ผลการเปลี่ยน Paradigm ของตัวเรา
“เราลองมาเปลี่ยน Paradigm กันในวันนึ้....ดีไหม”อะไร...อะไรอาจจะดูดีขึ้นครับ... เป็นการเชิญชวนของต้นน้ำ จากการเขียนเรื่อง รู้จัก Paradigm หรือยัง
“สิงห์คะนองนา” เป็นฉายาของชวาล คชฤทธิ์ ที่ดำเนินชีวิตของเกษตรตำบลตามปกติ ไม่มีพิษ มีภัย กับใครทั้งสิ้น เกษตรกรรู้จักชวาลดี เพราะชวาลคลุกคลีอยู่กับวงเหล้า สวนเสเฮฮา ร้องรำทำเพลงไปคืนๆ ก็ว่าได้ ดื่มแล้วก็ต้องเมา....ชวาลเอาบาดแผลที่รถล้มมาฝากครอบครัวอยู่เป็นประจำ ....ความสนุกสนานเพลิดเพลินเบิกบานใจ...มันยังตรึงอยู่ในหัวใจของสิงห์คะนองนาอย่างชวาลไม่มี่วันจางหายไป จะกลับเข้าบ้านก็ ตีสอง ตีสาม อะไรประมาณนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องขับรถล้ม แม้แต่คลาน....ชวาลยังแหกโค้งเลยครับ(ไม่รู้เหมือนกันว่าชวาลคลานเกียรอะไร)
วัน เวลา ผ่านไปไม่ยอมหยุดคอยใครๆ แม้แต่คนเดียว ชวาลก็ยังร้องเพลง “ขอให้เหมือนเดิม” อีกเช่นเคย ถามว่า....สิงห์คะนองนาทำงานหรือไม่?.....ทำครับ แต่...งานออกมาล่าช้ากว่าเพื่อน แต่ที่สิงห์คะนองมีการเปลี่ยนแปลงไป คือ....ชื่อเท่านั้น....จากพฤติกรรมของสิงห์คะนองนาจึงได้รับการเปลี่ยนฉายาใหม่ว่า “อีเผือก” ซึ่งเกษตรกรเป็นผู้ตั้งให้ เป็นเพลงเอกในวงเลยทีเดียว ชื่อเพลง “จูงอีเผือกเข้าโรงฆ่าสัตว์” ไม่ว่าจะมีงานอะไรในหมู่บ้านก็จะเห็นอีเผือกอยู่ที่นั่น....งานไม่เลิก...หรือถึงเลิก...ก็ไม่กลับ กินจนถึงขนาดขับรถผ่านบ้านกำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน แม่บ้านจะต้องรีปออกมาบอกว่า...ไม่อยู่บ้าน....ไม่อยู่บ้าน หรือไม่งั้นก็ กำนัน,ผู้ใหญ่ป่วยไม่สบายอะไรทำนองนั้น เพราะกลัวอีเผือกแวะเข้าบ้าน แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับคนอย่างอีเผือกว่างั้นเถอะเพราะเป็นที่รัก...ของเกษตรกรทั่วๆไป
สมัยเมื่อครั้งมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ มีงานประชุมเพลิงญาติของคณะกรรมการศูนย์บริการฯ ตำบลนครป่าหมาก อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งอีเผือกรับผิดชอบอยู่ ได้เชิญเกษตรอำเภอไปด้วย.....เมื่อถึงเวลา...มีการเชิญแขกผู้มีเกียรติไปทอดผ้าบังสุกุล เกษตรอำเภอถูกเชิญไปทอดผ้าบังสุกุลธรรมดา แต่อีเผือกของเราซิครับ.....เสียงพิธีกร....ขอเรียนเชิญผู้อำนวยการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลนครป่าหมาก....ทอดผ้ามหาบังสุกุล และเป็นประธานประชุมเพลิงต่อไป...55555 เกษตรอำเภอ...งองูสองตัวครับ งง..งง..ไงครับ!!! สงสัย ใครใหญ่กว่ากัน นั่นคือภาพลักษ์เก่าๆที่อีเผือกเป็นอยุ่!!!!
หลังจากที่ได้ยิน ได้ฟัง เรื่องของ Paradigm จากผู้บริหาร(พ่อบ้านหวัง)ที่จุดประกายให้แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง “อีเผือก...มีความคิดอย่างไรในเรื่องนี้” ต้นน้ำถามในฐานะที่เป็นผู้นำกลุ่มตำบล การพูดคุยกันในกลุ่มเล็กๆ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันที่หลายๆคนคุ้นหูว่า KS (Knowledge Sharing) เราลองมาเปลี่ยน Paradigm กันเถอะ!!!
ก่อนอื่นสิ่งที่เราจะต้องทำ คือ 1. เราต้องเปิดกรอบความคิดของเราออกก่อน
2. เราต้องเปิดใจให้กว้างขึ้น
ทำได้..เปล่า!!......“คืออย่างไร” อีเผือกถาม เอ้าว์...ก็การเปิดกรอบความคิดของตัวเองออกก็คือเราต้องรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆ บ้าง ไม่ใช่ว่า ใคร..ที่คิดไม่เหมือนของตัวเองแล้ว...ต้องไม่ใช่...ต้องผิดเสมอไป.... ก็เท่านั้นแหละ ...ฟังความคิดของคนอื่น ...วิเคราะห์ให้ชัด แล้วนำไป Apply ต่อยอดกับความคิดของเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทางบวกไง ....ส่วนการเปิดใจ...ก็คือ...การยอมรับในสิ่งที่ดีๆแล้วจะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงประจักษ์ ก็เท่านั้น ง่ายไหม? ผมจะทำ.....ผมจะเปลี่ยน....ผมจะทำ.....ผมจะเปลี่ยน.... (รวมทั้ง ต้นน้ำ ด้วยนะครับ) อีเผือกพูดด้วยความมั่นใจ...ตามกันไปดูครับ
มีเฮครับ พี่น้องครับ การปฏิบัติการ การเปลี่ยนแปลง Paradigm ก็เกิดขึ้น คืนนั้นอีเผือกกลับบ้านประมาณสามทุ่ม แล้วก็นอนตากยุงอยู่หน้าบ้านจนตีสอง ภรรยาถึงเปิดประตูรับ เพราะปีชาติ อีเผือกไม่เคยกลับบ้านเวลานี้ แต่ละคืนไม่ต่ำกว่าตีสอง ตีสาม เป็นประจำ มาหัวค่ำ สุนัขมันเห่า...ภรรยานึกว่าเป็นผู้ที่คิดจะประสงค์ร้ายจึงไม่ยอมเปิดประตู จนกว่าจะถึงเวลาปกติของอีเผือก(ตีสอง ตีสาม)ที่กลับมา....จึงเปิดประตู อนิจจัง เผือกผู้เป็นสามีอันเป็นสุดที่รัก ดู...คู้..ดู...ดู...เธอทำ....ทำไมถึงทำกับเผือกได้....5555
จากที่เคยเป็นนักดื่มสุนทรียภาพที่มีแต่ความสนุกสนานไปวันวัน อีเผือกเริ่มได้ข้อคิด....มองเห็นแนวทางอะไรบางอย่างที่สามารถจะเดินเข้าไปหาได้อย่างไม่ยากเย็น อีเผือกจึงเปลี่ยน “จากนักดื่มสุนทรียภาพ กลายมาเป็นนักดื่มสุนทรพจน์” เป็นนักดื่มอย่างชาญฉลาด อีเผือกเป็นคนที่เจียมเนื้อเจียมตัว ทุกๆวันอีเผือกจะตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาของตัวเองเป็นประจำ ฮิ ฮิ กะลากะแช่ครับพี่น้องครับ การทำงานเชิงปฏิบัติการ การถ่ายทอดความรู้ อีเผือกใช้ KA KS ทั้งนั้นในวง มาดูแผนการปฏิบัติงานของอีเผือกกันบ้าง เช้าถึงบ่ายสองโมง จะปฏิบัติงานประจำสำนักงาน ศูนย์บริการฯบ้าง ประชุมร่มกับ อบต. บ้าง พ่อสามโมงเย็น ฟองเริ่มยุบ ภาษานักดื่มกะแช่เค้าเรียกว่า “กะแช่เป็นแล้วหรือได้ที่” เป็นเวลาที่อีเผือกต้องไปประชุมกลุ่มย่อย ข้อเท็จจริง เป็นเวลาที่เกษตรกรกลับจากไร่นาและมีการพักเหนื่อยที่จุดนัดพบด้วยการดื่มกะแช่ มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน ดังนั้นเป็นโอกาสทองของอีเผือก อีเผือกใช้กลยุทธ์ CoP (Community of Practice) ... ในการมองหาบุคคลและสามารถมองเห็นเป้าหมายได้อย่างไม่ยาก ที่จะหาคนเข้าร่วมดำเนินงานส่งเสริมต่างๆ แต่ละโครงการ โครงการไหนที่เหมาะสมกับพื้นที่อีเผือกทำได้ทั้งหมดไม่มีติดขัด เกษตรกรทุกวงที่อีเผือกแวะเข้าไปเยี่ยมเยียนจะได้รับความรู้ และข่าวสารใหม่ๆ ของทางราชการอยู่เสมอ
เนื่องจากอีเผือกมีต้นทุนของสังคมชนบทสูงอยู่แล้ว บวกกับการเปลี่ยนแปลง Paradigm ที่เห็นเป็นรูปธรรมของอีเผือก ความใกล้ชิดกับผู้บริหาร อบต. จึงแจ้งเกิดได้ไม่ยาก โครงการต่างๆที่เกี่ยวกับด้านการเกษตรที่อีเผือกเขียนของประมาณจาก อบต. แล้วนั้น ท่านนายกฯ และสมาชิกในสภาฯ ยกมือเห็นชอบให้ทั้งนั้น โรงผลิตปุ๋ยหมักอัดเม็ด สนับสนุนงบประมาณ 250,000 บาท เพื่อลดต้นทุนการผลิต โครงการเลี้ยงโคปลดหนี้ งบประมาณ 300,000 บาท ทำให้เกษตรกรมีความสุขทั่วหน้า ประชาชีมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และเห็นฝีมือในการทำงานของอีเผือกอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน “อีเผือก”
1. ที่ปรึษานายก อบต.นครป่าหมาก อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก
2. เป็น กต.ตร. (กรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ) เชียวนะ...จะบอกให้
เป็นไงครับ ผลของการเปลี่ยนแปลง Paradigm ครอบครัวของอีเผือกมีความสุข(กลับบ้านไม่ดึก ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา)...เกษตรได้รับโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ได้เรียนรู้ ได้ทำในสิ่งใหม่ๆ อยู่เป็นประจำ และที่สำคัญ คือ “อีเผือก” ได้ค้นพบอัตตะลักษ์ของเขาเอง....แล้วครับ อีเผือกมีผลงานมากมายครับไม่สามารถบรรยายได้หมด เป็นที่ยอมรับของผู้บริหาร เพื่อนร่วมงาน ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรทั่วไป ผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นที่น่าชื่นใจ
แล้วท่านละ.....ไม่ต้องถามต้นน้ำ ต้นน้ำเองก็ได้ Paradigm จากท่าน “พ่อบ้านหวัง” นั่นแหละครับ การดำรงชีวิตและการทำงานจึง Happy มาจนถึงวันนี้ แต่เรื่องของต้นน้ำ สุด..สุด....ครับพี่ ขอขอบพระคุณอย่างสูงที่ท่านได้ชี้แนะเพื่อให้เกิด...ครับผม...... “แล้วท่านละ...คิดจะเปลี่ยน.....ไหมครับ.....เปิดความคิด......เปิดใจ......ก็ทำได้แล้ว...ไม่ยาก...แต่ได้ดีครับ”
น่าคิด....มีนาฬิการาคาเรือนแสน....แต่ไม่เคยมาตรงเวลาสักที.... มีไปทำไม...
คุณลิขิตรุ่น 2
เปิดใจ เปิดหู เปิดตา ห้ามเปิดเสื้อผ้า...อิอิ
หวัดดีครับ พี่ต้นน้ำ
ขอบพระคุณอย่างสูงทุกๆ คนที่ให้ข้อคิดกับต้นน้ำครับ
หวัดดีครับ
ต้นน้ำมีความคิดเหมือนคุณหนุ่มร้อยเกาะเลยครับ ถ้าใครได้เปิดตูเล หรือทำตัวเองให้เหมือนน้ำที่ไม่เต็มแก้วแล้ว ยังสามารถเติมในสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตได้อีกมากมายครับ
ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ