นกกระจาบ

จากบันทึกการเดินทางในครั้งก่อนเล่าถึงเพื่อนร่วมทาง   แต่ในการเดินทางครั้งนี้ นอกจากได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมทางแล้ว  สิ่งที่ได้พบในการเดินทางอีกเรื่องหนึ่งคือ  รังนกกระจาบ

          เหตุที่ไม่ได้ขับรถยนต์กลับบ้าน จึงทำให้ต้องใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะในการเดินทางในการไปหาแม่   เอาปัจจัยไปให้   ไปเยี่ยมเยียน พูดคุยกันประสาแม่ลูก  เนื่องจากบ้านแม่อยู่ชายทะเลที่ตำบลบางแก้ว   อำเภอบ้านแหลม   แต่บ้านตัวเองอยู่อำเภอเมือง  ระยะทางห่างจากกันประมาณ 12 กม.

         เมื่อขี่รถจักรยานยนต์วิ่งไปตามเส้นทางในชนบท สิ่งที่ได้พบ้เห็นตลอดระยะทาง ก็คือธรรมชาติของเมืองเพชร ที่เป็นท้องทุ่งนาเขียวขจี และมีต้นตาลขึ้นเป็นแนวตามคันนา นอกจากนั้น ก็มีต้นไม้พุ่มเล็กใหญ่ ขึ้นสลับกัน เป็นทุ่งนาที่สวยมากไม่คิดว่าจะเห็นสิ่งสวยงามเจริญตาแบบนี้  แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดตาและไม่เคยได้พบมานานก็คือ รังนกกระจาบ  ยิ่งสังเกตุก็ยิ่งพบมากขึ้นตามต้นไม้เล็ก ๆ ริมคันนาที่มีน้ำล้อมรอบ บางต้นมีมากเป็นสิบ ๆ รัง 

ก็ทำให้นึกถึงสมัยเด็ก ๆ พ่อจะเอารังนกกระจาบที่ร้างแล้ว มาแขวนให้ลูกดู และบอกว่านี่คือความพยายามของนกตัวเล็ก ๆ ที่สร้างรังได้ด้วยปากน้อย ๆ ของนก แต่ความเป็นเด็กก็ไม่ได้ใส่ใจสักเท่าไร นับว่านานมากทีเดียวที่ไม่ได้เห็นรังนกกระจาบแบบนี้  จึงกลับมาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับนกกระจาบและการทำรังของนกกระจาบ  และได้ข้อมูลอธิบายตัวเองว่าสาเหตุอะไรจึงทำให้ได้เห็นรังนกกระจาบ อีกครั้งหนึ่ง

ธรรมชาติของนกกระจาบ จะมีแหล่งอาศัยหากินพบได้ทั่วไป ตามท้องทุ่งนา พื้นที่เกษตรกรรม  มักอยู่เป็นฝูง อาหารคือ เมล็ดหญ้าและ เมล็ดธัญพืชทั่วไป รวมทั้งข้าว ที่เป็นอาหารหลักของคนด้วย   โดยลงกินเป็นฝูงในนาข้าว   ซึ่งสำหรับนกแล้วนาข้าวก็คือแหล่งเมล็ดธัญพืช  เหมือน ๆ ทุ่งหญ้าตามธรรมชาติ   หน้าที่ที่ธรรมชาติกำหนดให้มันทำ  คือ  ทำหน้าที่ควบคุมจำนวนเมล็ดหญ้าไม่ให้มีมากเกินไป   จนพืชชนิดอื่นๆขึ้นไม่ได้  แต่คนต่างหากที่ดัดแปลงโดยการปลูกพืชเป็นแปลงขนาดใหญ่  ดังนั้นจะไปโกรธนกก็เห็นจะไม่ถูกนัก 

อย่างไรก็ตาม    ความเสียหายจากการรบกวนของนกกระจาบก็ไม่มากมายจน ถึงกับจะต้องจ้องกำจัดมันให้หมดไปจากโลก   นอกจากเมล็ดธัญพืช   นกกระจาบยังกิน แมลง หนอน  ไข่ ตัวอ่อน ของแมลงต่างๆ  รวมทั้งแมลงที่เป็นศัตรูพืช ของชาวนาด้วย ซึ่งก็เป็นธรรมดาของวงจรชีวิตพืชและสัตว์นั่นเอง

โดยทั่วไป นกกระจาบจะทำรังเพื่อวางไข่  ในช่วงปลายฤดูร้อนจนถึงฤดูฝน   หรือระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงสิงหาคม   ทำรังรวมกันเป็นกลุ่ม ประมาณ 5 -10  รัง หรืออาจพบมากกว่า 30 รัง ในบริเวณเดียวกัน  ทำรังตามพื้นที่ชุ่มน้ำ  ตามกอกก  กอหญ้าต้นยาว 

           การทำรังจะเริ่มจาก เมื่อนกตัวผู้จะจับคู่ ก็จะเริ่มหาทำเลสร้างรัง  ซึ่งจะเป็นกอกก หรือ กอต้นธูปฤาษี  แต่ถ้าหากอพืชชนิดดังกล่าวไม่ได้  ก็จะจับจองที่สร้างรังตามพุ่มไม้เตี้ยๆ   แต่ที่สำคัญ   แหล่งสร้างรัง จะต้องมีน้ำล้อมรอบ  หรือน้ำท่วมถึง หรือเป็นที่ชื้นแฉะ  หรือมีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ๆ เป็นสำคัญ   

เมื่อจับจองสถานที่สร้างรังได้แล้ว  นกกระจาบตัวผู้ จะใช้ใบต้นกก ที่ใช้ปากฉีกไว้เป็นเส้นเล็กๆ  มาพันใบหรือกิ่งก้านของต้นกก หรือต้นธูปฤาษี  หลายๆต้นมามัดไว้รวมกันเป็นขั้วรัง  และต้องแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักของรังที่สร้างเสร็จแล้วได้     

นกตัวผู้ที่เลือกทำเลสร้างรังเหมาะสม   ป้องกันศัตรูที่จะมาทางพื้นดินได้  และสร้างขั้วรังที่แข็งแรงรับน้ำหนักของรัง และป้องกันลมพายุ ตลอดจนน้ำฝนได้ดี  จะประสบความ สำเร็จ   สามารถหานกตัวเมียมาเป็นคู่ได้ดีกว่า  นกตัวผู้อื่น ๆ  หรือนกตัวผู้ที่เพิ่งเริ่มเป็นหนุ่ม   ซึ่งยังไม่มีประสบการณ์ในการเลือกทำเล และ การถักสานวัสดุทำรัง ยังไม่ประณีต  และแข็งแรงพอ

สำหรับประเทศไทย  พบมากทางภาคกลาง ในบริเวณที่เป็นทุ่งนา นาข้าว   บางแห่งทางภาคเหนือตอนบนสุด  และ ภาคตะวันออก  และ ชายฝั่งทะเลทางตะวันตก  ในอดีตพบมากในที่ลุ่มภาคกลาง แต่ทุกแห่งพบในปริมาณไม่มากนัก 

นกกระจาบเคยเป็นนกที่มักถูกจับมาขายเป็นนกปล่อย   ซึ่งปัจจุบันได้เสื่อมความนิยมลงบ้าง   เพราะมีการรณณรงค์   ประชาสัมพันธ์ ให้ยุติการปล่อยนก และ สัตว์ชนิดต่าง     ในช่วงการทำบุญ   โดยการให้สาธารณชนได้ทราบข้อเท็จจริงว่า   นกที่ถูกจับมาเพื่อรอการปล่อย  จำนวนที่ตายไปทั้งก่อนและ หลังการปล่อย  มีมากกว่าที่รอดชีวิตไปหลายเท่า   การซื้อสัตว์มาปล่อย  เป็นการทำบาป  มิใช่เป็นการทำบุญ  อย่างที่เคยเข้าใจ กันมาแต่เดิม   

จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของนกธรรมดา ๆ  ที่เคยมี อย่างดาษดื่นตามพื้นที่ราบลุ่ม  ที่เป็นแหล่งเกษตรกรรม และเคยพบเห็นได้ง่าย  จนเป็นนกอยู่คู่มากับชีวิตประจำวันของคนไทยในที่ลุ่มภาคกลางมาช้านาน   แต่ปัจจุบัน เราได้ทำลายนกประเภทนี้โดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นนกที่หายาก พบในบางพื้นที่ในปริมาณน้อยมาก   และมีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย  อีกชนิดหนึ่ง 

เมื่อวิเคราะห์โดยรวมแล้วจึงคิดได้ว่า  สาเหตุที่ไม่เห็นรังนกกระจาบมานานแล้ว ก็เพราะว่า หลายปีที่ผ่านมาชาวนาไม่ทำนากันมากนัก  ปล่อยให้ที่นาว่างปล่าว หรือไม่ ก็เปลี่ยนไปทำนาหญ้าเพื่อเลี้ยงโค หรือปลูกผักชนิดอื่น  แต่ในปัจจุบันเมื่อข้าวราคาดีขึ้น ก็ทำให้คนหันกลับมาทำนา  และเริ่มจะใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี เนื่องจากมีราคาสูง  การเกษตรแบบชาวนาเดิม ๆ จึงทำให้ธรรมชาติกลับคืนมา  เจ้านกกระจาบจึงมีโอกาสสร้างรังตามวิถีชีวิตของนกได้เหมือนเดิม 

สรุปแล้วมนุษย์นี่แหละที่เป็นผู้ทำลายธรรมชาติ รวมทั้งวงจรชีวิตพืชและสัตว์ โดยไม่รู้ตัว  แต่ก็ยังดีที่โลกเริ่มหมุนกลับ ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจกับวิถีชีวิตแบบเดิมของตนเอง  หากหลาย ๆ คนตระหนักและใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้  โลกก็จะสดใสและน่าอยู่เหมือนเดิม