ศาสนาพุทธสมัยใหม่ ไม่ได้ยืนอยู่บนฐานที่ว่าตัวชุดความคิดมีข้อบกพร่อง และอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่อยู่บนฐานที่ว่าศาสนาพุทธมีความรู้ที่เป็นเลิศ และเหนือกว่าความรู้ใดๆ ในโลกทั้งหมดทั้งมวล แม้แต่ความรู้ที่ก้าวหน้าที่สุดของมนุษยชาติ

เมื่อสิ่งนี้ มี  สิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้

ก่อนเข้าโรง

         อยากจะเรียนให้ผู้อ่านจากภายนอกทราบก่อนว่า กลุ่ม sharing forum 2 กำลังจะหาเรื่องที่จะทำเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการอ่าน/ส่งเสริมการอ่าน อาจยังขาดแนวความคิดหนุนหลังที่มีพลัง ขอให้ท่านที่แวะเวียนมาดูได้กรุณาให้คำชี้แนะ เข้าทำนอง หลายหัวดีกว่าหัวเดียว

1.             จั่วนำ

ผมว่านะ การเล่าเรื่องมันคงไม่เขียนแบบภาษาเชิงวิชาการให้มาก นั่นจะดูแข็งๆอ่านไม่มัน(ส์)เท่าที่ควร แถมยังดูว่า เรื่องที่เอามานั้นมันเป็นก้อน กินยาก กลืนลำบาก ถ้าจะให้ดี เอามาซอยมาบดใส่น้ำจิ้มนิดหน่อย อร่อยถูกปาก นั่นคือการเขียนปนภาษาพูด ดังที่นักวิจัยเชิงคุณภาพเขาทำกัน ได้อารมณ์ผสมวิชาการ แซบหลายแท้

วันนี้ตั้งใจว่าจะพูดถึง ภูมิหลังเกี่ยวกับทฤษฎีแนวความคิดบางอย่างที่สนใจในเรื่องงานที่ทำ เห็นว่าพอจะโยงเข้าหาความสนใจของกลุ่มที่มีต่อปัญหาการอ่าน โดยเน้นไปที่ภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียน วิธีการจัดการเรียนรู้ของครู และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน

 

2. ที่มาของแนวคิด/ทฤษฎีที่ใช้

อันภาวะผู้นำนั้นเคยมีการกล่าวถึงในสัปดาห์ที่ 1 โดยคุณสมหวัง พันธะลี และผมได้ลงไปศึกษาที่โรงเรียนในโครงการวิจัยการคิด ถ้าสามารถทำให้เป็นเรื่องเดียวกับงานของweb for share ได้ ผมสบายขึ้นบ้าง ถ้าคนละอย่างคนละเพลง ผมแย่แน่เพราะเป้าหมายความสำเร็จของงานคือเดือนสิงหาคมนี้เหมือนกัน

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญท่านให้คำแนะนำเรื่องการแก้ปัญหา ต้องดูที่สาเหตุ ผมจึงให้ความสนใจกับพุทธศาสนา แนวคิดอริยสัจ 4 จริงๆอาจจะเลยไปถึง อิทัปปัจจยตา ที่กล่าวว่า เมื่อสิ่งนี้ มี  สิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้  สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี    สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้  สิ่งนี้จึงดับไป    และยังได้ท่านผู้รู้มาตอกย้ำความสนใจของผมคือ Prof.Sionaidh Douglas MD ที่กล่าวในเวปฟ้าเดียวกัน(2 มีนาคม 2008)ว่าศาสนาพุทธสมัยใหม่ ไม่ได้ยืนอยู่บนฐานที่ว่าตัวชุดความคิดมีข้อบกพร่อง และอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่อยู่บนฐานที่ว่าศาสนาพุทธมีความรู้ที่เป็นเลิศ และเหนือกว่าความรู้ใดๆ ในโลกทั้งหมดทั้งมวล แม้แต่ความรู้ที่ก้าวหน้าที่สุดของมนุษยชาติ

  ปัญหาการอ่าน(ไม่ออก- ไม่ได้)จะคลี่คลายไป(ดับไป) อันเนื่องจากการเข้าใจถึงเหตุที่ทำให้ปัญหานั้น เกิดขึ้น แล้วหาหนทางเลือกวิธีการ กลยุทธ ยุทธวิธีอะไรก็ตามแต่แก้เหตุที่เกิดนั้น

ส่วนความคิดในทางวิทยาศาสตร์ ยกตัวอย่าง x ทำให้เกิด y จึงต้องแก้ที่ x นี่คือการแก้ปัญหาแบบเส้นตรง ปัจจุบัน ยิ่งในทางสังคมศาสตร์ ศาสตร์การศึกษาก็เป็นสาขาหนึ่งที่ฟันธงในเรื่องของเหตุแห่งปัญหาได้ยากยิ่ง มันไม่ง่ายเหมือนการคิดแบบเส้นตรงอย่างยุคของ นิวตัน แต่ยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัตน์ และเป็นช่วงปลายของยุคสมัยของ ไอน์สไตน์ การมองเหตุแห่งปัญหาจึงมองแบบใยแมงมุม คือไม่มองว่า ปัญหานั้นๆเกิดจากเหตุๆเดียว แต่เกิดจากหลายเหตุหลายปัจจัย หน้าที่เราคือกลั่นกรองเอาเหตุที่สำคัญๆมากที่สุดมาวิเคราะห์ หาทางแก้

 

 

3. นำเสนอเรื่องที่อยากทำ

         จะให้ฟันธง เลยหรือ ก็จะศึกษาพฤติกรรมของผู้เรียนที่ทำให้อ่านไม่ได้-อ่านไม่ออกโดยจะศึกษาเหตุจากตัวผู้เรียนเอง ครูที่จัดการเรียนรู้ และภาวะผู้นำของผู้บริหาร ทั้งนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมก็ได้ หลังจากได้ฟังผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะมาให้กรอบแนวคิดในสัปดาห์ที่ 3 นี้

(เพื่อนๆถามเผื่อด้วยนะครับเพราะผมจะเข้าประชุมที่กรุงเทพฯ เย็น 29 ก.ค.ถึง 2 ส.ค. แต่ก็จะหาวิธีการไม่ให้ตกข่าว(Knowledge))

 

ลงชื่อ .....นายวิชากร ลังกาฟ้า........... ผู้บันทึก