ประทานโทษเถิดพ่อแม่พี่น้อง...หนอนหนังสือ ชุมชน KM และคอการเมืองทุกท่าน
จะเป็นเพราะจิตกระเหี้ยนกระหือรือหรืออากัปกริยาหิวกระหายข่าวแบบเกาะติดขอบเวทีจนเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ จึงทำให้ผมมีโอกาสเข้าไปร่วมสังเกตสังกาความเคลื่อนไหวทั้งของพันธมิตร ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ กทม.และเวทีต่อต้านพันธมิตรในหลายๆจุด ต่างกรรมต่างวาระ...
สิ่งหนึ่งที่ผมคิดถึงก็คือ ปัจจุบันนี้มีสื่อทางเลือกให้เด็กได้เลือกเสพแบบไม่ต้องคลุมถุงชน แมสเสจมือถือ ข่าวสั้นวิทยุ hotlineคั่นรายการทีวี หนังสือ เว็บไซต์ ฯลฯ ในขณะที่นายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมควบคุมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขก็ให้สัมภาษณ์วอนประชาชนที่เบื่อการเมืองให้หยุดอ่านหนังสือพิมพ์ หยุดดูทีวี ในขณะที่ผลโพลส่วนใหญ่ก็บอกคนไทยเบื่อข่าวการเมืองมากกว่า 60%
ฉะนี้...แล้วจะให้เด็กๆปิดทีวี ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ...ไปด้วยหรือ ?
1. ให้เด็กๆเขาเสพข่าวสารการเมืองไทยไปแบบสุดๆเลย ไม่ต้องชี้แนะ ASTV หรือ NBT ใครจะดีกว่าใคร ? ไม่ต้องสกัดกั้น เพราะบางเรื่องด็กๆเขาเสพ เขาเห็น เขารู้และเข้าใจอะไรต่อมิอะไรแบบผิดๆเองก็ตั้งเย๊อะตั้งแย๊ะ
2. จัดนิทรรศการอธิบาย "ภาษาการเมือง" ที่เด็กๆควรรู้เนื่องจากปัจจุบันมันทำท่าจะเกลื่อนตลาดสื่อสาธารณะเข้าไปทุกวัน อันไหนพึงนำไปใช้ อันไหนไม่ควรพึงนำไปใช้ เช่น บ้า หอกหัก หมูหมา ทุเรศ นรก ติดคุก ลาออก ฯลฯ ครูต้องบอกความหมายครับ เอาแต่ปิดทีวี หาน้ำยาลิควิดลบคำในน.ส.พ. จุ๊ปากห้ามฟังห้ามอ่าน ห้ามดู ห้ามถามไถ่ ผมว่ามันน่าจะสกัดกั้นภูมิปัญญาและภูมิคุ้มกันเด็กๆแบบประมาณว่า คนเป็นผู้ใหญ่หวาดระแวงจนเกินเหตุไปนาครับ
3. ครู-เด็กช่วยกันจัดหาต้นฉบับภาพข่าวทำกฤตภาคข่าวหนังสือพิมพ์รายวัน จัดบอร์ดให้ชุมชน KM รุ่นเยาว์ได้ดูชมแบบกว้างๆ ไม่ตีกรอบการปฏิบัติ โดยให้เด็กหาเอง คิดเอง ประมวลผลเอง วิเคราะห์เอง สรุปเอง ติดกาว ออกแบบ ทาสีเอง จัดมุมประดิดประดอยเอง
4. เปิดเวทีให้เด็กๆได้อรรถาธิบายและวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่เข้าใครออกใคร โดยมีคุณครูคอยควบคุมหรืออาจจะตั้งธงวางความรู้นำทางก็ได้ เช่น การรวมกลุ่มทางการเมือง ม็อบ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ สนธิสัญญา การแต่งตั้งรัฐมนตรี ฯลฯ โดยนำสถานการณ์วิฤตการเมืองไปเป็นโอกาสสร้างองค์ความรู้ตามสิทธิพึงมีพึงเป็นของเยาวชนไทย ทุกวัย ทุกช่วงชั้น โดยนำหลักสูตรเป็นธงนำทางก็ได้
5. เชิญบุคลากรภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชุมชนที่มีภูมิความรู้และเป็นครูสอนเด็กๆได้นอกเหนือจากครู ผอ.โรงเรียน มาให้ความรู้เป็นองค์ปาฐก วิทยากรแบบเป็นกลาง ไม่ชี้ชัดตัวละครในสารบบการเมืองไทยฝ่ายใดผิด-ถูก เพื่อมิให้เด็กๆเกิดความรู้สึกเบื่อและซ้ำซากจำเจกับความคิด คำพูดคำจาของครูประจำชั้น หรือผู้บริหารแบบเดิมๆ
ผมคิดอย่างนี้จริงๆ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองไทยเราไปไกลเกินกว่าจะกู่กลับคืนคงสภาพเดิมไนเร็ววัน และเด็กในวันนี้ก็คืออนาคตของชาติในวันหน้า ผู้ใหญ่ในวันนี้ก็คือผีในวันหน้า....
ไม่ต้องกลัวเด็กๆเขาจะแบ่งฝักแบ่งฝ่ายยกพวกชูธงชาติไล่ตีกันเหมือนผู้ใหญ่หรอกครับ...เพราะนั่นก็คือไฟล์ภาพตำหรับตำราชิ้นใหญ่ของการอธิบายคำว่า "สามัคคี".....
ในวิกฤติแต่ละครั้งมักมีโอกาส บทเรียนสำหรับประชาธิปไตยแบบไทย ๆที่มีความเป็นมา จากพื้นฐานของประเทศไทย เห็นด้วยในการให้ประชาชนทุกคนรวมไปถึงอนาคตของชาติคือเด็ก ให้ได้รับรู้ในเรื่องการเมืองทุกเรื่อง ให้เขาเหล่านั้นมีโอกาศเลือกและคิดเอง
การเมืองประเทศไทยใครทำดี ก็ได้เห็น ใครทำไม่ดีก็ได้เห็น เพราะเราหนี้ความจริงไม่ได้ เราโชคดีที่ได้เห็นตัวอย่างนักการเมืองที่ไม่ดี วันหนึ่งถ้าเราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เท่า ๆ กับนักการเมือง เราจะไม่โดนนักการเมืองที่เป็นนักกินเมืองหลอก
สาธุ