แต่ผมคิดว่าน่าเสียดาย ที่ระบบการศึกษาอันหนึ่งซึ่งยังไม่ถูก "ไถ่ถอนศาสนา" และมีพลังอย่างเข้มแข็งในสังคมมุสลิมไทย จะถูกกลืนหายไปกับระบบการศึกษาซึ่งแยกศาสนธรรมออกจากวิชาความรู้ อันเป็นระบบการศึกษาที่รัฐสนับสนุนอยู่เวลานี้ ไม่ใช่น่าเสียดายแก่ชาวมุสลิมเท่านั้น แต่น่าเสียดายแก่คนไทยทั่วไปทั้งหมดด้วย เพราะโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้และปรับใช้ระบบการศึกษา ซึ่งเชื่อมโยงกับศาสนธรรมก็สูญหายไปแก่สังคมไทยโดยรวมด้วยเหมือนกัน..

ในโอกาสที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาจะจัดโครงการสัปดาห์วิชาการ ในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23-30 กรกฎาคม 2551 ที่จะถึงนี้ และหนึ่งในกิจกรรมในช่วงเวลาดั่งกล่าวคือการจัดสัมมนา การศึกษาอิสลาม หัวข้อ "Kesinambungan Pendidikan Islam di Fatani dari pondak ke Universiti" หรือ "สัมมนาพัฒนาการศึกษาจากปอเนาะสู่มหาวิทยาลัยอิสลาม" ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2551

โดยบังเอิญผมไปพบบทความของ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเผยแพร่ในเว็บ เสขียธรรม ศาสนธรรมกับชีวิตและสังคม ชื่อบทความคือ "จากปอเนาะถึงมหาวิทยาลัยอิสลาม" โดยบทความดังกล่าวเขียนไว้นานแล้วและเคยลงพิมพ์ใน คอลัมน์ กระแสทรรศน์ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๙๒๙๒ หน้า ๖  อ่านเนื้อหาบทความดูแล้วเห็นว่ามีเนื้อหาที่น่าสนใจจึงขอคัดลอกมาเผยแพร่ต่อในบล็อกนี้ครับ ซึ่งบทความนี้อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการสัมมนาดังได้กล่าวมาแล้ว อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนไว้ดังนี้ครับ

..................................................................................................................................

กระบวนการ "ไถ่ถอนศาสนา" ออกจากสังคมหรือที่เรียกในภาษาฝรั่งว่า secularization เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนสู่ความทันสมัยที่เกิดขึ้นในทุกสังคมทั่วโลก แต่สังคมที่รอดพ้นจากความรุนแรงของกระบวนการ "ไถ่ถอนศาสนา" ที่สุดคือสังคมมุสลิม (ยกเว้นในสังคมของไม่กี่ประเทศ เช่นตุรกี หรืออิหร่านในสมัยชาห์)

          การที่สังคมมุสลิมผ่านกระบวนการ "ไถ่ถอนศาสนา" ออกจากสังคมน้อย เป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของสังคมมุสลิมในโลกปัจจุบัน ทั้งนี้แล้วแต่ใครจะมอง และมองจากแง่ไหน

          แต่ผมมองเห็นจุดแข็งของเขา และคิดว่าจุดแข็งบางอย่างให้บทเรียนที่มีคุณค่าแก่คนที่อยู่นอกประชาคมอิสลามด้วย โดยเฉพาะถ้าเราไม่ยึดมั่นแต่ว่า แบบอย่างของเราเท่านั้นที่ดีที่สุด

          โดยเหตุบางประการในประวัติศาสตร์ไทย ทำให้ระบบการศึกษาของประชาคมมุสลิมในภาคใต้ ไม่ตกอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐไทยสมัยใหม่อย่างรัดกุมเท่ากับระบบการศึกษาของคนไทยทั่วไป ระบบการศึกษาที่เป็นอิสระมากกว่านี้ถูกรัฐไทยระแวงสงสัยตลอดมา มีความพยายามที่รัฐจะเข้าไปกำกับควบคุมอยู่เสมอ โดยอาศัยการให้รางวัลควบคู่กันไปกับการลงโทษ

          แต่ระบบการศึกษาดังกล่าวมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับประชาคมมุสลิมทั่วโลก ไม่ได้มีเส้นทางเดี่ยวภายใต้การสนับสนุนหรือห้ามปรามของรัฐเท่านั้น เช่นเพราะได้เรียนภาษาอาหรับ, มลายู, และอังกฤษ ทำให้ผู้ที่จบโรงเรียนปอเนาะมีโอกาสชิงทุนไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศมุสลิมอื่นๆ ฉะนั้นแม้ไม่มีมหาวิทยาลัยอิสลาม (มหาวิทยาลัยที่จัดการศึกษาตามอุดมการณ์อิสลาม) ในเมืองไทย เส้นทางการศึกษาของศิษย์เก่าปอเนาะก็ไม่ได้ติดตันอยู่เพียงแค่จบมัธยม

          หรือเงินทุนอุดหนุนโรงเรียนปอเนาะ ส่วนหนึ่งก็ได้จากซากัต (Zakat หรือส่วนแบ่งสังคมสงเคราะห์ที่มุสลิมผู้มีทรัพย์พึงจ่ายเพื่อช่วยเหลือสังคม) ของประเทศมุสลิมอื่นๆ

          และด้วยเหตุดังนั้น แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษา เช่น ยกฐานะศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนของจังหวัดปัตตานี, ยะลา, สตูล และนราธิวาสขึ้นเป็นวิทยาลัยชุมชนก็ตาม การจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่นราธิวาส, ยะลา และสตูล ก็คงเป็นนโยบายที่จะสร้างเครือข่ายการศึกษาของมุสลิมให้เต็มระบบภายใต้การกำกับควบคุมของรัฐไทย โดยทำให้การศึกษาระดับหลังมัธยมเข้าสู่ระบบของรัฐเต็มรูปแบบ

          สอดคล้องกับความเห็นของรัฐมนตรีกลาโหมที่เคยให้สัมภาษณ์ว่า การศึกษาของมุสลิมในภาคใต้ควรนำไปสู่วิชาชีพชั้นสูง เช่นวิศวกรรมศาสตร์, แพทยศาสตร์, หรือศาสตร์อื่นๆ ในโลกสมัยใหม่ซึ่งมีตำแหน่งงานรองรับในตลาด หรือเพิ่มความสามารถในการอาชีพ

          อย่างไรก็ตาม ควรกล่าวด้วยว่า ในความเป็นจริงนั้น มุสลิมที่เดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอิสลามในต่างประเทศ ก็ได้เรียนวิชาชีพชั้นสูงเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ก็มีปัญหาบางประการที่ทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพในเมืองไทยได้ เช่นจบแพทย์จากประเทศเหล่านั้นแล้วไม่ได้รับใบประกอบโรคศิลปะในเมืองไทย เป็นต้น

          สิ่งที่น่าสังเกตในนโยบายของกระทรวงศึกษาฯที่จะตั้งสถาบันอุดมศึกษาขึ้นมาต่อยอดก็ตาม หรือในคำสัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีกลาโหมก็ตาม ล้วนมาจากความคิดถึงระบบการศึกษาซึ่งถูก "ไถ่ถอนศาสนา" ออกไปแล้ว นั่นก็คือวิชาความรู้สำหรับประกอบอาชีพ หรือวิชาความรู้นั้นไม่ได้มีฐานจากความเชื่อในศาสนา สองสิ่งนี้แยกออกจากกันได้ เพราะไม่เกี่ยวโยงกันแต่อย่างใด

          จึงไม่แปลกอะไรที่ข้อเสนอการตั้งมหาวิทยาลัยหลายต่อหลายแห่งในภาคใต้ตอนล่างนั้น ไม่มีความคิดถึงการตั้งมหาวิทยาลัยอิสลามเลย ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนแต่ศาสนาอิสลาม หากเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนวิชาการชั้นสูงเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป เพียงแต่วิชาความรู้ที่สอนนั้นต้องมีฐานเชื่อมโยงอยู่กับศาสนธรรมของอิสลาม ซึ่งผมจะกล่าวถึงข้างหน้า

          อันที่จริงมหาวิทยาลัยที่มีอยู่มากมายในเมืองไทยนั้น ก็หาได้เสนอวิชาความรู้ให้เชื่อมโยงกับศาสนธรรมของพุทธไม่ จึงเป็นธรรมดาที่ผู้บริหารการศึกษาย่อมคิดไปไม่ถึงว่าควรมีมหาวิทยาลัยอิสลามเกิดขึ้น

          จุดยืนของมุสลิมที่มีต่อการศึกษาและการแสวงหาความรู้นั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และเป็นเหตุส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เขานิยมส่งลูกหลานไปเรียนปอเนาะ จนถึงเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศมุสลิม

          ในฐานะคนนอกศาสนาอิสลาม ผมคงอธิบายเรื่องนี้ละเอียดไม่ได้ จะพูดถึงเฉพาะเป้าหมายของการศึกษา เท่าที่ได้อ่านพบจากงานของนักปราชญ์ในศาสนาอิสลามได้เขียนไว้เท่านั้น

          ก่อนอื่นควรเข้าใจด้วยว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญแก่การศึกษาและการแสวงหาความรู้อย่างยิ่ง ถือกันตามคำสอนว่าการศึกษาหาความรู้เป็นสิ่งที่มุสลิมควรทำตราบจนสิ้นลมหายใจ

          แต่ความรู้ไม่ได้มีคุณค่าในตัวเอง การมีความรู้มากเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ในสายตาของอิสลาม แต่ความรู้นั้นต้องเพิ่มสมรรถนะในการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า มูฮัมหมัด อิคบัล (นักปราชญ์และกวีปากีสถาน) อธิบายว่า ความรู้หรือ ilm ในภาษาอาหรับ คือความรู้ที่มีฐานอยู่บนประสาทสัมผัส ความรู้ชนิดนี้ให้อำนาจทางกายภาพ ฉะนั้นความรู้หรืออำนาจทางกายภาพนี้จึงต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ din หรือศาสนาอิสลาม ถ้าความรู้หรืออำนาจไม่อยู่ภายใต้การกำกับของ din ก็ย่อมเป็นสิ่งชั่วร้าย

          ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ต้องทำให้ความรู้เป็นอิสลาม (Islamize knowledge) ถ้าความรู้อยู่ภายใต้กำกับของ din ความรู้ก็จะเป็นพรอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

          ในทางปฏิบัติ รับใช้พระผู้เป็นเจ้าหมายถึงการมีศีลธรรม, มีความยุติธรรม และมีความกรุณา นักปราชญ์บางท่านอธิบายว่าคุณลักษณะสามประการนี้ สรุปรวมก็คือการมีความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลกับคนอื่น นับตั้งแต่ญาติพี่น้องไปจนถึงสังคมโดยรวมนั่นเอง

          การศึกษาของอิสลามจึงไม่ใช่การฝึกวิชาชีพเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการฝึกวิชาชีพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตนเองในการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า หรือรับผิดชอบต่อสังคมได้มากขึ้น

          หนึ่งในลักษณะเด่นของระบบการศึกษาอิสลามก็คือ ควรแสวงหาความรู้และเผยแพร่ความรู้แก่คนอื่นไม่ใช่เพื่อได้รับเงินตอบแทน แต่เพื่อประโยชน์ของสังคม และเพื่อความพอพระทัยของพระผู้เป็นเจ้า (Afzalur Rahman, Islam : Ideology and the Way of Life)

          ผมเชื่อว่า แม้มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่จะเปิดขึ้นในภาคใต้ตอนล่าง ไม่มีอุดมการณ์อิสลามกำกับ ก็คงจะมีนักศึกษามุสลิมเข้าเรียนอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะหากสร้างเงื่อนไขการรับสมัครและสอบแข่งขัน ให้เอื้อต่อการศึกษาที่ชาวมุสลิมได้รับมาจากโรงเรียนปอเนาะ

          ฉะนั้น ประเด็นจึงไม่ใช่ว่านโยบายของกระทรวงศึกษาจะล้มเหลว ไม่อาจเชื่อมโยงระบบการศึกษาของมุสลิมให้เข้ากับระบบการศึกษาของประเทศได้

          แต่ผมคิดว่าน่าเสียดาย ที่ระบบการศึกษาอันหนึ่งซึ่งยังไม่ถูก "ไถ่ถอนศาสนา" และมีพลังอย่างเข้มแข็งในสังคมมุสลิมไทย จะถูกกลืนหายไปกับระบบการศึกษาซึ่งแยกศาสนธรรมออกจากวิชาความรู้ อันเป็นระบบการศึกษาที่รัฐสนับสนุนอยู่เวลานี้ ไม่ใช่น่าเสียดายแก่ชาวมุสลิมเท่านั้น แต่น่าเสียดายแก่คนไทยทั่วไปทั้งหมดด้วย

          เพราะโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้และปรับใช้ระบบการศึกษา ซึ่งเชื่อมโยงกับศาสนธรรมก็สูญหายไปแก่สังคมไทยโดยรวมด้วยเหมือนกัน..

................................................................................................................................

คัดลอกจาก  http://www.skyd.org/html/life-social/islamU.html