เริ่มต้นที่จุดเปลี่ยน (คัดมาจากเรื่องสั้นอิงธรรมะในนิตยสารธรรมะใกล้ตัว)
โดย กลางวัน
แดดยามเที่ยงร้อนแรงแผดเผาแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูหนาวในปีที่ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นปีที่อากาศเย็นสบายกว่าปีอื่นๆ บรรยากาศของช่วงสิ้นปีให้ความรู้สึกสดใสฉันกวาดสายตามองบนทางเท้าที่ผู้คนเดินขวักไขว่อย่างรื่นเริงมันเป็นช่วงหลังเวลาอาหารเที่ยงพนักงานบริษัทพากันทยอยเดินกลับขึ้นไปทำงานในช่วงบ่ายฉันเองก็เช่นกัน
รอยยิ้มน้อย ๆ ยังค้างอยู่ที่ริมฝีปากเมื่อความรู้สึกเจ็บแปลบราวกับมีมีดคม ๆ กรีดลงมาที่กลางหัวใจ ร่างสูงที่เคยคุ้นตาประทับอยู่ในความทรงจำแม้ยามฝัน ถึงจะไม่ได้เจอกันมานานหลายปีแต่ไม่เคยมีวันไหนที่ฉันจะไม่คิดถึงเขา เราเดินสวนกันบนทางเท้าแคบ ๆแต่น่าแปลกที่เค้าไม่เห็นฉัน รูปหน้าที่เคยคุ้นดูผอมซูบลงไปแววตาและสีหน้ายามเดินนั้นดูเคร่งเครียดเหน็ดเหนื่อยไม่มีความสุขเพียงแค่ช่วงเวลาไม่กี่วินาทีฉันกลับเห็นรายละเอียดความเปลี่ยนแปลงในตัวเขามากมาย
ฉันนั่งทำงานอย่างไม่มีสมาธิถ้าเพียงแต่ใบหน้าที่ฉันเจอช่วงเที่ยงของวันนี้จะสดใสเอิบอิ่มฉันคงพร้อมที่จะตัดเขาออกจากสมอง มีความสุขที่ได้เห็นเขามีความสุขแต่ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าที่ฉันเห็น มันทำให้ฉันเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือ .....…
“หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนีน่าเธอไม่ควรจะติดต่อกับเขาแล้วนะ เขาแต่งงานไปแล้วจะไปยุ่งกับเขาทำไม” สำนึก-เพื่อนสนิทที่สุดของฉันแย้งเสียงแข็ง
“เธอไม่เห็นหรือว่าสภาพเค้าดูแย่ขนาดไหนก็แค่ติดต่อแสดงความเป็นห่วงอย่างเพื่อนจะเป็นไรนักหนาเป็นการแสดงความเป็นห่วงฉันเพื่อนก็เท่านั้น” ฉันเน้นที่ประโยคสุดท้าย
รอยยิ้มเย้ยอย่างรู้เท่าทันผุดพรายขึ้นมา
“ยอมรับซะเถอะนีน่าเจตนาเธอมันไม่ได้บริสุทธิ์เหมือนคำสวย ๆ ที่เธอสรรค์สร้างออกมาหรอกเธออยากติดต่อเค้าและถ้าเป็นไปได้เธออยากได้เค้าคืนมา”
“เข้าใจบ้างสิ ฉันเชื่อเธอฉันไม่ติดต่อกับเค้าตั้งแต่เค้าแต่งงาน ไม่แม้แต่ส่ง sms ไปให้ในวันเกิดของเค้าฉันทำตัวเหมือนตายหายไปจากเค้า แต่คิดดูวันเกิดฉัน วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาเค้าก็ส่ง sms มาให้ฉัน บางทีฉันควรติดต่อเค้ากลับไปบ้าง เค้าควรได้รับความห่วงใยบ้างโดยเฉพาะเวลาที่เป็นเวลาแย่ ๆ ของเค้า”
“...........”
“ทำไมเธอเงียบไปล่ะ”
“ไม่มีประโยชน์อะไรที่ฉันจะเตือนเธอนีน่าเธอฉลาดกว่าฉันเธอสามารถหาเหตุผลนับร้อยนับพันมาอธิบายการกระทำของเธอให้มันดูดีเหมาะสมได้เสมอ”
ฉันเริ่มกดหมายเลขโทรศัพท์ที่คุ้นเคยฉันลบมันทิ้งไปจาก Memory ของโทรศัพท์เมื่อหลายปีก่อนในวันที่เป็นวันแต่งงานของเขาแต่เบอร์นั้นไม่สามารถลบหายไปจากความทรงจำของฉันได้เลย
----วันนี้คงไม่ใช่วันดีของคุณใช่มั้ย ยิ้มหน่อยคนดีชีวิตมันไม่ยากขนาดนั้นหรอก ดูแลตัวเองดี ๆ นะคะ-----
“เห็นมั้ย ข้อความของฉันก็เป็นกลาง ๆไม่เห็นมีอะไรเลย”
“..........”
ฉันคิดว่าพอฉันส่งข้อความไปแล้วฉันจะมีสมาธิทำงานมากขึ้นแต่ฉันคิดผิด!! สายตาฉันวนเวียนอยู่ที่โทรศัพท์รอคอยการตอบรับฉันจำได้เค้าไม่เคยไม่ตอบกลับข้อความของฉันแม้แต่ครั้งเดียว
รอยยิ้มเย้ยอย่างรู้เท่าทันผุดพรายขึ้นมาหากไม่พูดอะไรสักคำ
ฉันเองก็ละอายเกินกว่าที่จะต่อปากต่อคำกับเธอฉันทำหน้าให้ชา ๆ ทำใจให้ด้าน ๆ ทำเป็นเมินรอยยิ้มบาดใจของเธอหูก็คอยแต่จะรอฟังเสียงปี๊ป ๆ เสียงสัญญาณว่ามีข้อความส่งมาหา
----ทำไมทราบล่ะครับว่าผมไม่ค่อยสบายดูแลตัวเองให้ดีเช่นกันครับ----
หัวใจฉันลอยวูบ นิ้วของฉันกดปุ่มตอบกลับทันทีฉันไม่เสียเวลาแม้แต่จะชำเลืองมองเธอด้วยซ้ำไป
----วันนี้เราเดินสวนกันตอนเที่ยงค่ะแต่คุณไม่เห็นนีน่า----
----ทำไมนีน่าไม่ทักผมล่ะครับ ผมอยากเห็นนีน่าอยากรู้ว่านีน่าสบายดีหรือเปล่า----
หัวใจฉันลอยวูบสูงขึ้นไปกว่าเดิมฉันอุปาทานว่าได้ยินเสียงห้าวและหวานเสมอสำหรับฉัน เสียงที่แสนคุ้นเคยฉันไม่รู้สึกผิดอะไรอีกแล้ว ใจไม่รู้สึกชา หน้าไม่รู้สึกด้านคนเราย่อมมีสิทธิ์ทำในสิ่งที่ตัวเองพอใจไม่ใช่หรือ ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย
----งั้นไปทานข้าวด้วยกันเย็นนี้สิคะคุณจะได้รู้ว่านีน่าเปลี่ยนไปขนาดไหน----
ฉันเลิกคิ้วมองเธอด้วยสีหน้าท้าทายรอยยิ้มเย้ยของเธอไม่มีทางทำให้ฉันรู้สึกผิดได้อีกต่อไปแล้ว
เธอดูเศร้าเศร้าเสียยิ่งกว่าความเศร้าที่ฉันเห็นมันบนใบหน้าของเขาตอนเที่ยงวันนี้เธอไม่พูดอะไรสักคำ เธอเศร้าสร้อย นิ่ง...นาน... ฉันไม่อาจถอนสายตาจากเธอได้
“ลาก่อนนีน่า” เธอเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งเงียบเนิ่นนาน
“สำนึกอย่างฉันจะอยู่กับเธอได้เมื่อเธอยังรู้สึกละอายกับความผิดบาปที่เธอทำลงไปเมื่อไหร่ที่เธอทำสิ่งที่ผิดต่อศีลธรรมได้โดยไม่รู้สึกอะไรใจของเธอมืดหม่นจนไม่มีแม้แต่ความละอาย เมื่อนั้นฉันต้องจากไป ลาก่อนนีน่าฉันคงไม่สามารถอวยพรให้เธอโชคดีได้เพราะทางที่ลาดลงต่ำสู่อบายโดยมีราคะเป็นเครื่องร้อยรัดลากดึงย่อมไม่มีอะไรน่าพิสมัยเลย ฉันเพียงปรารถนาที่จะมีโอกาสกลับมาอยู่กับเธออีกครั้งก่อนที่ความมืดมิดที่ดำสนิทยิ่งกว่ารัตติกาลจะครอบคลุมใจเธอจนเราไม่มีโอกาสจะเจอกันอีกเลย”
ฉันสะบัดหน้า ไม่อยากสนใจไม่อยากใส่ใจฉันเดินไปห้องน้ำหยิบเครื่องสำอาง บรรจงงแต่งหน้าให้งดงามสดใสที่สุดฉันยิ้มอย่างพอใจกับภาพที่สะท้อนในกระจก
โอ๊ย ผู้หญิงคนหนึ่งผลุนผลันเข้าห้องน้ำเธอชนฉันค่อนข้างแรง ฉันรีบก้มลงมองเช็คสภาพเสื้อผ้าของฉันทันทีว่าเลอะอะไรมั้ยโล่งใจที่เสื้อผ้าฉันไม่ได้เลอะอะไร
“นี่คุณ เดินให้.....” เสียงของฉันหายไปในลำคอเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายท้องแก่และใบหน้าหมองหม่นนั้นมีแต่คราบน้ำตา
“คุณ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เสียงฉันอ่อนลงกว่าตอนแรกมาก
“ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร” เสียงนั้นสั่นพร่าก่อนที่จะปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ฉันยื่นทิชชู่ส่งให้
“อย่าร้องไห้สิคะ มันไม่ดีกับเด็กในท้องนะคะ” สิ้นเสียงฉัน ผู้หญิงคนนั้นกลับร้องไห้หนักขึ้นอีก
“มะ..ไม่ต้องสนใจหรอกค่ะขะ..ขนาดพ่อของเขายังไม่เคยสนเขาเลย หละ..หลงแต่นังเมียน้อย” เสียงนั้นละล่ำละลักขาดตอนด้วยห้วงสะอื้น
ความขมขื่นที่อัดแน่นอยู่ในน้ำเสียงทุบศีรษะของฉันให้มึนชาผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้นทำให้ฉันนึกถึงผู้หญิงอีกคนหนึ่ง-ภรรยาของเขา
ฉันหันกลับมาเก็บเครื่องสำอางที่ยังวางอยู่เกลื่อนกลาดเงาในกระจกสะท้อนภาพของฉัน
ภาพผู้หญิงที่แสน...อัปลักษณ์
นี่ฉันกำลังจะทำอะไรลงไป ฉันกำลังจะแย่งสามีคนอื่นทำร้ายผู้หญิงอีกคน ผู้หญิงที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
----ขอโทษค่ะ นีน่าไม่ว่างแล้วฝากความคิดถึงถึงภรรยาคุณด้วยนะคะ----
และฉันก็เห็นรอยยิ้ม รอยยิ้มกว้าง สดใส สะอาด สว่างที่แสนคุ้นเคย รอยยิ้มที่ยิ้มทั้งปากทั้งตา ส่งยิ้มที่หวานที่สุดมาให้ฉัน
“นีน่า ฉันกลับมาหาเธอแล้วคิดถึงเหลือเกิน”