ปราส

 หน้าต่างโลก  The Knowledge Window

ชุด The Temple of Preah Vihear ปราสาทพระวิหาร  มหาสถานบนรอยเขตอธิปไตย  

ตอน  ปราสาทพระวิหาร เทวสถานบนยอดผาศักดิ์สิทธิ์ ๑

โดย   นายปณิธัศร์  ปทุมวัฒน์

นิติกร สำนักกฎหมาย

 

            ในระยะหลายเดือนที่ผ่านมานี้  ท่านผู้อ่านคงได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการที่ประเทศกัมพูชา  ดินแดนเพื่อนบ้านอันเป็นมิตรประเทศของเราแสดงความจำนงต่อคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เพื่อขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็น มรดกโลก  โดยในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมาที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ณ เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ได้พิจารณาคำขอของประเทศกัมพูชา    และมติเห็นชอบให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว  ประเด็นดังกล่าวนี้ทำให้ผู้เขียนย้อนรำลึกถึง  คดีปราสาทพระวิหาร[๑] ระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกได้พิพากษาเมื่อวันที่  ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๕ ให้อธิปไตยเหนือพื้นที่ตั้งปราสาทพระวิหารเป็นของราชอาณาจักรกัมพูชานับแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า ๔๖ ปีแล้ว 

            อย่างไรก็ดี  ประเด็นการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกดังกล่าวนี้ยังมีข้อควรพิจารณาถึงปัญหาเขตอธิปไตยระหว่าง ๒ ประเทศเนื่องจากศาลโลกมิได้ชี้ขาดในประเด็นเรื่องเขตแดนไว้ชัดเจน  อีกทั้งฝ่ายประเทศไทยเองก็มิได้เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว  จึงไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารของประเทศกัมพูชาตลอดจนยื่นประท้วงคัดค้านคำพิพากษาและตั้งข้อสงวนไว้อีกด้วย   

           

 

 หน้าต่างโลก – The Knowledge Windows ” ขอนำเสนอเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้อธิปไตยเหนือดินแดนของราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์  แต่ทว่าในสมัยหนึ่งได้เกิดวิกฤตการณ์บางประการจนนำไปสู่มูลเหตุของการสูญเสียปราสาทพระวิหารไปในที่สุด ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถติดตามเรื่องราวดังกล่าวได้ใน บทความชุด “The Temple of  Preah Vihear ปราสาทพระวิหาร  มหาสถานบนรอยเขตอธิปไตย โดยผู้เขียน           ใคร่ขอแบ่งบทความออกเป็นหลายตอนด้วยกันเพื่อไม่ให้เนื้อหาของบทความแต่ละตอนมีรายละเอียดมากจนเกินไป โดยในฉบับนี้จะกล่าวถึงความเป็นมาและลักษณะสำคัญโดยทั่วไปของปราสาทพระวิหารก่อนในเบื้องต้น

 

และในตอนต่อไป ผู้เขียนจะได้นำเสนอสาระความรู้ตลอดจนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกี่ยวกับมหาเทวสถานนี้อีกต่อไปโดยลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญวิกฤตการณ์การล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกอันนำไปสู่การเสียดินแดนของสยามและการจัดทำแผนที่ซึ่งทำให้ปราสาทพระวิหารตกอยู่ในเขตแดนของราชอาณาจักรกัมพูชา รายละเอียดเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร  ในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตลอดจนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกและปัญหาเรื่องเขตแดนอธิปไตยระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา

 

ความเป็นมาของปราสาทพระวิหาร

 

ปราสาทพระวิหาร หรืออีกนามหนึ่งคือ เทวสถานศรีศิขรีศวร มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับลัทธิภูเขาของคนพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางกลุ่ม เช่น พวกจามและขอม  ความเชื่อเหล่านี้เป็นความเชื่อระดับพื้นบ้านของคนทั่วไป  ชนชั้นปกครองและรัฐได้ปรุงแต่งความเชื่อนี้ให้กลายเป็นพื้นฐานของอำนาจกษัตริย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบกษัตริย์ขอมโบราณ (Khmer Kingship) [๒]  โดยชนชั้นปกครองได้สร้างลัทธิความเชื่อใหม่ครอบคลุมความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิมคือ การบูชาบรรพบุรุษและลัทธิภูเขา  จนเกิดเป็นลัทธิที่เรียกว่า  ลัทธิของเทวะราชา (Dhevaraja Cult)[๓] 

           

กล่าวคือ  เพื่อเป็นการเสริมสร้างพระราชอำนาจและสถานภาพของกษัตริย์  จึงได้มีการผสมผสานลัทธิภูเขาและการบูชาบรรพบุรุษเข้ากับการนับถือพระอิศวร(พระศิวะ)  โดยกษัตริย์ขอม          ในสมัยโบราณทรงนิยมสถาปนาศิวลึงค์ประดิษฐาน ณ เทวสถานบนภูเขา  เพราะเชื่อว่าพระเป็นเจ้า         และบรรพบุรุษสถิตอยู่ ณ ขุนเขานั่นเองในส่วนของปราสาทพระวิหารที่เรากล่าวถึงนั้น  ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕  พระเจ้ายโศวรรมันทรงโปรดให้สถาปนาศิวลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์นามว่า ศิขรีศวร   ประดิษฐาน  ณ เทวาลัยแห่งเขาพระวิหารซึ่งต่อมาได้กลายเป็นที่เคารพสักการะและจาริกแสวงบุญ  และยังถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิเทวะราชาอีกด้วย

            ก่อนจะกล่าวถึงประเด็นที่ว่าปราสาทพระวิหารสร้างขึ้นเมื่อใดนั้น  ผู้เขียนพบข้อมูลที่บ่งชี้ว่า  ก่อนที่จะมีการก่อสร้างองค์ปราสาทและสิ่งปลูกสร้างต่างๆนั้น  บริเวณเขาพระวิหารเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว [๔]กล่าวคือ ตามจารึกศิวะศักติ  ซึ่งพบ ณ เขาพระวิหาร ระบุว่า  ก่อนการสถาปนา ศิขรีศวร ในสมัยพระเจ้ายโศวรรมันนั้น พระเจ้าชัยวรรมันที่ ๒  ได้กำหนดพื้นที่หลายแห่งบริเวณเขาพระวิหาร[๕]และบริเวณใกล้เคียงเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์มีชื่อต่างๆกัน โดยเฉพาะเขตที่เรียกว่า ภวาลัยอันเป็นบริเวณที่ตั้งปราสาทพระวิหาร  ซึ่งในทางวิชาการถือว่าการสร้างศาสนสถานที่เขาพระวิหารได้เริ่มต้นขึ้นในเวลานั้น โดยกษัตริย์พระองค์ต่อมาได้ทำการก่อสร้างเพิ่มเติมตลอดจนอุทิศที่ดิน หมู่บ้าน แรงงาน นักฟ้อนรำ และสิ่งของอื่นถวายเป็นการบูชา

ปราสาทพระวิหารได้รับการสร้างเสริมอย่างมากมายตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖            ในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรรมันที่ ๑ จนถึง สมัยพระเจ้าสุริยวรรมันที่ ๒   ซึ่งอาคารสถานและการประดับตกแต่งสมัยนี้มีรูปแบบทางศิลปะสถาปัตยกรรมแบบปาปวนตอนต้น  กษัตริย์ขอมได้ทรงสถาปนาเทวาลัยที่เขาพระวิหารเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งจาริกแสวงบุญ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัย           พระเจ้าสุริยวรรมันที่ ๒ (พ.ศ.๑๖๕๖- พ.ศ.๑๖๙๓) ซึ่งทรงทำให้เทวสถานศรีศิขรีศวร (กัมรเตงชคตศรีศิขรีศวร)หรือปราสาทพระวิหารกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อทั้งในลัทธิแห่งเทวราชาและศูนย์รวมแห่งพิธีกรรมในการนับถือบรรพบุรุษอีกด้วย[๖]

าพสลักนูนต่ำ พระเจ้าสุริยวรรมันที่ ๒ ที่ปราสาทนครวัด

            ทั้งนี้  ปราสาทพระวิหารหาได้เป็นแต่เพียงโครงสร้างทางศิลปวัฒนธรรมที่เป็นศิลปะขอมหรือเป็นสิ่งที่กษัตริย์ขอมสร้างขึ้นเท่านั้น  หากเป็นส่วนหนึ่งของ ภูผาศักดิ์สิทธิ์ ที่มีลักษณะโดดเด่นทางธรรมชาติที่ผู้คนในพื้นที่และที่ผ่านไปมาเชื่อว่าเป็นที่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติที่เป็นเจ้าของพื้นที่[๗] อีกด้วย

                       

ลักษณะสำคัญของปราสาทพระวิหารโดยสังเขป

ปราสาทพระวิหาร  อยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งในเทือกเขาดงรัก หรือ ดงเร็ก  แนวกั้นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้  ตำแหน่งเส้นรุ้งที่ ๑๔ องศา ๒๓ ลิบดา ๒๐ ฟิลิบดา เหนือ  และเส้นแวงที่ ๑๐๔ องศา ๔๑ ลิบดา ตะวันออก  ส่วนสูงสุดของเขายอดนี้อยู่ทางด้านใต้สูงกว่าระดับน้ำทะเล ๖๕๗ เมตร ลาดต่ำลงสุดทางด้านเหนือ  สูงกว่าระดับน้ำทะเล ๕๓๕ เมตร  ความสูงสุดจากหน้าผาชันที่เรียกว่า เป้ยตาดี ลงสู่พื้นราบเชิงเขา[๘]ในอาณาเขตของประเทศกัมพูชาประมาณ ๕๔๗ เมตร  โดยก่อนการพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี พ.ศ.๒๕๐๕[๙]  ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้เขตแดนอธิปไตยของประเทศไทยในท้องที่บ้านภูมิซร็อล ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศีรษะเกษ [๑๐]


โดยอาคารสถานปราสาทพระวิหารสามารถแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ

ก.   โคปุระ  บนชั้นที่ ๑-๒ เป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่  ใช้สำหรับเป็นที่ทำสมาธิบูชาพระผู้เป็นเจ้าก่อนถึงองค์ภวาลัย (เทวสถานชั้นบนสุด)

 

ข.   พระมหามณเฑียร  คือ โคปุระชั้นที่ ๓ ใช้เป็นที่ประทับขององค์กษัตริย์คราวเสด็จมาทรงสักการะเทวสถาน  มีปีกอาคารสองข้างใช้เป็นที่พักสำหรับผู้มาจาริกแสวงบุญ

 

ค.    มหาปราสาท  ถือว่าเป็นศูนย์กลางของบรรดาอาคารสถานทั้งหมด  ตรงกลางของกลุ่มอาคารนี้คือปรางค์ประธานอันเป็นองค์ภวาลัยที่ประดิษฐานศิวลึงค์

 

 

 

 

################

                 

     

     

                 

 

 

 

 

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                                                                                        

 

 

 

 



[๑]CASE CONCERNING THE TEMPLE OF PREAH VIHEAR  (Cambodia v. Thailand)  merits Judgment  Of 15 June 1962

 

[๒]ดู ธิดา สาระยา, เขาพระวิหาร, พิมพ์ครั้งแรก,(กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๓๕), หน้า ๒๐

[๓]ประมาณ พ.ศ.๑๓๔๘  กษัตริย์ชัยวรรมันที่ ๒ ทรงสถาปนาลัทธิเทวะราชาบนภูเขาพนมกุเลน...แล้วประกอบพิธีราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ ณ มเหนทร บรรพต  นักปราชญ์ตีความว่าพระองค์ทรงรับศิวลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์จากพราหมณ์บนยอดเขา และพระราชอำนาจแห่งพระองค์สถิตอยู่บนยอดเขานั้น (ธิดา สาระยา, เพิ่งอ้าง, หน้า ๒๓)

[๔] ธิดา สาระยา,  เพิ่งอ้าง,  หน้า ๒๕

[๕]ซึ่งก็คือยอดเขาแห่งหนึ่งในเทือกเขาพนมดงรัก (ในภาษาเขมร ออกเสียงว่า ดงเร็กแปลว่า ภูเขาไม้คาน), (ผู้เขียน)

[๖]ธิดา สาระยา, อ้างแล้ว, หน้า ๓๐

[๗]ดู ศรีศักร  วัลลิโภดม และคนอื่นๆ, เขาพระวิหาร : ระเบิดเวลาจากยุคอาณานิคม, กรุงเทพฯ : มติชน,  ๒๕๕๑, หน้า ๑๔

[๘]พื้นที่ราบแถบนี้ เดิมเรียกว่า เขมรต่ำ  ปัจจุบันอยู่ในเขตของอำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา

[๙] CASE CONCERNING THE TEMPLE OF PREAH VIHEAR  (Cambodia v. Thailand)  merits Judgment  Of ๑๕ June ๑๙๖๒

[๑๐]ธิดา สาระยา, อ้างแล้ว, หน้า ๓๔