คิดว่าน่าจะได้ฤกษ์นำเรื่องของ “หมอกุ – ดำรงศักดิ์ ชุมแสงพันธุ์” แห่ง บ้านสมุนไพรไท มาถ่ายทอดให้ได้เห็นถึงวิธีคิด และ วิธีทำ ของผู้ที่กล้าจะแตกต่างและเดินออกจากกระแสหลักด้วยมั่นใจในความรู้ที่มีและความรู้ที่จะแสวงหามาได้ บวกกับความดีของตนและครอบครัวที่ยึดในหลักคุณธรรม เมตตาธรรม

ผู้เขียนได้อ่านเรื่องราวความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ใน G2K พบว่ามีมากมาย และมีปัญหาซ้ำๆกัน คือ ชาวบ้าน/ชุมชนกับวิธีคิดที่จะเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ แต่ไม่กล้า ไม่แน่ใจในการที่จะเปลี่ยนโดยที่เพื่อนเกษตรกรส่วนใหญ่ที่อยู่รอบยังทำตามกระแสหลักเคมีนิยม ทั้งๆที่รู้เต็มอกว่าเคมีนั้นอันตราย ขนาดตัวเองก็ยังไม่กล้าบริโภคข้าวหรือผลิตผลเกษตรที่ตัวเองปลูก แต่ความอยากได้เงินเลี้ยงชีพ ก็จำใจต้องผลิตเพื่อขาย ไม่สนใจว่าใครจะกินแล้วจะป่วยหรือตาย ไม่เห็นเสียอย่าง เป็นวิธีทำ วิธีคิด ที่ไม่มีเรื่องของการรู้คุณ เกื้อกูลธรรมชาติ และมีคุณธรรมใดๆเลย หรือเราต้องยอมรับวิธีแห่งวิถีทุนนิยมทุกวันนี้

 

นอกจากนี้เกษตรกรที่หลงทางชีวิตเหล่านี้ก็ยังหลอกตัวเอง ด้วยการขายข้าว พืชผักที่เต็มไปด้วยการใช้สารเคมี ได้เงินมาก็นำไปซื้อ ข้าว ซื้อผักที่ตลาด เมื่อถูกถามว่าแล้วไม่กลัวหรือว่า คนอื่นเขาจะนำพืชที่ปลูกด้วยวิธีการเดียวกันมาขายให้เรา เขาก็ตอบว่าก็สงสัยอยู่ แต่เมื่อไม่เห็น ไม่รู้ แล้วมันสบายใจกว่าที่จะบริโภคของตัวเอง คำตอบเหล่านี้ผู้เขียนไม่ได้ยกเมฆ แต่เกษตรกร และนักวิชาการที่ทำงานในพื้นที่เป็นผู้มาเล่าจากสิ่งที่เขาได้พบจริงๆ ผู้เขียนได้รับรู้เรื่องนี้มาหลายปีตั้งแต่ลงพื้นที่กรณีศึกษาในภาคกลางเก็บข้อมูลเขียนวิทยานิพนธ์ และเพิ่งได้อ่านคำพูดทำนองนี้ในบล็อกที่ดร.แสวง รวยสูงเนิน เล่าไว้จากได้พบจากชาวบ้านเองในแถบอีสาน อยู่คนละที่ แต่คิดอย่างเดียวกันเลย

 

 

เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงกรณีศึกษาหลายๆเรื่องที่ได้ไปศึกษา หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวจาก “หมอกุ – ดำรงศักดิ์ ชุมแสงพันธุ์” แห่ง บ้านสมุนไพรไท จังหวัดระยอง ที่สามารถเป็นคำตอบและตัวอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ที่สามารถตอบปัญหาสำคัญที่ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ลังเลที่จะมาทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี เช่น

 

 

·        หากฉันเปลี่ยนมาทำเกษตรไม่ใช้ยา ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แมลงจากที่รอบข้างก็ต้องพากันมารุมกินผลผลิตของฉันสนุกไปน่ะซี และปริมาณผลผลิตก็ต้องสู้คนที่ใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้

 

·        พวกสมุนไพรที่ใช้ไล่แมลงที่ใช้ๆกันทั่วไป ไม่ค่อยได้ผลจริง เพราะไม่แรงพอที่จะฆ่าหรือไล่แมลง ทำๆไปก็จะเสียเวลาเปล่า หาเงินไม่ทันใช้หนี้ธกส.

 

การได้มีโอกาสเรียนรู้จาก “หมอกุ” ว่าวัชพืชทุกอย่าง มีประโยชน์ไม่เพียงเป็นสมุนไพรรักษาคน แต่ยังนำมาใช้กับการทำปุ๋ย ทำฮอร์โมนอินทรีย์ได้ด้วย สิ่งนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนเปิดตา เปิดใจ มองเห็นพืชพรรณที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า “หญ้า หรือ วัชพืช” ว่าช่างน่าสนใจ จึงเป็นที่มาของการไปด้อมๆมองๆถ่ายรูปพืชที่ท่าน้ำ แล้วมาหาข้อมูลว่าคือพืชอะไร มีประโยชน์อย่างไร แล้วได้นำมาลงเล่าสู่กันในบล็อก Riverlifeอยู่เนืองๆ

 

จึงคิดว่าน่าจะได้ฤกษ์นำเรื่องของ “หมอกุ – ดำรงศักดิ์ ชุมแสงพันธุ์” แห่ง บ้านสมุนไพรไท มาถ่ายทอดให้ได้เห็นถึงวิธีคิด และ วิธีทำ ของผู้ที่กล้าจะแตกต่างและเดินออกจากกระแสหลักด้วยมั่นใจในความรู้ที่มีและความรู้ที่จะแสวงหามาได้ บวกกับความดีของตนและครอบครัวที่ยึดในหลักคุณธรรม เมตตาธรรม

 

เมื่อไม่นานได้ดูข่าวโทรทัศน์เรื่องเกษตรกรแห่งหนึ่งมีความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจมากโดยนำ น้ำพริกแกง มาละลายน้ำแล้วกรองเอาน้ำใสๆ ไปฉีดพ่นไล่แมลง แทนยาฆ่าแมลงที่แพงขึ้นทุกวันโดยเฉพาะยุคน้ำมันราคาทะยานยั้งไม่อยู่ ประหยัดไปได้มาก หากแมลงมากก็จะผสมน้ำส้มสายชูและยาฉุน(ยาเส้น)ลงไปด้วย แมลงคงจะแสบร้อนจนทนไม่ได้ต้องหนีไปให้พ้น เขาบอกว่าฉีดพ่นกันแค่สองครั้งเท่านั้นต่อการปลูกข้าวหนึ่งรอบ ได้ผลจริงๆและประหยัดไปกว่าครึ่ง คนก็ไม่ได้รับอันตราย ไม่มีสารเคมีตกค้างเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

 

นี่เป็นการใช้สมุนไพรไทยแท้ๆ ลองคิดดูว่า ในเครื่องแกง มีสมุนไพรกี่ชนิด ล้วนหาได้ง่ายในท้องถิ่น

 

การใช้สมุนไพรจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและได้ผลจริง แต่ต้องใช้อย่างมีความรู้จริง อยากให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักวิธีการที่ “หมอกุ” ท่านใช้ เป็นวิธีการจากผู้ที่นำความรู้ด้านสมุนไพรที่ใช้รักษาการเจ็บป่วย ช่วยชีวิตคน มาปรับใช้เพื่อการทำเกษตรอินทรีย์

 ******

คุณ ดำรงศักดิ์ หรือ หมอกุ เป็นหมอยาสมุนไพรที่มีความรู้ความชำนาญสูงได้รับการยอมรับนับถือในละแวกบ้าน คลองเขต ตำบล ป่ายุบใน ระยอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมากให้รอดชีวิตจากการถูกงูพิษร้ายแรงกัด เนื่องจากแถบในแถบนั้นมีงูพิษร้ายอยู่ชุกชุม

 

เดิม หมอกุ มีอาชีพหลักในการทำไร่อ้อย-มันสำปะหลังเหมือนกับชาวบ้านจำนวนมากในละแวกนั้น แต่ต่อมารู้สึกเบื่อหน่ายกับการถูกเอารัดเอาเปรียบและการช่วยเหลืออย่างไม่จริงใจของนายทุนและรัฐจึงเลิกอาชีพทำไร่ หันมาทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสมเพราะมีพื้นที่ราว ๑๗๐ไร่ และยังคงใช้ความรู้ด้านสมุนไพรช่วยเหลือผู้คนต่อไป หมอกุ แบ่งพื้นที่ทำนา-ปลูกข้าว ปลูกผัก ผลไม้ ทำบ่อปลาและปลูกสมุนไพรที่ต้องใช้ในการรักษาโรคต่าง ๆ แต่เมื่อเริ่มต้น ยังคงใช้เคมีเพื่อการเกษตรทั้งปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช

 

ในปี ๒๕๓๘ หมอกุ ได้มีโอกาสไปร่วมประชุมเกี่ยวกับเรื่อง โครงการพระราชดำริและการทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้มาสะท้อนถึงชีวิตของตนในการใช้เคมีในการทำเกษตร น้องสาวก็เสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งซึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากการสัมผัสเคมีมาก การใช้สารเคมียังทำให้มีต้นทุนการผลิตสูงและที่สำคัญทำให้ฉุกคิดว่า เราเป็นหมอช่วยคนแท้ ๆ แต่กลับเอายาพิษหรือสารเคมีใส่ปากคนไข้ เพราะสมุนไพรที่ผมใช้เป็นยามันก็ดูดซึมปุ๋ยเคมีเข้าไป ถึงจะเอาไปตากแห้งก็ยังมีสารพิษตกค้างอยู่ดี ในปี ๒๕๔๒ ในพื้นที่เกษตรของหมอกุจึงยกเลิกการใช้สารเคมีโดยสิ้นเชิง

 

มาติดตามกันต่อในตอนหน้าว่า “หมอกุ” คิดอะไรต่อ และ ทำอย่างไร จนผลงานประจักษ์เลื่องลือจน บ้านสมุนไพรไท ของท่านกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของผู้ที่แสวงหาความรู้การทำเกษตรอินทรีย์จากผู้คนทั้งต่างถิ่น และต่างประเทศ และการเป็นผู้สร้างสรรค์และสืบสานภูมิปัญญาที่คิดค้น-ค้นพบ อย่างต่อเนื่องเป็นที่ยอมรับของสังคมและชุมชน จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นครูภูมิปัญญาไทย ปี พ.ศ. ๒๕๔๖