เปรียบเทียบแก๊ส NGV และ LPG หนึ่งกิโลกรัม เป็นลิตร(ข้อมูลปี 2549)
(ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานแห่งชาติ http://www.eppo.go.th )
1. เบนซิน 95 ราคาหน้าโรงกลั่น 16.03 บาท ภาษี + ค่า ฯลฯ รวมๆแล้ว 8.18 บาท แต่ขาย 25.92 บาท กำไร 1.71 บาท (10.7%) ที่ปั้ม ขาย 26.04 กำไรประมาณ 12 สตางค์/ลิตร
2. แกสโซฮอล์ .. ได้รับการช่วยเหลือสารพัดจากรัฐ ทั้งภาษีต่ำกว่า (22.2% เทียบกับ 25.3% ของ 95), เข้ากองทุนต่ำกว่า (0.94 เทียบกับ 2.50) .. แต่โรงกลั่นก็ยังขายออกไปที่ปั้มด้วยราคา 24.71 บาท/ลิตร .กำไร 11.56% !!! ปั้มขาย 24.54 . ได้ส่วนต่าง 13.28 สตางค์/ลิตร
3. LPG (ผู้ร้ายปากแข็งนะ) ราคาออกจากโรงกลั่น 12.96 บาท/กิโลกรัม (ไม่ใช่ต่อลิตร .. LPG 1 kg =1.92L)ได้รับเงินชดเชยสารพัด ทำให้ราคาที่ออกไปแค่ 13.33 บาท/กก. ... หรือส่วนต่าง 0.37 บาท/กก. (0.72 บ/ล) สูบเลือดสูบเนื้อกองทุนชดเชย เพื่อความสบายของคนไม่กี่ตระกูล (ที่ถือหุ้น)แต่ ... ราคามาถึงปั้มแก๊ส .. 16.59 บาท/กก. ส่วนต่างคือ 3.26 บาท/กก. (หรือ 6.26 บาท/ลิตร) ในขณะที่ของ 95 แค่ 1.71 บาท/ลิตร เท่านั้น เงินชดเชย รัฐจ่ายออกไป 2.8 บาท/กก. แต่ บริษัท ได้ค่าส่วนต่างเข้ากระเป๋าตัวเอง 3.26 บาท/กก. เท่านั้นยังไม่พอ .. ปั้มแก๊ส รับแก๊สเข้ามาที่ราคา 16.59/กก.(+VAT23 สตางค์)ควรจะขายออกไปที่ 16.81/กก.(8.74บาท/ลิตร) ซึ่งจะได้กำไรกิโลละ 22.45 สตางค์ หรือ 43 สตางค์ต่อลิตร น้ำมันทั้งหมด กำไร 12-13 สตางค์/ลิตร แต่แก๊ส กำไร 43 สตางค์/ลิตร ปั้ม LPG ที่ไหนขาย 8.74 บาท/ลิตรบ้าง ขายกัน 9.50/ลิตร ทั้งนั้น นั่นคือ กำไร 2.19 บาท/ลิตร ส่วนต่างนี้ อยู่ที่กระเป๋าใคร? อยากให้ดูให้ดีๆครับ ว่า ใครคือคนที่"ปล้น" กองทุนน้ำมันตัวจริง ปั้มแก๊สในกรุงเทพและปริมณฑล มีประมาณ 50 ปั้ม ขายแก๊ส ปีละประมาณ 500 ล้านลิตร ก็กำไรกันรวมๆ ราว 1,000 ล้านบาท ... 20 ล้าน/ปั้ม
วิเคราะห์ข้อมูล ตาราง 16, LPG
1. เราส่ง LPG ออกขายต่างประเทศ .. ไม่ได้ขาดแคลน
ปี 2002 ส่งออก 1,269 ล้านลิตร
ปี 2003 ตัวเลขขึ้นเป็น 1,426 และ 1,648
ปี 2004 ปี 2005 คาดว่า ตัวเลขแตะ 2,000 ล้านลิตร
ส่ง LPG ออกขาย แต่ซื้อ NGV มาขายต่อ พลังเงินเพื่อใคร?
2. กลับมาที่ LPG อีก .. ตัวเลขจาก EPPO ฟ้องว่า
2.1 มีการใช้ LPG เพื่อการหุงต้มเดือนละประมาณ 100-125 ล้านกิโลกรัม (200-250 ล้าน
ลิตร) .. เป็นของกรุงเทพประมาณ 50%
2.2 ใช้กับยานยนต์ 50 ล้านลิตร (คงที่) (ต่างจังหวัด น้อยมาก ตัดทิ้งได้)
2.3 ใช้กับอุตสาหกรรม 60-80 ล้านลิตร เท่านั้น
ฉะนั้น การที่มีคนมาอ้างว่า LPG ไม่ควรนำมาเผาทิ้งในยานยนต์ เพราะสามารถนำไปแปรรูปเพื่มมูลค่าได้ มากกว่ามาก .. ตัวเลขข้อ 2.3 นี้ ชี้ชัดว่า .. ประเทศไทย แทบไม่มีอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่า LPG เลย (ค่าคงที่มานานแล้ว) มีการผลิต LPG เดือนละประมาณ 530 ล้านลิตร ส่งขายต่างประเทศ 200 ล้านลิตร ใช้หุงต้ม 200 ล้านลิตร ใช้กับยานยนต์ 50 ล้านลิตร ใช้แปรรูปเพิ่มมูลค่า 80 ล้านลิตร
3. การส่งออก สมมุติว่า ได้ราคาดี เงินไหลเข้าประเทศที่ 10 บาท/ลิตร (เหลือเชื่อ) ก็จะได้เงินเข้าประเทศเดือนละ 2,000 ล้านบาท (ผ่านกระเป๋าใครก่อน อย่าไปสนใจมาก) แต่เราต้องเสียเงินซื้อพลังงานยานยนต์..ถ้าเปลี่ยน LPG ที่ส่งออกนี้ ให้ใช้ในยานยนต์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
3.1 ประหยัดเงินตราไหลออก 15 บาท/ลิตร * 200 ล้านลิตร/เดือน หรือ 3,000 ล้านบาท/เดือน
3.2 ประหยัดค่ารักษาพยาบาลอันเนื่องมาจากมลพิษในอากาศ วัดไม่ได้ (LPG มี waste
product น้อยกว่าเบนซินเกือบ 20 เท่า)
4. จาก (2.2) ใช้ LPG 50 ล้านลิตร/เดือน ประมาณการว่า มีปริมาณยานยนต์ที่ใช้ LPG คือ ประมาณ 150,000 คัน .. เฉลี่ย 1,000 L/คัน/เดือน .. เป็นตัวเลขที่สอดคล้องกัน น่าเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง จำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นแท็กซี่ เก๋ง ใช้ไม่ถึงเดือนละ 150,000,000 ลิตร (10 กม/ลิตร = 10,000 กม/เดือน) ประมาณว่า รถเก๋ง ใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ยเดือนละ 500ลิตร (5,000 กม) หากไม่มีการส่งออกแก๊ส .. ปริมาณ แก๊สที่มี พอที่จะเติมให้รถเก๋งได้อีก 200 ล้าน/500 = สี่แสนคัน
5. ตัวเลขทั้งหมด ทีนำมาจาก EPPO เป็นของ ปตท. ถ้าตัวเลขที่แท้จริง รวมของรายอื่นๆด้วย .. สมมุติเป็นตัวคูณเพิ่มอีก 2 (ปตท.กินรวบ 50%)จะพบว่าตัวเลขข้อ 2 น่าจะเปลี่ยนแปลงดังนี้ LPG น่าจะผลิตประมาณ 1,500 ล้านลิตร ส่งขายต่างประเทศ 400 ล้าน ใช้หุงต้ม 400 ล้าน ใช้กับยานยนต์ 150 ล้าน ใช้แปรรูปเพิ่มมูลค่า 160 ล้าน ถ้าไม่ส่งขายต่างประเทศ .. จะเป็นพลังงานให้รถยนต์ได้ 400 ล้าน/ 500 .. แปดแสนคัน ประหยัดเงินตรารั่วไหลไปต่างประเทศ 400 ล้าน * 5 ... 2,000 ล้านบาท/เดือน มาเรียกร้องให้เราประหยัดพลังงานทำไม
ผมอยากวิงวอนให้ผู้มีอำนาจเอาค่าส่วนต่างมาลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนคงจะดีนะครับ ตัวผมเองไม่อยากใช้ถ้อยคำที่รุนแรงซึ่งคงไม่มีประโยชน์กับคนที่แสวงหาผลประโยชน์ ขอบคุณครับ