ม.นเรศวร พะเยา ที่ที่ทำให้เรากลายเป็น "บุคคลบนพื้นที่สูง"


แต่ที่อยากจะเขียนถึงมากเมื่อมาถึงที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ คือ การรู้สึกตัวว่าได้กลายเป็น “บุคคลบนพื้นที่สูง” เข้าไปซะแล้ว เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้เรียกได้เต็มปากว่า ตั้งอยู่ “กลางหุบเขา” ทีเดียว เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีรั้ว เพราะล้อมรอบไปด้วยภูเขา

ย้ายมาอยู่จังหวัดพะเยาแล้วค่ะ ด้วยหน้าที่การงานที่เลือก ก็เลยได้สมัครมาเป็นอาจารย์ประจำสำนักนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา  ก็เป็นอาจารย์สอนกฎหมาย อย่างที่อาจารย์แหวว และรุ่นพี่หลายๆ คนเป็น เป็นที่มาของเหตุผลและแรงบันดาลใจหลายๆ อย่าง จนมาถึงวันนี้ ซึ่งจะเก็บไว้เล่าในโอกาสต่อไป

 

แต่ที่อยากจะเขียนถึงมากเมื่อมาถึงที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ คือ  การรู้สึกตัวว่าได้กลายเป็น บุคคลบนพื้นที่สูง เข้าไปซะแล้ว เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้เรียกได้เต็มปากว่า ตั้งอยู่ กลางหุบเขา  ทีเดียว เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีรั้ว เพราะล้อมรอบไปด้วยภูเขา

 

ก่อนหน้าที่จะมาสอบสัมภาษณ์ (ในช่วงที่ตัดสินใจสมัครและทำการส่งใบสมัคร) พลาดโอกาสหลายครั้งในการเข้ามาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย การรู้จักมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงทำได้เพียงจากคนที่รู้จัก เว็บไซต์ และ การผ่านด้านหน้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ติดถนนใหญ่

 

ครั้งแรกที่เข้ามา จึงค่อนข้างตกใจว่าต้องเข้ามาลึกมาก ประมาณ ๔ กม. และยังคงเป็นเส้นทางลดหลั่นกลางภูเขา เหมือนเส้นทางที่เดินทางมาจากอุตรดิตถ์ จนถึงจ.พะเยาแห่งนี้ไม่มีผิด

 

และเมื่อเข้ามาถึงใจกลางของมหาวิทยาลัย ก็พบว่าอาคารส่วนใหญ่ก็จะสร้างในพื้นที่ราบซึ่งมีอยู่น้อยนิดกลางหุบเขา และ สร้างลดหลั่นกันตามไหล่เขาเป็นลูกๆ ต่างที่มีอยู่เต็มไปหมด

 

เช่น อาคารเรียนรวมซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักนิติศาสตร์ และอีกหลายๆ สำนักนั้น  โดยแท้จริงน่าจะมีสามชั้นเท่ากันหมดโดยรอบตัวอาคาร  แต่ถ้าขึ้นบันไดบางด้าน สำนักนิติศาสตร์ก็จะอยู่ชั้นมีสาม  และถ้าขึ้นอีกด้านตรงข้ามสำนักฯ ก็กลับอยู่ที่ชั้นสอง

 

ห้องเรียนต่างๆ ก็เหมือนกัน ตัวเองยังเรียกไม่ถูกว่าจะจัดอยู่ชั้นไหนดี ตอนแรกนัดกับอ.แน็ท (อ.ธิติ ไวกวี ผู้สอนวิชากม.แพ่งและพานิชย์สำหรับนักรัฐศาสตร์) มาเค้าบอกว่าอยู่ชั้นหนึ่งเราก็เดินหาทั่วรอบชั้นหนึ่ง แต่ไม่เจอ  พอถามนิสิต (ที่นี้เรียกนักศึกษาว่านิสิต)  นิสิตก็บอกว่าให้ขึ้นบันไดไปอีกชั้น อยู่ชั้นสอง อ้าว..เราก็งง แต่พอขึ้นเดินไปจนถึงห้องเรียน ก้ไม่รู้จะโทษ อ.แน็ท ยังไงดี  เพราะห้องเรียนก็อยู่ติดกับพื้นดินเลย ที่ก็น่าจะเรียนกว่า ชั้นหนึ่งหรือ กราวน์(ground  floor) ได้เช่นกัน

 

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าอาคารสร้างบนเนินเขา ที่ค่อยๆ ขยับชั้นตามไหล่เขาขึ้นไป เราจะต้องจำเอาเอง ว่าถ้าขึ้นช่วงกลางเขา สำนักวิชาฯ หรือ ห้องเรียนที่จะไปอาจอยู่ชั้นเพียงชั้นสอง ส่วนถ้าเดินขึ้นบันไดจากตีนเขา ก็สามารถเดินขึ้นบันไดไปจนสุดถึงชั้นสามได้ ก็จะเจอสำนักฯ และห้องเรียนที่ต้องการ ไม่อย่างนั้นก็จะหลงมัวเดินหา ซึ่งหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เพราะหาผิดชั้น

 

การเดินขึ้นๆ ลงๆ บันได อย่างมึนงงเพื่อหาห้องที่ต้องการเกิดขึ้นอยู่หลายวัน เพราะยังทดลองขึ้นบันไดจากหลายๆ ฝากที่ทำให้ชั้นต่างๆ ขยับขึ้นๆ ลงๆ ตามไปด้วย  ตอนนี้พยายามจะขึ้นบันไดจากฝากเดิมๆ เมื่อจะเริ่มเข้าอาคาร ก็จะไปที่บันไดฝากเดิมๆ ที่ใช้ประจำก่อน จะได้ไม่งง และ เนื่องจากเป็นเหมือนอาคารสองหลังต่อกันเป็นรูปกึ่งๆ ตัวแอล L บันไดก็จะมีหลายตัวมาก เยอะแยะไปหมด

 

การหลงทางในอาคารอยู่หลายๆ วัน ทำให้ตระหนักถึงความเป็นคนอยู่ดอย  อาคารที่ทำงานก็เป็นดอย ตรงกลางอาคารมีหลังเต่าของลูกภูเขาที่เราจะตั้งอยู่ ไว้เป็นสวนหย่อมด้วย

 

ที่นอน หรือหอพักอาจารย์ก็สร้างอยู่บนดอย ลดหลั่นกันไปเป็นชั้นของไหล่เขา ได้มาอยู่หลังที่ค่อนข้างสูงกว่าหลังอื่นๆ  จึงทำให้สามารถมองเห็นวิวของอาคารเรียนต่างๆ และ ความเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่กลางหุบเขาได้จากหน้าห้องพัก  แต่ก็ทำให้เหนื่อยมากกว่าปกติเหมือนกัน เวลาเดินขึ้นลงเขาเพื่อมาสอนหนังสือหรือกลับที่พัก

 

หลังห้องพักก็เป็นเขาต่อค่ะ   ซึ่งยังมีหอพักอาจารย์เหนือขึ้นไปอีกหลังหนึ่ง แต่เรามองไม่เห็น เพราะเราติดหลังห้องพักก็อยู่ติดหน้าเขาเกินไป อาจจะได้ยินแต่เสียงบ้าง

 

อยู่ได้เพียงสามวัน ก็ตกใจตัวเองเหมือนกัน ว่าเอ..นี่เรากลายเป็นบุคคลบนพื้นที่สูงซะแล้วนี่นา อยู่กลางดอย กลางหุบเขาทีเดียว นอกเหนือจากลักษณะภูมิประเทศแล้ว สิ่งอื่นๆ ก็ยิ่งผลักดันให้รู้สึกว่าเราอยู่กันกลางป่ามากๆ เลย เช่น อากาศที่เย็นกว่าภายนอก และทุกคนเตือนว่าหน้าหนาวจะหนาวอย่าบอกใคร จะได้เจออุณภูมิที่เป็นเลขตัวเดียว  หมอกจะลงจัด และได้เห็นแม่คะนิ้งเป็นธรรมดาทุกเช้าอย่างแน่นอน  

 

ตอนนี้เลยบอกใครๆ ได้อย่างหน้าบานว่า เราก็เป็นคนดอยและอยู่กลางป่าได้แม้เราจะไม่ใช่ชาวเขาก็ตาม ถูกแปลงกลายเรียบร้อยโดยมหาวิทยาลัยกลางหุบเขาแห่งนี้นี่เอง

 

หมายเลขบันทึก: 193774เขียนเมื่อ 12 กรกฎาคม 2008 14:17 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 มิถุนายน 2012 16:04 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (5)

จ้า ดีใจด้วยได้ไปทำงานที่หุบเขา

มีคนเคยพูดว่าไปอยู่ใน "หุบเขาฝนโปรย"

คิดว่าบรรยากาศคงจะดีมากก

โชคดีจ๊ะ

ดีใจด้วยนะครับ อาจารย์พี่ชล ว่างๆจะไปแอ่วเหนือครับผม

อ่อ...ลืมไปอีกครับ ตอนนี้พี่ชลกลายเป็น Hi-So จริงๆแล้วเหรอครับ

ยินดีด้วยนะครับ

ป.ล. Hi = high สูง

So = Society สังคม

รวมเป็น Hi-So = ชาวเขานี่เอง...555

เชอะ เขาแล้วไงขอรับ ด้วยความเครารพ เขาก็มีดีนะขอรับไม่เชื่อ มาเที่ยวสิรับรองว่าหนุก

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี