องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระ

 

 

 

 

นายชูชัย ศุภวงศ์ และนายสมหมาย ปาริจฉัตต์ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องกฎหมายจัดตั้งองค์กรปฏิรูปกฎหมายของประเทศไทย ณ การประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. ....เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เวลา 8.30 น. ณ ห้องสงขลา โรงแรมบีพี สมิหลา บีช อ.เมือง จังหวัดสงขลาโดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สรุปความคิดเห็นที่สำคัญได้ดังนี้

 

กรรมการ

                        - มาตรา ๕ กรรมการควรทำงานเต็มเวลาทุกคน และจำนวนกรรมการ ๑๑ คนน้อยเกินไป

                        - มาตรา ๖ ให้เพิ่ม ...และเป็นที่ประจักษ์การเห็นประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเป็นหลักมากกว่าผลประโยชน์ของพวกพ้อง

                        - มาตรา ๖ ให้กำหนดสัดส่วนกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนผู้มีความความรู้ ความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาให้ชัดเจนว่ามีสาขาละกี่คน เช่น นิติศาสตร์ ๒ คน รัฐศาสตร์ ๒ คน เป็นต้น และให้มีกรรมการที่มาจาก NGOs และภาคประชาชนด้วย

                        - มาตรา ๖ กรรมการควรเป็นนักกฎหมาย หรือมีความรู้กฎหมาย เพราะหากให้คนที่ไม่มีความรู้กฎหมายเป็นแกนนำในการร่างกฎหมายจะทำให้มีกฎหมายแปลก ๆ ออกมา

                        - มาตรา ๗ (๓)(๔) ให้กำหนดกรอบเวลาด้วยว่าไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฯลฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓ ปี หรือ ๕ ปี นับแต่วันประกาศแต่งตั้ง เป็นต้น

                        - มาตรา ๗ (๕)(๖) เพิ่ม ทั้งนี้รวมถึงผู้ที่ได้รับนิรโทษกรรมด้วย

                        - มาตรา ๗ (๑๑) เข้าใจว่าผู้ร่างมีเจตนารมณ์ให้บุคคลที่ต้องคำพิพากษาของศาลแต่รอการลงโทษไว้ สามารถเป็นกรรมการได้

                        - มาตรา ๗ (๑๒) หากมุ่งหมายไม่ให้บุคคลที่ถูกจำคุกเป็นกรรมการ ควรบัญญัติว่า ไม่เป็นบุคคลที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษานอกจากนี้ยังไม่ควรกำหนดระยะเวลาโทษจำคุกไว้ เนื่องจากเห็นว่าไม่ว่าจะถูกจำคุกกี่ปีก็ไม่ควรเป็นกรรมการ

                        - มาตรา ๗ เพิ่มอนุมาตรา ๑๓ เป็น ไม่ดำรงตำแหน่งใดๆ อีกเกินกว่าสองตำแหน่งเนื่องจากหากดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่งจะไม่มีเวลามาทำงานปฏิรูปกฎหมาย และมีผลประโยชน์ทับซ้อน

                        - มาตรา ๗ เพิ่มอนุมาตรา ๑๔ หากตรวจสอบคุณสมบัติในภายหลังแล้วพบว่ามีคุณสมบัติผิดพลาดต้องพ้นจากตำแหน่งทันที

                        - มาตรา ๗ ให้เพิ่ม ความเป็นกลางทางการเมืองในคุณสมบัติกรรมการด้วย และต้องเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ การเมือง และอำนาจทุน

                        - มาตรา ๗ กรรมการควรมีคุณสมบัติเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน และต้องมีประสบการณ์การปฏิรูปกฎหมายด้วย หากไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวให้เป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการ

                        - มาตรา๘ กรรมการสรรหามีสัดส่วนจากภาคประชาชนน้อย ทำให้แพ้โหวตเวลาลงมติ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นและเป็นรูปธรรม

                        - มาตรา ๘ ให้คณะกรรมการสรรหาเป็นเพียงผู้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะเป็นกรรมการเท่านั้น ไม่มีสิทธิเลือกกรรมการ

                        - มาตรา ๑๒ กรรมการมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนานเกินไป อาจทำให้การขับเคลื่อนข้อมูลไม่ทันสมัย เพราะเลขาธิการเป็นคนกลุ่มเดิม

 

ทิศทาง/แนวทางการปฏิรูปกฎหมาย

                        - ต้องปฏิรูปให้องค์กรรัฐเข้าใจเรื่องความยุติธรรม

                        - การปฏิรูปกฎหมายต้องมีจินตภาพ และต้องคำนึงถึงความเป็นเอกภาพ สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ

                        - ต้องปฏิรูปกฎหมายบนพื้นฐานความคิดพ่อปกครองลูก ทศพิธราชธรรม ศีล ๕ ไม่จำเป็นต้องนำแนวคิดตะวันตกมาใช้

                        - เสนอให้มีกฎหมายที่มีบทลงโทษผู้ออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่คนส่วนน้อยหรือพวกพ้อง แต่เป็นผลเสียกับคนส่วนใหญ่

                        - เสนอให้มีปฏิรูปการฟ้องคดี คือ ให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องผู้กระทำความผิดได้แม้มิใช่ผู้เสียหายโดยตรง

                        - เสนอให้มีกฎหมายห้ามข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมเล่นการพนัน เช่น เล่นกอล์ฟหลุมละแสน เป็นต้น

                        - การปฏิรูปกฎหมายต้องศึกษาอย่างเป็นระบบ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

อำนาจหน้าที่

                        - สนับสนุนการร่างกฎหมายของประชาชน เนื่องจากกฎหมายของภาคประชาชนเกิดขึ้นได้ยาก เพราะประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง และยังต้องขาดรายได้อีกด้วย คณะกรรมการจึงควรเป็นตัวแทนในการเสนอกฎหมายให้ประชาชน

                        - ต้องมีหน้าที่ศึกษาบรรดากฎหมายที่มีอยู่ที่ไม่เป็นธรรมต่อส่วนรวม และนำมาปรับปรุงแก้ไข

                        - มีหน้าที่นำร่างกฎหมายมารับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามภูมิภาคต่างๆ โดยไม่ต้องให้ประชาชนร้องขอ กล่าวคือให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

                        - ต้องบัญญัติขั้นตอนและระยะเวลาการรายงานผลการทำงานของคณะกรรมการต่อสาธารณชนด้วย

                        - เสนอให้ปฏิรูปกระบวนการนิติบัญญัติให้มีขั้นตอนที่สั้นกระชับ สามารถเสนอและพิจารณากฎหมายได้เร็วขึ้น และแก้ปัญหากฎหมายที่ค้างการพิจารณาในสภาเมื่อมีการยุบสภาด้วย

                        - มาตรา ๒๐ (๕) บัญญัติให้ชัดเจนว่าการสนับสนุนร่างกฎหมายของประชาชนนั้น หมายความถึงกฎหมายระดับใดบ้าง

                        - มาตรา ๒๐ (๑๑) ให้ตัดคำว่า สาธารณชนออก เพราะไม่รู้ว่าจะรายงานผลอย่างไร ให้ใช้คำว่าภาคเอกชนและภาคประชาชนแทน และเสนอให้การรายงานผลโดยวิธีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึงกัน

                        - ต้องมีกระบวนการ ขั้นตอนการมีส่วนร่วมที่เป็นรูปธรรม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกขั้นตอน ไม่ใช่เพียงมารับฟังความคิดเห็นของประชาชนเท่านั้น

                        - ให้มีอำนาจลงโทษหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่คณะกรรมการเชิญมาให้ถ้อยคำด้วย ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวฝ่าฝืนไม่มาให้ถ้อยคำ

 

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

                        - ควรแยกการปฏิรูปกฎหมายกับกระบวนการยุติธรรมออกจากกัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้คนละอนุมาตรา และเห็นว่าการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

 

อนุกรรมการ

                        - ควรมีอนุกรรมการประจำจังหวัดต่างๆ และมาจากหลากหลายอาชีพ

 

ความเป็นอิสระ

                        - มาตรา ๔ การให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติจะทำให้ขัดกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่ให้คณะกรรมการดำเนินการที่เป็นอิสระ

 

การประเมินผล และคุณภาพการทำงาน

                        - เพิ่มการประเมินคุณภาพการทำงานของคณะกรรมการ และกำหนดว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ห้ามอ้างความเป็นกลางเพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมาย

                        - ให้ผู้นำเครือข่ายประชาชนเป็นผู้ประเมินผลการทำงานของคณะกรรมการ และเสนอปัญหาของแต่ละพื้นที่ให้คณะกรรมการทราบ

                        - ต้องรายงานผลให้ประชาชนทราบ เพื่อให้เกิดการ re-check จากภาคประชาชน

 

ค่าตอบแทน

                        - ค่าตอบแทนของกรรมการสูงมาก อาจทำให้ข้าราชการอื่นไม่พอใจ และเกิดความขัดแย้งและข้อครหาได้

 

สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

                        - มาตรา ๒๓ ควรอยู่ภายใต้กฎหมายบังคับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายประกันสังคม และกฎหมายเงินทดแทนด้วย หากต้องการให้มีสิทธิพิเศษเพิ่มขึ้นจากกฎหมายเหล่านี้ก็ให้บัญญัติเพิ่มเติม ไม่ต้องบัญญัติยกเว้นว่าไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายดังกล่าว

                        - เลขาธิการควรมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๔ ปี

                        - สถานะของฝ่ายธุรการเป็นอะไร

                        - มาตรา ๒๖ ผู้ร่างมีเหตุผลอะไรไม่ให้การปฏิบัติงานของเลขาธิการเป็นไปตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

 

รายได้ของสำนักงานและกองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย

                        - มาตรา ๒๑ ต้องมีการประเมินและติดตามผลของกองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย

                        - เห็นว่าไม่ควรมีกองทุนเนื่องจากมีรายได้จากเงินอุดหนุนอยู่แล้ว

                        - มาตรา ๓๐ การที่สำนักงานสามารถมีรายได้อาจเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนครอบงำและกำหนดทิศทางการทำงานของคณะกรรมการได้

                        - มาตรา ๓๐ (๔) ต้องกำหนดระยะเวลาด้วย เช่น รัฐต้องจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปทุก ๓ ปี เป็นต้น

                        - มาตรา ๓๖ ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินสามารถตรวจสอบ และกำกับดูแลได้

                        - มาตรา ๓๖ วรรคสอง บรรทัดที่สาม เพิ่ม ...การใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามมติ ระเบียบคณะรัฐมนตรี...

                        - มาตรา ๓๖ ผู้สอบบัญชีหมายถึงผู้สอบบัญชีรับใบอนุญาตหรือไม่

 

ความสัมพันธ์กับรัฐบาล/รัฐสภา

                        - ให้คณะกรรมการมีอำนาจทำให้ความเห็น ข้อเสนอสามารถมีผลในทางปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่มีเพียงการเสนอรายงานเท่านั้น มิฉะนั้นคณะกรรมการจะเป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น

                        - ให้บัญญัติเพิ่มว่า หลังจากเสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรี ๑๘๐ วัน แล้วคณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการ ให้คณะกรรมการมีสิทธิเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวต่อสภาได้เองกล่าวคือ ให้คณะกรรมการมีอำนาจเสนอกฎหมายต่อสภาได้

           

 

 

 

 ------------------------------------- 

ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

ถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

โทร 0 2502 8252  โทรสาร 0 2502 8241