ชีวิตของการเป็นครูหรือคำที่สังคมเรียกหรู ๆ ว่าเป็นอาจารย์นั้น “การวิจัย” ถือว่าเป็นสิ่งสำคัยยิ่งกว่าสิ่งใด...

การวิจัยนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตครูที่สังคมสมมติเรียกบุคลากรที่ทำหน้าที่ผู้สอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเรื่องลงมา และใช้คำที่เลิศหรูสำหรับคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของคนที่สมมติตนว่ากำลังเรียนในระดับอุดมศึกษา รวมทั้งบัณฑิตศึกษาว่า “อาจารย์”

การวิจัยนั้นถือว่าเป็นการต่อยอดความรู้จากการที่คน ๆ หนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็นคนที่ “เรียนเก่ง”
เรียนเก่งนั้นสมมติได้จากใบปริญญาที่ได้รับตั้งแต่ระดับ ตรี โท เอก
เรียนเก่งนั้นสมมติได้อีกจากผลคะแนนเฉลี่ยสะสมที่ใคร ๆ นั้นหลงเพ้อชมว่าฉันนั้นเก่งเกินใคร

คนเรียนเก่งนั้นแน่นอน เขาย่อมจะมีทฤษฎีอยู่เต็มตัว มีหนังสืออยู่รอบตัว การวิจัยนี้เองจะช่วยต่อยอดความรู้ให้ควบคู่การปฏิบัติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏ “สถาบันอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาท้องถิ่น” หากมีการวิจัยนำหน้าการสอนด้วยแล้วจะทำให้เกิด “พลัง” ในการถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นให้กับนักศึกษา

การวิจัยสำหรับอาจารย์นั้น ควรจะต้องเป็นสิ่งที่เดินนำหน้าการสอนอยู่ก้าวหนึ่ง ต้องวิจัยแล้ว วิจัยอีก ค้นหาความรู้ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก แล้วจึงนำความจากการวิจัยที่ได้ผลซ้ำบ้าง ไม่ซ้ำบ้าง มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนบ้าง สิ่งเหล่านั้นเป็นความรู้ที่มีพลังในการถ่ายทอด

การบิดวนหมุนเปลี่ยนจนเป็นเกลียว จะช่วยให้ความรู้นั้น “แน่น” และ “สูง” ขึ้น
เพื่อความรู้ของผู้สอนแน่ นักเรียน นักศึกษาย่อมแน่นและอิ่มตามเพราะนั่นคือความรู้คู่สังคม

สังคมที่มีท้องถิ่นเป็นพื้นฐาน ความรู้จากสากลโลกที่เรียนมาเมื่อได้เชื่อมโยงกับความรู้ในท้องถิ่นแล้วเป็นความรู้ที่ “เหมาะสม” และ “ดี” ทั้งใช้ในการเรียนและการดำเนินชีวิตของนักศึกษา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาจารย์ได้ทำวิจัยแล้วนอกเสียจากความรู้หรือที่เรียกชื่อหรู ๆ อีกอย่างหนึ่งว่า IQ (Intelligent quotient) สูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ EQ (Emotional quotient) หรือความฉลาดทางอารมณ์สูงขึ้นด้วย

การอยู่บนหอคอยงาช้างเพราะความเก่งของตนนาน ๆ แล้วต้องได้มาก้มกราบกรานกับผู้รู้หรือนักปราชญ์ที่รู้แจ้ง และรู้จริงในเรื่องชีวิตของเขา จะทำให้ความเหย่อหยิ่ง จองหอง และผยองในตัวเราลดน้อยและถอยลง

ความเป็นคนแข็งก้าวนั้นอยู่ควบคุมกับคนที่มี IQ สูง
คนที่มี IQ สูงจะสวนทางกับ EQ ที่จะลดลงต่ำ
การวิจัยนั้นโดยเฉพาะการวิจัยในชุมชนจะช่วยให้คนมี IQ เดินคู่ขนานกับ EQ

การวิจัยทำให้เราต้องพบปะผู้คนเยอะ
เปลี่ยนจากคบตัวหนังสือไปคบ “คน”
เมื่อคบคน คนที่เป็นคนจริง สิ่งนี้นี่เองจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงและบูรณาการความรู้
บุคคลแต่ละคนเติมเต็มซึ่งกันและกัน อาจารย์ นักศึกษา และทุกคนที่ได้สัมผัส เกี่ยวข้องทั้งในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ผู้บริหาร อธิการบดี ลงมาถึงเจ้าหน้าที่ที่ถ่ายเอกสารให้เรา ทุกคนที่เราได้สัมผัสในแต่ละย่างก้าวนั้นคือ “การวิจัย…”

การวิจัยนี้จะต้องวิจัยทั้งในชั้นเรียน ทั้งนอกห้องเรียน คือ ในทุกย่างก้าวของชีวิต
คนที่รู้จักพินิจพิจารณาอย่างแยบคายแล้ว ย่อมมีความเจริญก้าวหน้าในด้านความรู้

การวิจัยนั้นโครการ งบประมาณแทบจะไม่มีความจำเป็นหรือสำคัญเลย ถ้าอาจารย์นั้นรู้จักเก็บทุกย่างก้าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์
เวทีเราจัดอยู่แล้วทุก ๆ วัน เวทีนั้นคือการเรียนการสอน
เวทีนั้นมีอีกมากหลายในชีวิตประจำวัน ต้องรู้จักเก็งเวทีนั้นไว้สอนใจ

ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกย่างก้าว เมื่อผ่านมาแล้วไม่ผ่านไป คือ ผ่านมาแล้วเรารู้จักเก็บมาคิด พิจารณาให้ถ้วนทั่วภายในใจสิ่งทั้งหลายคือ “การวิจัย” แน่แท้จริง...