ผมมีมุมมองในเชิงสังคม ไม่ใช่ ใช้อารมณ์หรือความรู้สึกส่วนตัวมาเขียน ให้มาชื่นชอบใคร ไม่ชื่นชอบใคร

อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย (Academy Fantasia) หรือเราชอบเรียกกันย่อ ๆ ว่า AF ปัจจุบันเริ่มโครงการที่ 5 หรือ AF5 ไปแล้วและยังไม่สิ้นสุดโครงการ เป็นกิจกรรมการสร้างสถานการณ์จำลองให้นำคนที่มีความฝันอยากเป็นนักร้องดังให้เข้ามาในบ้านร่วมกัน มีกิจกรรมมากมาย มีการถ่ายทอดสด 24 ชั่วโมงผ่านเคเบิลทีวีที่ครองตลาดโดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย ในระหว่างวันอาทิตย์ ถึง วันศุกร์ ทางผู้จัดโครงการจะมีโจทย์ประเภทของเพลงมาให้ผู้เข้าแข่งขัน แล้วจะมีการออกมาโชว์บนเวที เหมือนกับเวทีคอนเสิร์ตย่อย ๆ มีคนดูในเวทีมากมาย ในทุก ๆ วันเสาร์ พร้อมกันนั้นก็มีการถ่ายทอดสดโดยช่อง 9

ที่พิเศษหน่อย คือ คะแนนที่ให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันในแต่ละคนนั้น จะให้ผู้ชมทางบ้านที่ติดตามถ่ายทอดสดในทุก ๆ วัน เป็นผู้โหวตให้คะแนนผู้เข้าร่วมแข่งขันที่ตนชื่นชอบ ใครได้คะแนนโหวตน้อยที่สุด ก็ต้อง "ออกจากบ้าน" จนเหลือสัปดาห์ท้าย ๆ ก็จะได้ "ผู้ชนะเลิศ" และอันดับรอง พร้อมได้รางวัลมากมาย เซ็นสัญญากับทางบริษัทอีก 1 ปี

นั่นเป็นรายละเอียดคร่าว ๆ ของโครงการนี้

 

เมื่อมองอย่างผิวเผิน AF เป็นการพัฒนาจากการประกวดร้องเพลงธรรมดา ๆ กลายเป็นมากกว่านั้น อยากเป็นนักร้อง ต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น มีการฝึกฝน ลดข้อบกพร่องในแต่ละสัปดาห์ มีการดูชีวิตเป็นอยู่โดยผู้ดูเคเบิลทีวีนั้น ๆ

 

ลองวิเคราะห์กันไหมครับ ตามที่ คุณหนุ่มเมืองจันท์ (2551, หน้า 50 - 57) ได้เขียนไว้ในบทความ "มหัศจรรย์ AF" ในหนังสือ "ฝันเรื่อยเรื่อย เหนื่อยก็พัก"

AF เป็นรายการที่ทำรายได้ให้กับทรูวิชั่นส์ และเครือทรูทั้งหมด

สปอนเซอร์มากมาย แถมยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากศิลปินนักล่าฝันได้อีกยาวหลายปี

เป็นการผสานธุรกิจในเครือทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นมือถือ อินเทอร์เน็ต ทรูวิชั่นส์ ทรูคอฟฟี ฯลฯ เพื่อสร้างพลังทางการตลาด

นักร้องที่เป็นนักล่าฝันเหล่านี้มีความยืดหยุ่นสูง จะให้ร้องเพลงอะไรก็ร้องได้หมด กลายเป็น "สิ่งใหม่" ที่ไม่เหมือนนักร้องแบบเดิม ๆ ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ

จุดแข็งของ AF คือ "ความผูกพัน" ระหว่างคนดูกับนักล่าฝันคนนั้น

เห็นกัน 24 ชั่วโมง เกือบ 3 เดือน

ยังไม่ทันออกเทปก็มี "แฟนคลับ" เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด

การสร้างมูลค่าเพิ่ม เมื่อนักร้องเหล่านี้เดินออกจากบ้าน คือ ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณา แสดงละคร แสดงภาพยนตร์ ฯลฯ

 

เราหันกลับมามองปัจจุบันกันครับ

กระแสของ AF5 ที่ผ่านมายังคงเหมือนเดิม มีแฟนคลับของแต่ละคนเกิดขึ้น ทุก ๆ วันเสาร์ของคนที่ไม่ได้บอกรับเคเบิลทีวี ก็คือ นั่งรอชมการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ต AF

มีกรณีศึกษาและสถานการณ์ที่น่าสนใจมากมาย

ผมสนใจในสัปดาห์ทางทรูได้สร้างสถานการณ์จำลองขึ้นที่เกี่ยวกับ "ตุ๊กตานำโชค" ถ้าผู้แข่งขันท่านใด ได้รับการโหวตเป็นอันดับ 2 จะได้รับตุ๊กตานำโชคตัวนี้ สิทธิพิเศษก็คือ ถ้าสัปดาห์ใดคิดว่า ตัวเองจะต้องได้คะแนนน้อยที่สุด ต้องออกจากบ้าน สามารถบอกใช้ตุ๊กตานำโชคได้ ตัวเองก็ไม่ต้องออกจากบ้าน

ถึงสัปดาห์ที่เป็นโจทย์เพลงลูกทุ่ง ... นอกจากมีสถานการณ์ "ตุ๊กตานำโชค" แล้วทรูยังเพิ่มสถานการณ์มาอีก 1 สถานการณ์ คือ การให้เพื่อนที่ออกจากบ้านไปแล้วกลับมาเป็น "ตัวเลือก" สำหรับผู้ที่มีสิทธิใช้ตุ๊กตานำโชค ว่า ...

"...วันนี้ ถ้าคุณเลือกใช้ตุ๊กตานำโชค (คิดว่าตัวเองร้องไม่ได้และจะถูกโหวตออก) ก็แปลว่า คุณไม่เลือกเพื่อนที่ออกไปแล้วกลับมาอีกครั้ง (หมายถึง เลือกตัวเองไง ไม่เลือกคนอื่น)

แต่ถ้าคุณเลือกเพื่อนเข้าบ้านมา คุณไม่สามารถใช้สิทธิของตุ๊กตานำโชคได้..."

ผลที่ออกมา .....

เธอตัดสินใจอยู่นาน คุยกับเพื่อนที่อยู่ในนานว่าจะทำอย่างไรดี พร้อมด้วยน้ำตาอันไหลริน และเดินไปตอบอาต้อย เศรษฐาว่า "เพื่อน ๆ โหวตให้หนู ดังนั้น หนูขอเลือกใช้สิทธิของตุ๊กตาค่ะ" (หมายถึง ไม่เลือกเพื่อน เลือกเอาตัวเองรอดนั่นแหละ"

คนในฮอลล์เสียงเงียบกริบ ... ไม่คิดว่าจะมีผลออกมาแบบนี้ คือ เลือกตัวเอง ไม่เลือกเพื่อน

อาต้อย เศรษฐา จึงประกาศ ถึงคนที่ต้องออกจากบ้าน ก็คือ "เธอ" นั่นเอง กระโดดโหลดเต้นด้วยความดีใจที่ตัวเองตัดสินใจถูกที่ใช้สิทธิ์จากตุ๊กตานำโชค

ผมเชื่อลึก ๆ ว่า ทรูคงไม่ได้คิดว่า "เธอ" จะเลือกสิทธิ์นั้น แต่ทรูคิดว่า เธอจะเป็นผู้เสียสละ แล้วเลือกเพื่อนคนอื่น ๆ เข้าบ้าน เป็นการฉายภาพที่สวยงาม และมิตรภาพที่เธอมีกับเพื่อน ๆ ทุกคน จะทำให้กระแสของ AF แรงกว่านี้อีก เรียกว่า สร้างไคล์แมกซ์

ผลออกมาตรงกันข้าม ..

ทรูจึงแก้เกมทันที โดยให้อาต้อย เศรษฐา ออกมาประกาศปิดท้ายว่า "ทรู เป็นเจ้าของอะคาเดมี แฟนเทเชีย ขอเซอร์ไพรส์และแจ้งให้ทราบว่า ทรูจะนำผู้ที่ออกจากบ้าน กลับเข้าบ้านทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง"

เสียงเฮดังลั่น ท่ามกลางความงงของหลายคน รวมทั้งผมด้วย โห ... แก้เกมเร็วดีจริง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโจษจันไปทั่วทั้งในเวที หนังสือพิมพ์ ยิ่งไปกว่านั้นในอินเทอร์เน็ต มีทั้งผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ "เธอ"

 

ผมเห็นอะไรบ้าง ... อัน AF ถือเป็นสื่อมวลชนแขนงที่ทำงานผ่านระบบโทรทัศน์ ได้มี "เธอ" แสดงให้เห็นถึง "การเอาตัวรอด" ในยุคปัจจุบันได้เด่นชัด คือ เพื่อนตาย เราอยู่ หรือ สังคมตาย เราอยู่

สื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างมากในการสร้างความนึกคิดให้กับคนในสังคม โดยเฉพาะวัยรุ่น วัยแห่งการค้นหาตัวตนของตัวเอง

การมีพฤติกรรมแบบนี้ ถึงจะเป็นตัวตนที่แท้จริง มันกลับเป็นการสอนคนในสังคมไว้ว่า "เราต้องไม่รักคนอื่น นอกจากตัวเอง เราต้องไม่รักสังคม นอกจากตัวเอง" แล้วสังคมที่มีคนเห็นแก่ตัวเองมาก ๆ เราจะอยู่กันอย่างมีความสุขได้อย่างไร กลายเป็นสังคมที่ความรัก ความเสียสละ เหือดแห้งไปเรื่อย ๆ เหมือนอยู่ทะเลทรายที่หาน้ำ (ใจ) ได้น้อยเต็มที

ทรูเกือบคอหัก แต่คงได้เตรียมการไว้บ้างแล้ว หากไม่เป็นอย่างที่คิด

 

อีกประเด็นที่ผมได้จากเวที AF นี้ คือ "เสียงร้องดีระดับเทพ ระดับเทวดาแค่ไหน ย่อมสู้ไม่ได้กับการมีหน้าตาดี หล่อ หรือสวย"

อาจจะเป็นความคิดส่วนตัวผมก็ได้ มาอายุและวัยล่ะมั้ง จะดูประกวดการร้องเพลง ก็ต้องให้คะแนนคนที่ร้องเพลงเพราะ ร้องเพลงดี เป็นหลัก คนหน้าตาดี แต่ร้องเพลงเหมือนเป็ดวิ่งเล่น แบบนี้ไม่ควรได้คะแนน

แต่เวที AF นี้ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงหลักการให้คะแนน สะท้อนวิธีคิด วิธีมองของคนในสังคมไทยได้ชัดเจน

"ร้องดี หน้าตาธรรมดา" ตกรอบคนแรก ๆ คะแนนน้อย ๆ

"ร้องธรรมดา หน้าตาดี" เข้ารอบ คะแนนมากหน่อย

"ร้องไม่ได้เรื่อง หน้าตาดีมาก" เข้ารอบลึก ๆ คะแนนท่วมท้น แถมอาจจะชนะเลิศด้วย

 

คนในสังคมไทยคิดได้แค่นี้ ... ก็ไม่ต้องไปคิดหรอกว่า ประเทศเราจะพัฒนาไปมากกว่านี้

"คนร้องเพลงดี" แต่ไม่ได้รับการยกย่องว่า "ร้องเพลงดี" จากผลคะแนนที่เขาควรได้รับ เหมือน "คนทำความดี" แล้วไม่ได้รับการยกย่อง ต่อไปเขาจะทำความดีอีก เพื่ออะไร ทำชั่ว ๆ ดีกว่า "ร้องเพลงไม่ดี แต่หล่อ" ก็ชนะเลิศแล้ว

ช่างฉาบฉวยอะไรเช่นนี้ ... "เวทีนี้ไม่มีที่สำหรับคนร้องเพลงดี" อย่างนั้นหรือ วิธีคิดของคนในสังคมเปลี่ยนไป วิถีสังคมก็เปลี่ยนไปด้วย น่าคิดครับ

 

ที่ผมกำลังตั้งประเด็นอยู่นี้ อาจจะต้องลองให้นักจิตวิทยา นักสังคมศาสตร์มาช่วยมองปรากฎการณ์ของสังคมแบบนี้หน่อยว่า อันตรายหรือยัง กับการไม่เชิดชูคนทำดี จากกรณีศึกษานี้

 

เดี๋ยวจะมีคนมาแสดงความคิดเห็นในทำนองว่า ผิดหวังหรือ ที่คนที่ตัวเองเชียร์อยู่ไม่ได้เข้ารอบ หรือไม่ก็ อิจฉาล่ะสิ มีคนหล่อกว่าตัวเอง .... ทำนองเดียวกับเรื่องการเมืองที่ต้องเลือกข้าง กลางไม่เป็นเนี่ย ... ผมมีมุมมองในเชิงสังคม ไม่ใช่ ใช้อารมณ์หรือความรู้สึกส่วนตัวมาเขียน ให้มาชื่นชอบใคร ไม่ชื่นชอบใคร

 

คนในสังคม ต้องรู้จักมองสังคมครับ ไม่ใช่มองอารมณ์ความรู้สึกแต่ตัวเอง เราต้องรู้เท่าทันว่า สังคมตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง คนเอียงซ้ายมาก ๆ คิดอย่างไร คนเอียงขวาคิดอย่างไร

แต่ผมกลับคิดว่า ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเอียงไปทางไหน เขามีความคิดเห็นเป็นของเขาเอง เพียงแต่ว่า สุดโต่งมากเกินไป ทำให้ไม่เห็นข้อบกพร่องที่ตัวเองมีต่างหาก ดวงตาฝ้าฟาง เห็นคนที่คิดไม่เหมือนตัวเองเป็นศัตรู ไร้สาระสิ้นดี ตีหัวกัน เพราะเห็นไม่เหมือนกัน แบบนี้ต้องไล่ไปอยู่ประเทศที่เขาปกครองแบบเผด็จการ หรือ คอมมิวนิสต์ แล้วคุณจะรู้ว่า "เสรีภาพมันสำคัญแค่ไหน" ... อยู่สังคมประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมรับความคิดเห็นคนอื่น แล้วจะอยู่สังคมประชาธิปไตยไปทำไมล่ะครับ ... แปลกแต่จริง

 

อ้าว ไหงมาการเมืองหว่า ... กรณี AF ครับ

จบบันทึกดีกว่า

บุญรักษา คนดี ครับ

 

 

แหล่งอ้างอิง

 

หนุ่มเมืองจันท์.  ฝันเรื่อยเรื่อย เหนื่อยก็พัก. กรุงเทพฯ: มติชน, 2551.