.............ก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่าปรากฎการณ์ “สนธิ ลิ้มทองกุล” มีผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทย การปรากฏตัว การขึ้นเวที การไฮค์ปาร์ค ทุกกิจกรรมสาธารณะของ “สนธิ” ล้วนมีความหมาย....และล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อใครๆ และไม่ใครก็ใคร...
หากมอง "สนธิ" กับการปรากฏตัวด้วยความนิ่งและเยือกเย็น ปิดตายต่อมความรู้สึกและอารมณ์ร่วมมิให้ “ชื่นชม” หรือ “เกลียดชัง” หากคุณวางสติสัมปชัญญะไว้ให้นิ่ง ปิดหูแต่ไม่ปิดตา คุณก็จะมองเห็นสุภาพบุรุษสูงอายุ เจ้าเนื้อ ใบหน้าอูม แววตาหลังกรอบแว่นมั่นคงเด็ดเดี่ยวอหังการ์ อ้าปากตะโกนประกอบมือไม้ยกขึ้น-ลง เส้นคอเป็นเอ็น เม็ดเหงื่อปริวงหน้าผากกว้าง...
หากคุณปิดตาแต่เปิดหู คุณก็จะได้ยินสุ้มเสียงและจังหวะจะโคน ผ่านลีลาเส้นเสียงทั้งสั้นยาวสูงต่ำ วจีไพเราะ ผรุสวาท เกรี้ยวกราด สบถ สาบาน ครบถ้วนในองคาพยพแห่งความเป็นนักปลุกระดมชั้นแนวหน้าของไทย....
แน่นอนที่ว่า...นัยยะและบริบทแห่งช่วงเวลาการโหวกเหวกและอรรถาธิบายของ “สนธิ ลิ้มทองกุล”...แม้จะเป็นเพียงการขว้างหินถามทางหรือขี่ม้าเลียบค่ายหรือจะเดินหน้าฆ่ามัน...ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนของ “สนธิ”ในบริบทที่ต่างกรรมต่างวาระกันไป...
หากเปรียบว่าเวทีพันธมิตร คือ ห้องเรียน โดยนักเรียนที่มานั่งฟัง “ครูสนธิ”ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเด็กที่เต็มใจมาเรียน เต็มใจโผกพ้าสีเหลือง เต็มใจชื่นชมสาธุสะ เต็มใจโห่ฮาชอบใจ....
องค์ประกอบห้องเรียนพันธมิตรในสัดส่วนของผู้ฟังหน้าเวทีจึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่พึงควรทำ AAR หรือกิจกรรม “เรื่องเล่าเร้าพลัง” เพราะค่าเบี่ยงเบนไม่น่าที่จะต่ำ 0 สูง 9 หรือการทำโพลเพื่อหาค่าความต่าง สร้างคำถามและแสวงหาคำตอบใหม่ๆให้เมื่อยตุ้ม !
หากแต่ว่าปรากฎการณ์ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ต่างหากเล่าที่น่าจะเกิดคำถามสำหรับนักการศึกษาและนักบริหารว่า ฐานความรู้และลีลาอย่างนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรจึงก่อให้เกิดปฏิกริยาขยายโครงข่ายวงกว้างสร้างแนวร่วมไปในทั่วทุกหัวระแหง
หากโยนกองทิ้งข้อสมมติฐานที่เกี่ยวข้อง “สนธิ” ว่าเป็นเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว เพราะทวงคืนทุนรอนธุรกรรม เพราะเพื่ออัพเดทเรทติ้งสื่อในเครือผู้จัดการ เพราะเพื่อปกป้องสถาบัน ฯลฯ หากมองข้ามช็อทเหล่านี้ไป คำตอบสุดท้ายของการเคลื่อนไหวในเชิงของการพัฒนาการเรียนรู้จากพลวัตรแห่งลมหายใจและการเคลื่อนไหวของ“สนธิ ลิ้มทองกุล” ก็คือเพื่อสั่งสมอุดมการณ์ทางการเมืองและการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้แก่ผู้เรียน...อย่างนั้นหรือ ?
กระดานดำเล่าเรื่องการเมืองโดยองค์ปาฐกที่ชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” จึงเป็นต้นแบบแห่งการสร้างองค์ความรู้แนวใหม่และยิ่งมีแรงเสียดทานจากภูมิความรู้ร่วมระบบอย่างนปก.หรือฝ่ายต้านพันธมิตรในทั่วทุกปริมณฑลด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้คุณค่าของกระดานดำเล่าเรื่องการเมืองบานนี้เลอะเทอะกึ่งฉูดฉาดไปด้วยเส้นสายลายชอล์คมากยิ่งขึ้น
ซึ่งนั่นก็หมายถึงการยิ่งอ่าน ยิ่งเขียน ยิ่งสะกดรูปประโยคในหนังสือหนาหน้ากระดาษการเมืองไทยเล่มนี้มากเท่าไร ก็จะทำให้การสืบค้นเทียบเคียงเชิงอรรถดัชนีระหว่างเล่มต่อเล่มยิ่งชัดเจนมากขึ้น
ต่างก็ที่ “ผู้อ่านสนธิ ลิ้มทองกุล”เท่านั้น...วันนี้ตอบตนเองได้หรือไม่ว่า คุณได้สาระเพราะสังเคราะห์เนื้อหาจาก “สนธิ” หรือ ได้สาระเพราะ “สนธิ”เป็นผู้ให้เนื้อหา....
เพราะนั่นคือวิสัชนาแห่งตัวตนของปัจเจกชนในยุคไล่ล่าความเป็นนักเรียนรู้สู่ความเป็น Knowledge Worker และวิญญูชนที่ประชาคมไทยยุคต้นศตวรรษที่ 21 พึงประสงค์....
เห็นด้วยค่ะ
การขับเคลื่อนโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้และความ
จริงจนเกิดปรากฎการณ์ "สนธิ"โดยการสื่อสารถ่ายทอดอย่างมืออาชีพ..เป็นการยืนยันถึงความเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน
ความขยันอุตสาหะของคุณสนธิได้เป็นอย่างดี การมีจิตวิญญานของผู้ถ่ายทอด (ครู)ที่เต็มเปี่ยมอันอิงอาศัยกับคูณธรรมภายในตัวตนของคุณสนธิ..ได้ผนึกเป็นพลังอันมหาศาลที่ได้นำออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ..โดยขบวนการ"ธรรมะบูรณา"ที่สอดคล้องเหมาะสม..จนเกิดการพัฒนามาสู่"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างเต็มภาคภูมิ"
นี่คือการพัฒนาด้วยพลังสำนึกดีของมวลมนุษยชาติซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัยเป็นการต่อสุ้ระหว่าง"ธรรมกับอธรรม"ที่เรียกว่าธรรมาธรรมะสงคราม..เป็นสงครามที่ใช้สติปัญญา ความรู้ความจริงสู้กัน..สถาบันการศึกษาทั่วประเทศควรที่จะมีส่วนในการวิเคราะห์ ศึกษาเพื่อนำไปสู่หลักสุตร หลักวิชา เพื่อสอนสั่งให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้การเมืองภาคประชาชนที่งดงามสุดยอด สงบและสันติที่คูณสนธิและพี่น้องพันธมิตรทั่วไทยและต่างประเทศได้ร่วมสร้างการเมืองใหม่ ประเทศไทยยุคใหม่โดยพร้อมเพรียงกัน..ส่วนตัวอาตมา..
เห็นว่าการที่เรายืนหยัดกับสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรมเป็นการแสดง "ความเป็นกลางอย่างพุทธ"ขอให้ทุกท่านตั้งมั่นในความดีเถิด ความสุขก็จะเกิดกับเราและประเทศชาติอย่างแน่นอน..สาธู
"พึงว่ากล่าวตักเตือนคนอื่น
และพึงกีดกันเขาออกจากความชั่ว
คนที่คอยสั่งสอนเช่นนี้
คนดีรัก แต่คนชั่วเกลียด"
(พุทธวจนะ )
สวัสดีค่ะคุณกร มฤชะ