ไม่ว่าผลของการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร .... นนท์เพิ่งเข้าใจว่า การเขียน “นโยบายเพื่อพัฒนาหมู่บ้าน” กับการเขียน “นโยบายเพื่อหาเสียง” นั้น มันเป็นคนละเรื่องกัน

การเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง   ที่นี่ไม่มีการซื้อเสียง  แต่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องชี้แจง นโยบายเพื่อพัฒนาหมู่บ้าน

 

ครั้งหนึ่ง  ชุมชนแห่งนี้เคยเข้มแข็งเพราะทุกคนมุ่งมั่นช่วยกันสร้างหมู่บ้าน  แต่บัดนี้  เมื่อหมู่บ้านขยายตัว   ผู้คนเริ่มแบ่งเป็นกลุ่มเป็นพวก

 

นนท์...ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งกล่าวชี้แจงนโยบาย    นอกจากแผนงานต่างๆที่เขาจะทำแล้ว  นัยที่เขาเสนอและคิดว่าสำคัญที่สุด  คือ  การอาสามาหน้าที่ประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อช่วยกันทำให้หมู่บ้านแห่งนั้นดีขึ้น   

 

แต่สิ่งที่เสนอนั้น...ผู้ฟัง..ฟังแล้วผ่าน

ต่างคนต่างรอคอยว่า  เมื่อไรผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจะบอกว่า   จะทำอะไรให้กลุ่มของตนบ้าง

 

นนท์เคยเป็นผู้เลือก   แต่บัดนี้  เขาเป็นคนที่จะต้องถูกเลือกหรือไม่ถูกเลือก ... นนท์เพิ่งเข้าใจว่า   แท้จริงแล้วการเลือกตั้งแบบตะวันตกที่ถือว่าเป็น ประชาธิปไตย นั้น   มีความหมายเพียงแค่ตัวชี้วัด ความพอใจ ของบุคคลหลายๆคนรวมกัน    และความพอใจนั้นมักมาจากการมีโอกาสที่จะ ได้รับ   สิ่งที่ตัวเองต้องการมากกว่าที่จะการันตีเรื่องของเป้าหมายส่วนรวม      ตรงกันข้าม  การมีอำนาจในฐานะ ผู้เลือก  ทำให้ผู้คนมุ่ง เรียกร้อง ให้ความสำคัญกับตนเอง   ยิ่งในสังคมที่ผู้คนเป็นปัจเจกสูง   สิ่งที่เรียกร้อง  ยิ่งจะเป็นเพื่อประโยชน์ตนมากกว่าประโยชน์สังคม   

 

ผลการเลือกตั้งจึงสะท้อนตัวตนของผู้คนในสังคมโดยแท้..นนท์เพิ่งเข้าใจลึกซึ้งด้วยตัวเอง

 

ด้วยเหตุนี้   การเลือกตั้งจึงไม่ใช่เครื่องมือของกระบวนการพัฒนาแต่อย่างใด   แม้แต่การพัฒนาประชาธิปไตย (ซึ่งต้องการการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง) 

 

นนท์อยากจะพูดประโยคของลินคอร์นที่บอกว่า อย่าถามว่าประเทศจะให้อะไรกับท่าน  แต่จงถามว่า  ท่านให้อะไรกับประเทศบ้าง...

 

ไม่ว่าผลของการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร  ....  นนท์เพิ่งเข้าใจว่า    การเขียน นโยบายเพื่อพัฒนาหมู่บ้าน  กับการเขียน นโยบายเพื่อหาเสียง นั้น   มันเป็นคนละเรื่องกัน

 

แต่ข้อดีที่สุดของกระบวนการนี้   คือ  การมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้คนถึงสารทุกข์สุขดิบและปัญหาในชีวิตของพวกเขา...ตรงนี้มีความหมายมากกว่าการลงคะแนนเสียงหลายเท่า