การเวียนว่ายตายเกิด

เรื่อง โรงเรียนวัฏสงสาร (๑)คัดมาจากเรื่องสั้นอิงธรรมะจากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว

โดย ปุ่นบ้อกี๋

ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างสลึมสลือพบว่าตัวเองอยู่ในห้องขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง ฉันงุนงงกับสภาวะรอบตัวใหม่ ที่นี่ที่ไหนนะเราเป็นใครมาจากไหนทำไมมาตื่นอยู่ในห้องนี้ล่ะ? พยายามคิดจนมึนหัวแต่ก็คิดไม่ออก

หันมองรอบตัว ทุกสิ่งทุกอย่างช่างน่าตื่นตาตื่นใจฉันเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่ง อยู่ข้างๆ คอยดูแลฉันตลอดเวลา คลานไปไหนก็คอยมาตามดูชอบมาเล่นด้วย หานู่นหานี่มาให้กินคลานไปได้ไม่ถึงไหนก็โดนหนุ่มสาวคู่นี้ดึงกลับมาเสมอพวกท่านต้องรักฉันแน่เลยถึงได้คอยดูแลขนาดนี้ ท่านสอนฉันว่าท่านคือคุณพ่อคุณแม่นี่เป็นคำพูดสองคำแรกที่ฉันพูดได้เลยล่ะ

คลานอยู่ไม่นานก็พบว่าฉันลุกขึ้นยืนได้จากคลานเปลี่ยนเป็นเดิน ฉันเริ่มมองสังเกตห้องที่ฉันอยู่อาศัยพบว่าห้องนี้เป็นห้องที่มีขนาดใหญ่เหลือเกิน เดินอย่างไรก็ได้เพียงส่วนเล็กๆของห้อง ผู้คนในห้องก็มีเยอะ มีคนเข้าและออกจากห้องหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาฉันยังค้นพบว่าบนพื้นห้องมีของเล่นชนิดต่างๆ วางอยู่อย่างกระจัดกระจาย

ผู้คนส่วนใหญ่พากันจับจองพื้นที่ในห้องเพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆนาๆ และพากันแย่งชิงของเล่นที่พื้นทำให้ห้องนี้ไม่เคยว่างจากเสียงคนทะเลาะกันเลย

หลังจากฉันเดินได้ไม่นานคุณพ่อคุณแม่ก็ส่งฉันเข้าโรงเรียนในโรงเรียนคุณครูสอนฉันถึงคำสมมุติต่างๆ ที่ใช้เรียกเจ้าของเล่นต่างๆที่ตกอยู่บนพื้นและสิ่งของรอบตัวสอนวิธีเอาเจ้าของเล่นที่มีอยู่เป็นวัตถุดิบมาแปรรูปให้เป็นของมีค่าและสอนวิธีเอาเจ้าของเล่นมาเล่นให้เพลิดเพลินใจ

ตั้งแต่เริ่มเรียนมาฉันก็รู้สิ่งต่างๆเพิ่มขึ้นมากมาย แต่ฉันยังมีเรื่องสงสัยอยู่เรื่องหนึ่งติดอยู่ในใจอยู่เสมอว่าห้องใหญ่ที่ฉันเกิดมานี้ดูคล้ายๆ ห้องอะไรซักอย่างนึงแต่ไม่ว่าจะคิดหนักอย่างไรฉันก็ยังคิดไม่ออกจะถามคนอื่นก็ไม่รู้จะถามอย่างไรเพราะความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกเฉพาะตัวจึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้อย่างนั้นเอง

หลังจากใช้เวลาเรียนอยู่นานหลายสิบปีเรียนจบมาได้สมความตั้งใจ ฉันก็พยายามใช้ความรู้ทั้งหลายสรรหาของเล่นต่างๆมาสะสมตามที่คนทุกคนในห้องนี้เค้าทำกัน เหนื่อยน่าดูเลยแหละแต่เอาเถอะเพื่อแลกกับความสุขที่ได้เล่นของเล่นใหม่ๆ แค่ตัวฉันเล่นเองยังไม่เหนื่อยเท่าไหร่หรอก แต่มีคนอื่นๆ เข้ามาเล่นด้วยเป็นระยะๆบางคนก็เข้ามาเล่นด้วยดีๆ บางคนก็เข้ามาพยายามแย่งของเล่นฉันไปดื้อๆบางคนก็เจตนาเข้ามาแย่งแต่ทำอย่างแนบเนียน แรกๆทำดีแต่แล้วก็แสดงตัวภายหลังว่ามาแย่งของเล่น

ฉันเคยสงสัยว่าเจ้าของเล่นพวกนี้ทำให้ฉันทุกข์หรือสุขกันแน่? แต่ก็นั่นแหละ สงสัยอยู่ได้ไม่นาน เจ้าของเล่นต่างๆก็ดึงฉันไปพะวงกับมันจนไม่มีเวลาหาคำตอบเสียแล้ว เดี๋ยวต้องคอยหาใหม่เดี๋ยวต้องคอยรักษาของเก่าอยู่ตลอดเวลา

เล่นมาจนถึงวันนึง ฉันเหนื่อยล้าเหลือเกินต้องคอยดูแลรักษาของเล่นมากมายรวมทั้งร่างกายฉันเองอย่างไม่มีวันหยุดหย่อนพออายุเริ่มมากร่างกายเดี๋ยวก็เจ็บเดี๋ยวก็ปวดคนที่เข้ามาใจชีวิตฉันส่วนใหญ่ก็มีแต่คนเห็นแก่ตัวหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองทั้งนั้นจะต่างกันก็แค่มาแย่งอย่างแนบเนียนหรือเข้ามาแย่งตรงๆ เท่านั้นเองฉันเบื่อและเหนื่อยเหลือเกินกับชีวิตที่มีแต่ความเหนื่อยยากนี้ฉันนอนพักลงหงายหน้ามองผนังห้องใหญ่ที่ฉันเกิดมา

ผนังห้องนี้ดูไปแล้วคล้ายๆ ห้องอะไรซักอย่างหนึ่งนะ? เป็นคำถามที่ติดใจฉันมาตั้งแต่เล็กแต่ยังไม่เคยหาคำตอบให้กับตัวเองได้เมื่อฉันเบื่อชีวิตจึงหันหน้ามองไปทั่วๆ ห้องอย่างเพลินๆซึมซับบรรยากาศของห้องตามที่เป็น

ความจำของฉันย้อยกลับไปสมัยที่ตัวเองยังเป็นเด็กที่ฉันเริ่มสงสัยหลังเริ่มเรียนหนังสือไปได้ไม่นานภาพความทรงจำของห้องเรียนปรากฏขึ้นมาในมโนทวารทาบลงสนิทกับห้องที่กำลังแหงนหน้ามองอยู่ในขณะนี้

ทันใดนั้นฉันก็คิดออก!

ห้องนี้คล้ายห้องเรียนที่ฉันเรียนมาตอนเด็กนั่นเองทั้งบรรยากาศ ทั้งการจัดห้อง การเรียน ทั้งการสอนบทเรียนต่างๆ ในชีวิต

ถึงแม้ใจนึงของฉันจะดีใจที่ค้นพบคำตอบนี้ได้แต่อีกใจหนึ่งก็ยังไม่ดีใจนัก เพราะทันทีที่ฉันพบว่าห้องนี้คือห้องเรียนคำถามใหม่ก็เกิดตามมาทันที

ในเมื่อห้องนี้เป็นห้องเรียนแล้วอาจารย์ของห้องนี้คือใคร สอนเรื่องอะไรเล่า?

คำถามก่อนหน้านี้ว่าห้องนี้เป็นห้องอะไรต้องใช้เวลามากกว่า๔๐ ปีฉันถึงจะพบคำตอบ แล้วคำถามนี้ล่ะ? จะต้องรออีก ๔๐ ปีหรือ? ฉันตัดสินใจไม่รอแล้ว สงสัยจนเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ฉันจึงวางของเล่นรอบตัวบางส่วนเพื่อให้ไม่พะรุงพะรังมากนักและเริ่มออกเดินทางเพื่อหาอาจารย์ประจำห้องนี้

ฉันเดินไปเรื่อยๆ พบประสบการณ์ต่างๆมากมายระหว่างทางแต่ก็ยังไม่พบใครที่เป็นอาจารย์ของห้องนี้เสียทีถามคนอื่นก็รู้บ้างไม่รู้บ้างชี้ไปทิศนั้นที ทิศนี้ทีถ้าเดินไปตามที่เขาบอกทั้งหมดก็คงเป็นวงกลมอยู่แค่นั้น

ฉันจึงต้องเดิมไปตามสติปัญญาของตัวเองจนวันนึงได้มาพบนักบวชรูปนึงท่านดูน่าเลื่อมใส ในแววตามีแววเมตตาอย่างชัดเจนท่านนุ่งห่มด้วยผ้าสีเหลืองหม่น ดูแปลกตากว่าบักบวชอื่นๆ ที่เคยพบฉันจึงเข้าไปสนทนาด้วย ฉันถามท่านนักบวชว่า ห้องนี้คือห้องอะไร?

ท่านตอบว่าห้องนี้เป็นห้องเรียนเป็นคำตอบที่ฉันประทับใจมาก เป็นท่านแรกที่ตอบตรงใจฉัน

ฉันถามท่านต่อว่า ห้องนี้เป็นห้องเรียนแล้วสอนเรื่องอะไร ใครเป็นครูประจำห้อง?

ท่านตอบว่าห้องนี้รวมทั้งห้องต่างๆทุกห้องในโรงเรียนนี้สอนเรื่องเดียวกันคือเรื่องทุกข์ครูประจำโรงเรียนคือพระพุทธเจ้า

ห้องอื่นๆ? มีห้องอื่นๆด้วยหรือ ฉันสงสัย

ท่านตอบว่าแท้จริงแล้วมีหลายห้องแค่เราไม่เห็นด้วยตาเนื้อแต่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเดินหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเข้าออกห้องต่างๆตลอดเวลาในโรงเรียนวัฐสงสารแห่งนี้

ฉันถามท่านว่า ห้องนี้เป็นห้องเรียนแล้วทำไมคนอื่นๆไม่เห็นมีใครตั้งใจเรียนกันเลย เอาแต่เล่นของเล่นให้สนุกไปวันๆ

ท่านตอบว่าเพราะเขามองไม่ออกว่าห้องนี้เป็นห้องเรียนถ้าเขาไม่ตั้งใจเรียน ก็ไม่มีใครไปบังคับเขาได้แต่ถ้าสอบตกหรือมีความทุกข์ในชีวิตขึ้นมาเค้าก็ไม่ควรโทษสิ่งอื่นภายนอกด้วยในเมื่อมีโอกาสเรียนรู้กฏของธรรมชาติแล้วแต่ไม่สนใจเรียนเสียเอง

สอบหรือ? ฉันงงงัน ถามท่านว่ามีสอบอะไร?

ท่านอมยิ้มตอบว่าในเมื่อห้องนี้เป็นห้องเรียนก็ต้องมีสอบนักเรียนจะได้ไปอยู่ห้องไหนก็ขึ้นอยู่กับผลการสอบครั้งล่าสุดที่ผ่านมาบางคนทำสอบงวดที่แล้วไว้ดี พอได้ไปอยู่ห้องที่มีสภาพแวดล้อมดีกลับไม่ตั้งใจเรียนก็ต้องตกไปอยู่ห้องที่แย่ไม่น่าอยู่อีก วนเวียนเดี๋ยวดีเดี๋ยวแย่อยู่อย่างนี้

ฉันถามท่านว่าทำอย่างไรถึงจะสอบให้ได้อยู่ที่ดีๆ

ท่านตอบว่าเมื่อถึงเวลาทำสอบจิตจะเป็นผู้ทำสอบเองดังนั้นเราจะต้องหมั่นทำดี หมั่นป้อนความคิดดีๆ ให้จิตใจเคยชินกับความดีเข้าไว้จิตที่ดีย่อมเหมาะที่จะหยั่งลงในภพภูมิหรือสภาพห้องที่ดีแต่ห้องที่สภาพแวดล้อมดีไม่ได้หมายความว่าจะเป็นห้องเรียนที่น่าอยู่เสมอไป

แล้วท่านก็อธิบายต่ออีกยาวทีเดียวแต่ฉันไม่เข้าใจที่ท่านสอนหรอกห้องที่สภาพแวดล้อมดีกว่าย่อมต้องเป็นห้องที่ดีกว่าสิ จริงไหม?

ฉันจึงถามท่านตัดบทว่าในเมื่อที่นี่เป็นโรงเรียนแล้วทำอย่างไรจึงเรียนจบได้

ท่านตอบว่าต้องเข้ามาศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้เพื่อที่จะรู้ความเป็นจริง ขับไล่อวิชชาออกจากจิตใจ จึงจะมีทางเรียนจบได้แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้มาตรัสรู้ตลอดเวลา ในเวลาขณะนี้ธรรมะของพระพุทธเจ้ายังดำรงอยู่ให้เร่งลงมือปฎิบัติธรรมเข้าเถิด

ฟังน่าสนใจดีนะ แต่ชาตินี้ช้าไปแล้วล่ะฉันแก่แล้วสุขภาพก็แย่ เดี๋ยวเจ็บเดี๋ยวปวด ชาตินี้แค่ทำบุญไปก่อนแล้วถ้าชาติหน้ามีจริงเราได้ไปอยู่ห้องดีๆแล้วค่อยมาสนใจเรียนรู้จริงจังชาติหน้าละกันหรือไม่ก็รอให้ฉันเจอพระพุทธเจ้าก่อนละกัน

ฉันจึงใช้เวลาที่เหลือในชีวิตทำบุญเสียเป็นส่วนใหญ่ด้วยหวังว่าชาติหน้าจะได้ไปเกิดในห้องใหม่ที่มีแต่ความสุขอย่างที่ท่านบอกและหวังว่าฉันจะได้ปฎิบัติธรรมในห้องใหม่ชาติใหม่นั้น

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก
เวลาทำข้อสอบของฉันมาถึงแล้ว

ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดใสพบว่าตัวเองอยู่ในห้องขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง ที่นี่ที่ไหนนะทุกสิ่งทุกอย่างช่างน่าตื่นตาตื่นใจฉันเป็นใครมาจากไหนทำไมมาตื่นอยู่ในห้องนี้ล่ะฉันพยายามคิด จำได้คร่าวๆว่าฉันทำบุญใหญ่กับผู้ทรงศีลไว้ หันมองรอบตัว พบว่าที่นี่เป็นที่ซึ่งกว้างขวางมองไปได้ทั่วเหมือนไร้ขอบเขตจำกัด ร่างกายฉันเป็นร่างกายละเอียดบรรยากาศสิ่งรอบตัวช่างดูสว่างไสว น่าเพลิดเพลินพอใจ ของเล่นต่างๆก็มีอยู่มากมายไม่มีน่าเบื่อหน่าย

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ฉันรู้แต่ว่าฉันมีแต่ความสุขเพลินไปเรื่อยๆ

อยู่ที่นี่ก็พอมีโอกาสให้ทำบุญได้ แต่ฉันไม่ทำหรอกเล่นๆ ไปวันๆ ให้หมดๆ ไปดีกว่ากำลังสนุก

เวลาอยากได้อะไรก็ได้ขึ้นมาง่ายๆไม่ต้องเหนื่อยขวนขวายอะไร ร่างกายฉันก็ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ต้องการการดูแลอะไรช่างเป็นสุขดีแท้

ด้วยความที่ร่างกายฉันไม่แก่ ไม่เหี่ยวย่นฉันจึงไม่ทันระวังตัว มัวแต่เสพความสุขเพลิน

จนมาถึงเวลาสุดท้ายของฉันรัศมีเศร้าหมองลงอย่างรวดเร็วเมื่อบุญที่ส่งฉันมาเกิดที่นี่กำลังหมดลง

เวลาแห่งความสุขช่างผ่านไปไวเหมือนโกหกฉันยังไม่ทันทำความดีทำกุศลอะไรไว้เลย แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

เวลาทำข้อสอบของฉันมาถึงแล้ว

 

ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างสลึมสลือพบว่าตัวเองอยู่ในห้องขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง ฉันงุนงงกับสภาวะรอบตัวใหม่