คอมพิวเตอร์สอนซ่อมเสริม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหลุมข้าว
ในปัจจุบัน ครูผู้สอนส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีการสอนแบบเดียวกัน คือ การสอนด้วยการบรรยาย ผลที่เกิดขึ้น คือ ผู้เรียนถูกวางเงื่อนไขให้เป็นผู้ฟัง และขาดโอกาสฝึกฝนลักษณะที่พึงประสงค์สำหรับการดำรงตนในสังคมข่าวสาร ได้แก่ การแสดงความคิดเห็น การตัดสินใจ การทำงานเป็นทีม และความชื่นชมในสภาวะแวดล้อมรอบตน การสอนแบบบรรยายเป็นการสอนที่ไม่สามารถถ่ายทอดเนื้อหาสาระได้ทุกเรื่อง เพราะมีเนื้อหาบางส่วนที่ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้จริงก็ต่อเมื่อได้ลงมือปฏิบัติและเผชิญประสบการณ์ด้วยตนเองเท่านั้น การบังคับให้ผู้เรียนเข้ามานั่งฟังผู้สอนในห้องเรียน จึงเป็นการตัดโอกาสพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ เสียเวลา แรงกาย แรงใจ ทั้งในส่วนของผู้สอนและผู้เรียน
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ มีเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นนามธรรม การเรียนรู้ต้องใช้ทักษะการคิดคำนวณ ดังนั้น การจัดการเรียนรู้จึงต้องใช้กระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คือ เรียนรู้จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม และเรียนรู้จากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยากตามดำดับ ผู้สอนได้ทำการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปัญหาที่พบในการจัดการเรียนการสอนมีนาม เช่น ผู้เรียนคิดคำนวณไม่คล่อง แก้ปัญหาโจทย์ไม่ได้ ไม่พยายามจะคิด มีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ และครูสอนคณิตศาสตร์
ผู้สอนได้พยายามแก้ปัญหาผู้เรียนคิดคำนวณไม่คล่องก่อน โดยใช้การฝึกคิดคณิตคิดเร็วก่อนเรียนคณิตศาสตร์ทุกชั่วโมง ใช้เวลา 5 นาที โจทย์จำนวน 5 ข้อ ประกอบด้วย การบวก การลบ และการคูณ วิธีการสอน คือ
1. ครูผู้สอนบอกโจทย์ครั้งละ 1 ข้อ ให้ผู้เรียนเขียนลงในแบบบันทึกกิจกรรมคณิตคิดเร็ว
2. ใช้เวลาคิดและเขียนคำตอบข้อละ 1 นาที
3. เมื่อครบ 5 ข้อ ให้ผู้เรียนเปลี่ยนกันตรวจคำตอบจากการเฉลยของครูผู้สอน
4. บันทึกคะแนนเพื่อให้ผู้เรียนรับทราบและนำผลไปปรับปรุงในครั้งต่อไป
ผู้สอนได้จัดกิจกรรมฝึกคิดคณิตคิดเร็ว 2 – 3 ปี เห็นว่าได้ผลค่อนข้างดี ผู้เรียนที่เรียนเก่งมีทักษะการคิดคำนวณคล่องขึ้น ผู้เรียนที่เรียนอ่อนและปานกลางสามารถพัฒนาทักษะการคิดคำนวณได้ค่อนข้างดี แต่ในภาคเรียนที่ 2 ผู้เรียนเริ่มเบื่อการใช้กิจกรรมคณิตคิดเร็ว เนื่องจากโจทย์ที่ครูใช้เริ่มที่จะซ้ำกับโจทย์เก่า ที่ผู้เรียนได้ทำไปแล้ว ต่อมาโรงเรียนเริ่มมีเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้จำนวนหนึ่ง ผู้สอนเห็นว่าน่าจะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน เพราะผู้เรียนสนใจการเรียนคอมพิวเตอร์มาก ประกอบกับผู้สอนได้ศึกษาโปรแกรมการสร้างสื่อการเรียนการสอนจากคอมพิวเตอร์ คือ โปรกรม Macromedia Authorware จึงได้เริ่มพัฒนากิจกรรมคิดคิดเร็วจากการทำในกระดาษที่ผู้เรียนเริ่มเบื่อไปเป็น “ คอมพิวเตอร์คณิตคิดเร็ว ”
2
คอมพิวเตอร์คณิตคิดเร็ว กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2 สร้างขึ้นด้วยโปรแกรม Macromedia Authorware เนื้อหาที่ใช้ฝึกทักษะคณิตคิดเร็วประกอบเนื้อหาพื้นฐานเกี่ยวกับการบวก การลบ และการคูณ 4 เรื่อง ได้แก่
2
1. การบวกจำนวนนับ 2 หลัก
2. การบวกจำนวนนับ 3 หลัก
3. การลบ 3 หลัก กับ 2 หลัก
4. การคูณ 2 หลัก กับ 1 หลัก
คอมพิวเตอร์คณิตคิดเร็วแต่ละเรื่องมี 10 ข้อ คะแนน 10 คะแนน ใช้เวลาทำ 10 นาที โจทย์แต่ละข้อเกิดจากโปรแกรมสุ่มจำนวนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การฝึกทำคอมพิวเตอร์คณิตคิดเร็วแต่ละครั้ง โจทย์จึงเปลี่ยนไปตามที่โปรแกรมสุ่มจำนวนขึ้นมา
ผลการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครั้งแรก จำนวน 10 คน คะแนน 40 คะแนน ใช้เวลาทำ 10 นาที พบว่า
กลุ่มผู้เรียนที่เรียนเก่ง ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 28 คะแนน
กลุ่มผู้เรียนที่เรียนปานกลาง ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 16 คะแนน
กลุ่มผู้เรียนที่เรียนอ่อน ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 6 คะแนน
ประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ต่อมา พบว่า
กลุ่มผู้เรียนที่เรียนเก่ง ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 40 คะแนน
กลุ่มผู้เรียนที่เรียนปานกลาง ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 36 คะแนน
กลุ่มผู้เรียนที่เรียนอ่อน ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 12 คะแนน
ผู้สอนได้ใช้คอมพิวเตอร์คณิตคิดเร็วในช่วงเวลาที่เรียนคอมพิวเตอร์หรือเวลาพักกลางวัน และได้ใช้สอนซ่อมเสริมผู้เรียนที่มีทักษะการคิดคำนวณช้า ต่อมาเห็นว่า ผู้เรียนสนใจและชอบเรียนจากคอมพิวเตอร์มาก จึงได้พัฒนาสื่อการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในรูปของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนและฝึกให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ผู้สอนได้พยายามพัฒนาและออกแบบบทเรียนให้สอดคล้องกับธรรมชาติวิชา และประยุกต์แนวการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนไปสู่บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้มากที่สุด คือ เรียนรู้กับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแล้วคล้ายๆ ได้เรียนรู้กับครูผู้สอน เช่น มีการทดสอบก่อนเรียน กิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน นำเสนอตัวอย่างเนื้อหาใหม่ กิจกรรมถามตอบจากเนื้อหาใหม่ กิจกรรมเสริม แบบฝึกหัด และทดสอบหลังเรียน
3
เริ่มแรกได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง สมการ เรื่องต่อมา ได้แก่ เศษส่วน และทศนิยม ปัญหาที่พบในการเรียนกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและในชั้นเรียน คือ ผู้เรียนคิดคำนวณเกี่ยวกับการบวก ลบ คูณ และหารจำนวนนับหลายจำนวนไม่คล่อง จึงต้องทำการสอนซ่อมเสริมช่วงพักกลางวัน โดยสอนเป็นรายบุคคลวันละ 3 -4 คน ผู้สอนจึงคิดว่าน่าจะพัฒนาคอมพิวเตอร์มาใช้กับการสอนซ่อมเสริม ซึ่งจะสามารถสอนได้ครั้งละหลายๆ คน และสามารถใช้สอนแทนครูเวลาไม่อยู่ได้ จึงได้พัฒนาเป็นคอมพิวเตอร์สอนซ่อมเสริม ใช้เนื้อหาการบวก ลบ คูณ และหารจำนวนนับหลายจำนวน โดยแบ่งการสอนออกเป็นระดับต่างๆ ตามความสามารถของผู้เรียนและให้ผู้เรียนได้มีการพัฒนาระดับทักษะการคิดคำนวณ ดังนี้
ระดับดาว ประกอบด้วย
ดาว 1 ดวง คือ สามารถเรียนผ่านการบวกและการลบจำนวนนับไม่เกิน 4 หลัก จำนวน 10 ข้อ
ดาว 2 ดวง คือ สามารถเรียนผ่านการบวกจำนวนนับไม่เกิน 6 หลัก จำนวน 10 ข้อ
ดาว 3 ดวง คือ สามารถเรียนผ่านการลบจำนวนนับไม่เกิน 6 หลัก จำนวน 10 ข้อ
ระดับดาวเงิน ประกอบด้วยการคูณที่มีตัวตั้งไม่เกิน 3 หลัก ตัวคูณ 1 หลัก และการหารที่มีตัวตั้งไม่เกิน 3 หลัก ตัวหาร 1 หลัก จำนวน 10 ข้อ
ระดับดาวทอง ประกอบด้วยการคูณที่มีตัวตั้งไม่เกิน 4 หลัก ตัวคูณ 2 - 3 หลัก และการหารที่มีตัวตั้งไม่เกิน 5 หลัก ตัวหาร 2 หลัก จำนวน 10 ข้อ
การออกแบบคอมพิวเตอร์สอนซ่อมเสริมใช้หลักการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง โดยกำหนดโจทย์การบวก ลบ คูณ และหารจำนวนนับหลายจำนวน ให้ผู้เรียนพิมพ์คำตอบ เหมือนกับผู้เรียนได้แสดงวิธีทำลงในสมุด ผู้เรียนจะได้ประสบการณ์การคิดคำนวณจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่างออกไปจากการสอนซ่อมเสริม กับครู ทำให้ผู้เรียนสนใจในการเรียนมากขึ้น มีการพัฒนาทักษะการคิด และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เช่น
+
3 7 1 5
2 9 0 8
6 6 2 3 พิมพ์คำตอบทีละจำนวน
4
วิธีใช้โปรแกรม
1. พิมพ์จำนวนที่เป็นคำตอบทีละจำนวน
2. พิมพ์จำนวนคำตอบที่ถูกต้องจึงจะสามารถพิมพ์คำตอบต่อไป
3. เมื่อพิมพ์คำตอบถูกต้องจนครบแล้ว โปรแกรมจำเปลี่ยนโจทย์ให้จนครบ 10 ข้อ
4. เมื่อทำดาว 1 ดวง เสร็จจึงจะไปเรียนดาว 2 ดวง และดาว 3 ดวง ตามลำดับ จึงจะผ่านระดับดาว
5. เมื่อผ่านระดับดาว จึงไปทำระดับดาวเงิน และดาวทอง ตามลำดับ
ขอบคุณสำหรับเทคนิคดี ๆ ค่ะ มีเทคนิคใหม่ ๆ ส่งมาอีกนะคะ
ขอบคุณครับ คุณแหม่ม มีเทคนิคการตรวจงานให้มีหลักฐานโดยไม่เก็บหลักฐาน คอยติดตามนะครับ