เมื่อเราปฏิบัติธรรมต้อง “ทำจริง” คนปฏิบัติธรรมต้องเป็น “คนจริง” เสียสละจริง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาศีล การนั่งสมาธิ การเดินจงกลม การพิจารณาอริยสัจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเมื่อปฏิบัติธรรมต้อง “ปฏิบัติจริง..”

บุคคลกำลังถอนหญ้าคาอยู่แล้ว จับไม่แน่ ยึดไม่มั่น หญ้าคานั้นย่อมบาดมือฉันใด
การปฏิบัติธรรมเมื่อไม่ปฏิบัติจริงนั้น มีดดาบอันแหลมคมคือความทุกข์ใจย่อมบาดและทิ่มแทงตัวไว้ ฉันนั้น

การปฏิบัติธรรมที่เป็นการปฏิบัติจริงนั้นเป็นอย่างไรเล่า...?

ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย การปฏิบัติธรรมที่เป็นการปฏิบัติโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้นเล่าคือการปฏิบัติจริง...

การปฏิบัติธรรมคือการปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

เราทำความดีก็ต้องย่อมได้ความดี ได้บุญ ได้กุศล ได้ปัญญาของเราเอง ตั้งอกตั้งใจรักษาศีล รักษาใจมิให้ใจล้มไปล้มมา ตั้งใจนั่งสมาธิ ตั้งใจทำกิจวัตร ตั้งใจทำข้อวัตร การปฏิบัติอย่างนี้เราเรียกว่า “ปฏิบัติธรรม”

แต่ถ้าทำแล้ว ปฏิบัติแล้วหวังสิ่งที่จะตอบแทนกลับมา “หวังมากก็เสียใจมาก” การผิดหวัง เสียนั้นนั้นเองคือความทุกข์ ผู้ใดที่ตั้งตนอยู่ในความหวัง ผู้นั้นก็ต้องพร้อมยอมรับกับความผิดหวัง เช่นนั้นเองผู้นั้นก็ต้องยอมรับกับความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นตามมา
แต่ถ้าเราทำไป ปฏิบัติไป อย่างตั้งอกตั้งใจโดยไม่ตั้งอยู่ในความหวังแล้วสิ่งนี้แหละเรียกว่า “ปฏิบัติธรรม”


“การปฏิบัติธรรมต้องให้ตัวของเราเป็นธรรม”
การทำให้ตัวของเราเป็นธรรมนั้น ตัวเราจะต้องไม่มีความโลภ ความโกรธ และความหลง
การคิด การพูด การทำ สิ่งทั้งหลายมารวมกันอยู่ที่ใจ
โลภมาก โกรธมาก หลงมาก ก็ต้องยิ่งทุกข์มาก
ลดความโลภ ตัดความโกรธ หมดความหลงเสียได้ ใจย่อมอยู่เป็นสุข “ใจดี ใจสบาย”


หรือถ้าเกี่ยวกับหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ งานบ้าน งานครอบครัว การปฏิบัติงานทั้งหมดนี้ก็ต้องตั้งใจทำเหมือนกัน “ตั้งใจทำแล้วผลออกมามันจะดีเอง...”

ในทุกวันที่เราทำงานทั้งในบริษัท ในเรือกสวน ไร่นา เราทำเพื่อหวังผลตอบแทน นั่นคือทรัพย์สินและเงินทอง เมื่อครั้นเรามาปฏิบัติธรรมเล้ว ราก็จะหวังผลตอบแทนจากการปฏิบัตินั้นอีกหรือ...?

ผลตอบแทนที่ได้จากการทำงานในบริษัท ทำไร่ ทำสวน อันนั้นนั่นเป็นวัตถุ เป็นวัสดุ ส่วนผลสำหรับธรรมะนั้น คือ “ความดี”
คนที่มีความดี สามารถระลึกถึงความดีของตนเองได้อยู่เสมอ ใจของตนเองย่อมเกิดความปิติ อิ่มและอยู่เป็นสุข
ใจที่อิ่มด้วยสุขนี้เอง จะตัดเสียได้ซึ่งความเร่าร้อน กระวนกระวาย นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายจึงได้รับซึ่ง “ความสงบ”

การปฏิบัติธรรมนั้นเมื่อใดที่เราหวังผลตอบแทน เมื่อนั้นการปฏิบัติธรรมก็จะให้โทษกับเราทันที
เปรียบเสมือนกับมีดที่ลับไว้อันคมกริบ เมื่อนำไปใช้ทำกับข้าว ตัดกิ่งไม้ มีดนั้นย่อมนำประโยชน์มาให้อย่างมากหลาย แต่การปฏิบัติธรรมที่หวังผลตอบแทนนั้นเล่าเปรียบได้กับการนำมีดที่คมกริบนั้นมาทิมมาแทงตนเองให้บาดเจ็บและถึงตาย “เจ็บและตายด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง...”

การทำความดีใดนั้นหากเราหวังผลตอบแทนแล้ว ความดีนั้นย่อมจะทำให้เราได้รับบุญคือความสุขใจน้อย ได้อานิสงส์น้อย เนื่องด้วยถูกนายโลภ นายโกรธ และนายหลงมาตัดทอนรายได้และผลกำไรนั้นไป

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมเกิด ย่อมเป็นไปตามปัจจัย
ทำเหตุดี ผลก็ดี เมื่อปฏิบัติดีก็ต้องย่อมได้ดี เป็นเหตุและปัจจัยที่ตามกัน
ทำเหตุด้วยเพราะโลภ เพราะโกรธ เพราะหลง เมื่อปฏิบัติก็ต้องย่อมได้ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเหตุและปัจจัยที่ตามกันเช่นนั้นแล

บางคนทุกวันนี้ “ทำดีก็ไม่รู้จักดี”...

เสมือนกับคนที่พายเรือรับจ้างพาบุคคลทั้งหลายข้ามฝั่งอยู่นั้น
เขาพึงพายเรือรับส่งประชาชนทั้งหลายที่ต้องการข้ามฝั่งโดยได้รับเงินมาตลอด เมื่อเขาทำงานเพื่อแลกกับเงิน เขาจะได้รับความสุขใจจากการทำความดีหรือการเสียสละได้อย่างไรเล่า 
แม้กระทั่งวันหนึ่งมีพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาที่ปฏิบัติศีลปาฏิโมกข์อย่างเคร่งครัดไม่ถือเงิน ไม่จับสตางค์ต้องการข้ามฝั่งน้ำนั้น
คนพายเรือก็ได้เรียกถามถึงค่าจ้าง แต่พระสงฆ์นั้นเองไม่มีเงินที่จะตอบแทนให้มีให้ได้เพียงแต่ “บุญ” แต่เจ้าของเรือนั้นเองก็ยังเรียกร้องบุญกุศลที่ยังเป็นตัวเป็นตนอีก
ท้ายที่สุดพระสงฆ์รูปนั้นก็ได้แคะเอา “ขี้มูก” ส่งให้ก้อนหนึ่ง
แม้ถึงขนาดนี้คนพายเรือก็ยังท้วงว่า “ทำไมบุญถึงก้อนนิดเดียว…?”
เมื่อเขาได้รับก้อนบุญที่เป็นตัวเป็นตนนั้นเก็บไว้แล้ว แมลงก็มาตอมบ้าง มดก็มาขึ้นจะมายกไปบ้าง เขาเองก็เลยตัดสินใจ “กิน” ก้อนบุญนั้นให้หมดไปเสียเลย แล้วจึงกล่าวคำอุทานขึ้นว่า “บุญมันเค็ม ๆ นิดหน่อยอย่างนี้เอง... คนหลายคนทุกวันนี้
“ทำบุญก็ไม่รู้จักบุญ...”

ท่านทั้งหลายเมื่อทำบุญ ทำความดี เสียสละในการปฏิบัติธรรมแล้ว ถ้ามีความหวังแล้วความสุขใจที่ได้รับจากการทำความบุญหรือความดีนั้นนั้นก็จะหายไปเกือบหมด
ประหนึ่งกับการทำงานอย่างหนักและเหน็ดเหนื่อยเมื่อได้อาหารมา ได้ข้าวมาสักจานหนึ่งแต่ต้องแบ่งให้บุคคลอื่นเพิ่มขึ้นอีกสามคน คนสามคนนั้นก็คือ “นายโลภ นายโกรธ และนายหลง”
เมื่อเราทำงานคนเดียวมีคนอีกสามคนมาแบ่งด้วยอย่างนี้จะไหวหรือ...?

ท่านทั้งหลายโปรดตัดหุ้นส่วนที่เห็นแก่ได้ทั้งสามนั้นออกไปเถิด ตัดเสียซึ่งความหวัง ตัดเสียซึ่งการกระทำที่พึงหวังผลตอบแทน
เมื่อท่านทำได้เช่นนี้ การงานทั้งหลายที่ท่านปฏิบัติอยู่ ณ ที่ทำงาน หน้าที่ทั้งหลายที่ท่านปฏิบัติอยู่แม้แต่ในบ้าน การปฏิบัติเหล่านั้นเราเรียกว่า “การปฏิบัติธรรม...”