกระบบให้เห็นอยู่ ซึ่งพันธุ์พืช-สัตว์ รวมไปถึงปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช หรือแม้แต่ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ (การเรียนต่อต่างประเทศ เป็นต้น เรายังต้องพึ่งพาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยที่เรามีอำนาจต่อรองน้อยมาก หากสังเกตให้ดีบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรนี้เป็นบริษัทของไทยจริงๆ กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วจากนี้เรายังจะถือได้ว่าเรามีอธิปไตยทางด้านการเกษตรหรืออธิปไตยของชาติอยู่หรือไม่
ถึงเวลาแล้วหรือยัง!! ที่เราในฐานะคนไทยคนหนึ่งจะหันมาภาคภูมิใจในความเป็นไทยที่ถูกต้อง โดยไม่ถูกครอบงำจากความรู้ที่ถูกยัดเยียดด้วยความเป็นชาติมหาอำนาจ ความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ความเป็นเจ้าของเงินทุน ความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และความเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือแต่ไม่ถูกพิสูจน์ว่าเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่คนเหล่านี้มักมองหาผลประโยชน์จากประเทศของเรา คิดเพียงว่าจะใช้ทรัพยากรของเราอย่างไรให้ได้กำไรมากที่สุด มองคนไทยอย่างเราเป็นเพียงปัจจัยการผลิตอย่างหนึ่งเท่านั้น (Man Money Machine and Material) ทรัพยากรแล้วช่วยขยายผลสู่ชุมชนให้ทุกคนเข้าใจสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมเสียที โดยจำไว้เสมอว่าคนไทยทุกคนโชคดีที่มีชาติมีประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ สงบเรียบร้อย มีอิสระในการนับถือศาสนาทุกศาสนา และมีพระมหากษัตริย์ผู้นำประเทศที่รักคนไทยทุกคนโดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ
นอกจากนั้นผู้บรรยายยังทำให้ข้าพเจ้าได้ย้อนกลับไปคิด ถึงเป้าหมายที่แท้จริงในการเรียนด้านเกษตร ทำให้ข้าพเจ้านึกได้ว่าตั้งแต่สอบโควตาเข้าเรียนได้ในคณะเกษตร ข้าพเจ้าวาดหวังไว้ว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาจะเป็นเกษตรกรที่ผลิตพืชผลทางเกษตรให้ได้ปริมาณมาก ราคายุติธรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป สถานการณ์ในชีวิตเปลี่ยนแปลง ข้อจำกัดต่างๆ ในการเรียน การทำงานมีบทบาทในการตัดสินใจมากขึ้น จนลืมเป้าหมายเหล่านี้เกือบสนิทใจ ชีวิตวนเวียนอยู่กับการทำงานในอาชีพเพื่อเงิน หรือทำงานอะไรก็ได้ที่สุจริตและไม่ทำร้ายใครเพื่อเงิน จึงทำให้เป้าหมายที่แท้จริงตกหล่นตามรายทางที่ดำเนินชีวิตมา แล้วคุณหล่ะ!! ได้ทำเป้าหมายอะไรตกหล่นไว้บ้างหรือเปล่า