หนังเริ่มเรื่องที่เมืองเบรเมน ประเทศเยอรมันนี Nejat เป็นชาวตุรกีแต่เป็น professor สอนภาษาเยอรมันที่มหาวิทยาลัย วันหนึ่ง พ่อของ Nejat ก็ไปเอาโสเภณีชาวตุรกีมาอยู่ด้วยที่บ้าน ไปๆ มาๆ ตาพ่อก็ดันไปฆ่าโสเภณีคนนั้นตาย Nejat เดินทางไปตุรกีเพื่อตามหาครอบครัวของโสเภณีคนนั้น โดยเฉพาะลูกสาว แต่ไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนัก Nejat จึงทำใบปลิวติดไปทั่วเมือง ฉากที่เครื่องบินกำลังลำเลียงโลงของโสเภณีคนนั้น กลับตุรกี น่าติดตรึงใจ **
ฉากต่อมา หนังเริ่มเรื่องที่ผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางจะเป็นพวกหัวรุนแรงต่อต้านรัฐบาล กำลังหลบหนีเข้าเยอรมันนี เพื่อตามหาแม่ ใช่แล้ว Ayten เธอเป็นลูกสาวของโสเภณีในฉากแรกนั่นเอง Ayten ไม่มีเงินมากนัก ไปเจอกับผู้หญิงเยอรมันผมทองคนหนึ่ง ซึ่งไปๆ มาๆ เกิดหลงรักกัน เป็น lesbian ซะงั้น ฉากเธอทั้ง 2 จูบกันหรือแบบว่ามีความสัมพันธ์กัน หยึยๆ พิลึก
สุดท้าย Ayten ถูกจับต้องถูกส่งกลับประเทศและติดคุกที่ตุรกี สาวผมทองตามไปช่วยสู้คดี เธอพบกับ Nejat ที่ตอนนี้เปิดร้านหนังสือภาษาเยอรมัน แต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอต้องถูกยิงตาย ฉากที่เครื่องบินกำลังลำเลียงโลงของสาวผมทองคคนนั้น กลับเยอรมัน ในมุมมองเดียวกับตอนต้นเรื่อง แต่ทิศทางตรงกันข้าม น่าติดตรึงใจอีกแล้ว **
หนังจบตรงที่แม่ของสาวผมทอง มาตุรกี เพื่อตามรอยลูกสาว จนได้ไปพบกับ Nejat อีกแล้ว ทั้งสองได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกัน ฉากที่แม่ของสาวผมทองร้องไห้ทุรนทุราย น่าเศร้ามากๆ ครับ
ใบปลิวที่ตามหาแม่ของ Ayten ปลิวหายไปแล้ว "โลกกลม" แต่ไม่มีใครรู้ คนหลายคนข้ามผ่านขอบแห่งสรวงสวรรค์ไปเรียบร้อย คงเหลือแต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ต้องดิ้นรนต่อไป 
หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของประเทศเยอรมัน เมื่อปี 2007 และได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เมื่อปี 2007 เช่นกัน
นักวิจารณ์กล่าวนี้ หนังเรื่องนี้มีลักษณะคล้ายกับหนังเรื่อง Babel แต่ทำได้ดีกว่า ซึ่งผมคงได้นำมาเล่าให้ฟังต่อไป 
------------------------------------------------------------------------------------------------------------

นิโคลัส โคเปอร์นิคัส : Nicolaus Copernicus
Nicolas Copernicus เป็นนักดาราศาสตร์ชาวโปล เกิดที่เมืองตุรัน ประเทศโปแลนด์ เมื่อ ค.ศ.1473 ตรงกับสมัยที่โคลัมบัสพบทวีปอเมริกาเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่วางรากฐาน วิชาดาราศาสคร์ยุคใหม่ เขาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นคัดค้านกับทฤษฎีของอริสโตเติล และปโตเลมี ที่ว่า"โลกแบน โลกอยู่กับที่โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลมีดวงดาวทุกดวงโคจรอยู่รอบๆ" ความเชื่อนี้เชื่อถือกันมานานนับพันๆปี โคเปอร์นิคัสกล่าวว่า "โลกกลม" โลกเป็นบริวารของดวงอาทิตย์และหมุนรอบตัวเอง" เขาเป็นผู้ตั้งทฤษฎีการโคจรของโลก และทฤษฎีที่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่เขาก็ไม่สามารถจะพิสูจน์และคำนวณให้เห็นได้จริง เพราะเขาศึกษาดาราศาสตร์ด้วยตาเปล่า แต่ในกาลต่อมาคำกล่าวของเขาก็กลายเป็นความจริง ผลงานของเขา เขาไม่กล้านำเผยแผ่ให้โลกทราบเพราะมันคัดค้านกับหลักทางศาสนา และจะเป็นผลร้ายแก่ตัวของเขาเอง แต่สหายของเขาชาวเยอรมัน คือ รีติคัสได้เร่งเร้าและเอาออกพิมพ์จนได้เมื่อเขากำลังเจ็บหนัก เขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ.1543 
