ถึงตอนนี้เราได้สูญเสียปราสาทพระวิหารและบริเวณโดยรอบอีก 4.2 ตร.กม รอบตัวปราสาทไปให้อยู่ในความดูแลของเขมรเรียบร้อยแล้วภายใต้การสนับสนุนอย่างกระเหี้ยนกระหือรือของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา(06 มิ.ย.2551) ได้พาลูกๆสองคนและภรรยาไปร่วมแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลเฮงซวยนี้ที่โรงช้าง มอ.หาดใหญ่ ได้ฟังอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทองอธิบายความเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งพวกเราเรียนรู้กันมาแบบผิดๆตลอดว่า เราเสียเขาพระวิหารให้เขมรไป แต่ความจริงคือ ศาลโลกตัดสินให้เฉพาะตัว ปราสาทพระวิหารเท่านั้น และพวกเราก็ถูกรัฐบาลนี้แหกตาหลอกด้วยคำพูดต่างๆ ในแนวทางนี้ตลอด นายกฯไทยบอกว่าเราเสียเขาพระวิหารไปตั้ง 45ปีแล้ว จะอะไรกันนักกันหนา จะกระเหี้ยนกระหือรือทำอะไร
ถึงตอนนี้เราได้สูญเสียปราสาทพระวิหารและบริเวณโดยรอบอีก 4.2 ตร.กม รอบตัวปราสาทไปให้อยู่ในความดูแลของเขมรเรียบร้อยแล้วภายใต้การสนับสนุนอย่างกระเหี้ยนกระหือรือของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะโดยเฉพาะตัวนายกหอกหักและ รมต.เหล่แห่งกระทรวงต่างประเทศ (ตอนนี้ไม่กล้ากลับมาเมืองไทยแล้วออกจากคิวเบคตรงไปลอนดอน ไปทำไม???) เพราะ Unesco จะให้งบประมาณในแต่ละปีมาให้เขมรบริหารจัดการ แต่ถามว่าคุณมีสิทธิมาบริหารจัดการอะไรภายใต้พื้นที่ราชอาณาจักรของประเทศไทย เปรียบง่ายๆเหมือนกับ มีนายหอกหักคนหนึ่งซึ่งคุณไม่รู้จักเข้ามาหากินหรือจัดระเบียบในบ้านคุณและบริเวณบ้านคุณ โดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ
ผมได้แนบบทความของอาจารย์เจิมศักดิ์ มาให้อ่านด้วยครับ
|
ข้อเท็จจริงและมุมมองกรณีปราสาทพระวิหาร
|
|
โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
|
23 มิถุนายน 2551 09:48 น.
|
|
|
ข้อเท็จจริง 1. คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินกรณีพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทย-ราชอาณาจักรกัมพูชา กรณี “ปราสาทพระวิหาร” เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย (1) ลงความเห็นว่า“ปราสาทพระวิหาร” ตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 (2) ลงความเห็นว่า ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหาร หรือตำรวจผู้เฝ้ารักษาหรือดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียง ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 2. คำฟ้องของกัมพูชาระบุเฉพาะอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ มิอาจขยายให้กว้างออกไปนอกพื้นที่จนครอบคลุมเขาพระวิหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาดงรัก ฉะนั้น การกล่าวถึงข้อพิพาทในคดีว่าเป็น “คดีเขาพระวิหาร” หรือ “คดีปราสาทเขาพระวิหาร” จึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ที่ถูกต้องคือ “คดีปราสาทพระวิหาร” โดยจำกัดพื้นที่เฉพาะบริเวณที่ตั้งของปราสาท คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จึงจำกัดเฉพาะภายในกรอบคำร้องที่กัมพูชายื่นฟ้องโดยไม่อาจขยายพื้นที่นอกเหนือจากบริเวณที่ตั้งของปราสาท 3. ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงความเห็นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2551 ชี้ให้เห็นประเด็นข้อเท็จจริงสำคัญ ได้แก่ 3.1 คำพิพากษาของศาลไม่มีกลไกบังคับคดี ในทางปฏิบัติจึงไม่อาจนำมาบังคับคดีได้ แต่ไทยก็ได้ปฏิบัติตามโดยไม่ขัดขืนหรือละเมิดคำพิพากษา โดยไทยได้ถอนบุคคลากรไทยผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษาปราสาทพระวิหาร ย้ายเสาธงชาติไทยออกมานอกพื้นที่ปราสาทพระวิหารและสร้างรั้วล้อมตัวปราสาทไว้ เป็นการถอนการครอบครองปราสาทพระวิหารตามคำพิพากษา 3.2 เนื่องจากไทยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา จึงไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาและยื่นประท้วงคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวและตั้งข้อสงวนไว้ โดยไทยถือว่าปราสาทพระวิหารยังอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และจะกลับไปครอบครองปราสาทพระวิหารอีกเมื่อคำพิพากษาได้รับการพิจารณาทบทวนแก้ไขอีกครั้ง 3.3 ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไทยจึงไม่สมควรเปลี่ยนท่าทีหรือยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบในระดับรัฐบาลและประชามติ 3.4 หากพิจารณาในภาพรวมจะเห็นว่า ศาลเชื่อในหลักการว่าเส้นสันปันน้ำยังคงเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณเทือกเขาดงรัก เส้นสันปันน้ำที่เขาพระวิหารอยู่ที่ขอบหน้าผา ฉะนั้น ถ้าจะมีการสำรวจใหม่ เส้นแบ่งเขตน่าจะเป็นเช่นเดิมโดยใช้สันปันน้ำเป็นหลัก ปราสาทพระวิหารจึงยังอยู่ในเขตแดนไทย 4. ปัจจุบัน แนวรั้วลวดหนามที่กั้นปราสาทพระวิหารส่วนที่ยกให้แก่กัมพูชา ตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อปี พ.ศ.2505 นั้น ได้ถูกประชาชนกัมพูชารื้อถอนนำไปจำหน่ายจนหมดไม่เห็นแนวรั้วเดิมแล้ว การที่กัมพูชาได้ครอบครองพระวิหารที่ยอดเขา และยังอ้างเส้นเขตแดนบริเวณดังกล่าวตามแผนที่ท้ายฟ้องของกัมพูชาเอง จึงก่อให้เกิดปัญหาการทับซ้อนเส้นเขตแดนขึ้น โดยที่กระทรวงการต่างประเทศไทยถือว่าอาณาเขตไทยต้องยึดตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2505 ซึ่งในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่า มีพื้นที่หลายส่วน เช่น บริเวณทางทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหาร ฝ่ายกัมพูชาได้ก่อสร้างชุมชนและวัด ก่อสร้างถนนขึ้นมาจากประเทศกัมพูชา รวมทั้งกรณีชุมชนร้านค้า โรงแรม สถานบันเทิง คาราโอเกะ และที่ทำการช่องปราสาทพระวิหาร ก็อยู่นอกแนวเขต 20 เมตรจากบันไดนาค ซึ่งในกรณีเหล่านี้ กรมแผนที่ทหารชี้ว่าเป็นดินแดนของประเทศไทย 5. ท่าทีของฝ่ายกัมพูชาที่มีมาโดยตลอด คือ รัฐบาลกัมพูชาพยายามผลักดันการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว 6. วันที่ 28 มิถุนายน 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่เมืองไครส์เซริต์ ประเทศนิวซีแลนด์ ได้มีมติเกี่ยวกับการที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เห็นว่า ปราสาทพระวิหารมีคุณค่าที่เป็นสากลอย่างเด่นชัด และสมควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยให้ไทยและกัมพูชาตกลงที่จะร่วมกันจัดทำแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยให้มีการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนอีกครั้งหนึ่งในการประชุมสมัยที่ 32 ณ เมืองคิวเบกท์ ประเทศแคนาดา ในเดือนกรกฎาคม 2551 วันที่ 3-4 มกราคม 2551 คณะกรรมการมรดกโลกฝ่ายไทย โดยมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ กรมศิลปากร กรมแผนที่ทหาร ร่วมกับคณะกรรมการมรดกโลกจากกัมพูชา และจากต่างประเทศ ร่วมเดินทางสำรวจภูมิประเทศ จัดทำแผนผังบริเวณภาพสลักนูนต่ำผามออีแดง, สถูปคู่, สระตราว และแหล่งตัดหินในฝั่งประเทศไทย ปราสาทพระวิหาร, ช่องบันไดหัก และสระน้ำต่างๆ รอบบริเวณปราสาทพระวิหารฝั่งประเทศกัมพูชา เพื่อนำข้อมูลเข้าการร่วมประชุมจัดทำแผนร่วมกัน การประชุมจัดทำแผนฯ ที่เมืองเสียมราฐ เมื่อวันที่ 12-13 มกราคม 2551 ปรากฏว่า รัฐบาลกัมพูชา นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรี แสดงท่าทีไม่ยอมรับข้อเสนอฝ่ายไทย โดยยังย้ำถึงเส้นเขตแดนที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ของฝรั่งเศส เมื่อปี 2451 และการนำเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว (เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งการเลือกตั้งทั่วไปกัมพูชาจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2551) มุมมองต่อการดำเนินการกรณีปราสาทพระวิหาร 1.รัฐบาลไทยควรยืนยันเจตนาเดิมที่จะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับกัมพูชา โดยร่วมขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารและบริเวณสระตราว สถูปคู่ และภาพสลักนูนต่ำ ตลอดจนผามออีแดง ซึ่งอยู่ในฝั่งประเทศไทยเป็นบริเวณทั้งหมดของมรดกโลก ในลักษณะชุมชนโบราณ และให้มีการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน หากกัมพูชาไม่ยินยอม ไทยควรขอให้มีการยับยั้งการดำเนินการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวของกัมพูชา รัฐบาลไทยไม่สามารถจะสนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงประเทศเดียวอย่างที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศไปลงนามเช่นนั้น เพราะการขึ้นทะเบียนตัวเขาพระวิหารนั้น ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท แต่จะต้องมีการประกาศเขตพื้นที่อนุรักษ์รอบตัวโบราณสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตไทย การจะอนุญาตให้ก่อสร้าง หรือห้ามก่อสร้าง หรือการควบคุมใดๆ ก็เป็นอำนาจอธิปไตยของไทย หากยินยอมให้กัมพูชาดำเนินการฝ่ายเดียวก็เท่ากับว่าไทยยอมสูญเสียอำนาจอธิปไตยเหนือแผ่นดินไทย 2.รัฐบาลไทยไม่ควรพิจารณาผ่อนผัน ผ่อนปรน เงื่อนไขของอาณาเขต เพื่อแลกกับประโยชน์ของคนไทยบางกลุ่มที่หวังไปร่วมลงทุนทางการค้า การท่องเที่ยว และ Entertainment Complex ที่บริเวณใกล้ช่องตาเฒ่า (ในเขตกัมพูชา) หรือเกาะกง หรือผลประโยชน์ในอ่าวไทย หรือที่อื่นใดในประเทศกัมพูชา อนึ่ง มีคำยืนยันโดยบุคคลระดับรัฐมนตรีของกัมพูชาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีแผนจะเข้าไปลงทุนจำนวนมหาศาลในกัมพูชา 3.รัฐบาลไทยควรดำเนินการโยกย้ายชุมชนตลาดหน้าบันได ที่ชาวกัมพูชามาตั้งร้านค้า ที่พักนักท่องเที่ยว สถานบันเทิง คาราโอเกะ วัด และที่ทำการช่องพระวิหาร ออกจากเขตดินแดนประเทศไทย มิเช่นนั้น อนาคตกัมพูชาอาจอ้างสิทธิ์ครอบครองที่ไทยไม่ได้โต้แย้งสิทธิ์ในเขตแดน ดังเช่นในอดีต และต้องถือว่าคนกัมพูชาที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานดังกล่าว เป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและเป็นผู้บุกรุก 4.รัฐบาลไทยจะต้องดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 บังคับว่า ก่อนดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงและจะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาและข้อตกลง และจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาด้วย การกระทำของนายนพดล ปัทมะ น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่มีสภาพบังคับหรือผูกพันใดๆ ต่อรัฐไทยทั้งสิ้น และสมควรจะต้องมีการดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่งต่อไป 5. การดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบในแถลงการณ์อันเป็นการยืนยันให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยฝ่ายเดียวนั้น ส่อว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่ออธิปไตยของแผ่นดินไทย เพราะเป็นการมุ่งทำลายจุดยืนและสิทธิตามข้อสงวนของรัฐไทย ในการที่จะพิทักษ์ไว้ซึ่งสิทธิอาณาเขตและอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารและเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาตามแนวเส้นสันปันน้ำ อันเป็นหลักการที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด ควรจะต้องมีการดำเนินคดีกับนายนพดล ปัทมะ และคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบในการดังกล่าวอย่างถึงที่สุด น่าคิดว่า นอกจากจะต้องลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนคนไทยอย่างไร จะรับผิดชอบต่อบรรพบุรุษ ที่เคยต่อสู้เพื่อสงวนรักษาแผ่นดินไทย อย่างไร และจะรับผิดชอบต่ออนุชนรุ่นหลัง อย่างไร
|
|
|
|
ขอบคุณมากครับอาจารย์ขจิต
คุณnaree ครับ เราต้องไม่ยอมแพ้ครับ ตอนนี้คงต้องรอฟังการประกาศจาก unesco ว่าตกลงจริงๆแล้วเค้าให้ส่วนไหนเป็นมรดกโลก แต่ถ้าตามหลักการณ์ของการพิจารณาของ unesco แล้วคงต้องเหมารวมไปหมดเลยทั้งบริเวณโดยรอบด้วยซึ่งก็จะมีพื้นที่ 4.2 ตร.กม.
ส่วนที่คุณปองพลแถลงนั้นก็ต้องดูว่า เราจะเอาอะไรไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกหล่ะครับ เพราะทั้งหมดโดยรอบทั้ง ปราสาทอีก 2-3หลัง สระตาว บันไดนาค และอีกหลายๆอย่างโดยรอบถ้าเป็นไปตามข้อกำหนดเดิมก็ต้องหมายถึง เขมรเหมาไปหมดแล้วครับ
แต่เราในฐานะประชาชนคนไทยของพระเจ้าอยู่หัวต้องช่วยกันอารยะขัดขืนในระดับนานาชาติแล้วครับ
ได้เลยครับ
ขอบคุณมากครับอาจารย์ขจิต
คุณnaree ครับ เราต้องไม่ยอมแพ้ครับ ตอนนี้คงต้องรอฟังการประกาศจาก unesco ว่าตกลงจริงๆแล้วเค้าให้ส่วนไหนเป็นมรดกโลก แต่ถ้าตามหลักการณ์ของการพิจารณาของ unesco แล้วคงต้องเหมารวมไปหมดเลยทั้งบริเวณโดยรอบด้วยซึ่งก็จะมีพื้นที่ 4.2 ตร.กม.
ส่วนที่คุณปองพลแถลงนั้นก็ต้องดูว่า เราจะเอาอะไรไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกหล่ะครับ เพราะทั้งหมดโดยรอบทั้ง ปราสาทอีก 2-3หลัง สระตาว บันไดนาค และอีกหลายๆอย่างโดยรอบถ้าเป็นไปตามข้อกำหนดเดิมก็ต้องหมายถึง เขมรเหมาไปหมดแล้วครับ
แต่เราในฐานะประชาชนคนไทยของพระเจ้าอยู่หัวต้องช่วยกันอารยะขัดขืนในระดับนานาชาติแล้วครับ
อีกหนึ่งความคิดจากผู้รู้จริงๆ เพิ่งลงใน www.เลยรีบนำมาให้อ่าน
อดุล” อัด “นพดล” เลอะเทอะขึ้นทะเบียนร่วม เตือนคนไทยรับกรรมแผนพัฒนาเขมร
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2551 15:03 น.
“อดุล วิเชียรเจริญ” อัด “นพดล” เละ ชี้กลยุทธ์กลบเกลื่อน อ้างปลอบใจไทยอาจจะได้สิทธิขึ้นทะเบียนบริเวณรอบๆ และอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร สับยับ! เป็นคนละเรื่องและเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของไทยไม่เกี่ยวเขมร เตือนคนไทยรับกรรมจากแผนพัฒนาเขมร
ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ อดีตประธานกรรมการมรดกโลก เปิดเผยถึงกรณีที่นายปองพล อดิเรกสาร ในฐานะประธานกรรมการมรดกโลกคนล่าสุดที่เดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ควิเบก ประเทศแคนาดา ว่าอาจจะมีการปลอบใจคนไทยด้วยการเปิดโอกาสให้นำพื้นที่บริเวณรอบๆ เขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย
“ปู้โธ่ คุณ ไอ้ที่พูดมาแบบนั้นนี่คนฟังที่เค้ารู้เรื่องดีเค้าจะรู้ว่ามันไม่เกี่ยวกันเลย เพราะพื้นที่รอบๆ เขาพระวิหาร ซึ่งรวมไปถึงพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารนั้น มันเป็นของคนไทย เป็นของประเทศไทยโดยชอบธรรม ถ้าไทยจะขึ้น ไทยก็ขึ้นเอง ไม่ได้มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกับเขมร เหมือนกับที่เราขึ้นทะเบียนทุ่งใหญ่นเรศวร เรามีพื้นที่ที่ติดกับพม่าตั้งเยอะ แต่ตอนเราขึ้นทะเบียน เราก็ไม่ต้องไปเกี่ยวกับพม่า เพราะมันเป็นของเรา ไอ้ที่บอกว่า จะเป็นการปลอบใจ มันกลบเกลื่อนทั้งนั้น เป็นกลยุทธ์กลบเกลื่อน แล้วตรงอุทยานเขาพระวิหาร ก็ไม่ได้มีอะไรดีเด่นถึงถึงขั้นที่จะขึ้นทะเบียนได้ด้วย อีกทั้งถ้าจะขึ้น มันเป็นจะเป็นมรดกโลกด้านธรรมชาติ ไม่ได้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมอะไรเลย มันคนละประเภท คนละเรื่องกัน” อ.อดุลกล่าว
อดีตประธานมรดกโลกเปิดเผยความรู้สึกภายหลังทราบข่าวมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่อนุมัติให้เขมรขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารว่า ทราบตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา และรู้สึกว่าคนไทยจะต้องรับกรรมจากเหตุที่เกิดขึ้น ตอนนี้อาจจะยังไม่เห็น แต่หลังจากการเสนอแผนพัฒนาพื้นที่แล้ว คนไทยจะต้องรับกรรมแน่นอน
“ที่ผ่านมามีการทำเสมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีผลกระทบต่อดินแดนไทยใดๆ ทำให้ไม่รู้สึกว่าเสียอะไร จริงๆ แล้วมันจะชัดขึ้นก็ภายหลังที่กัมพูชาจัดทำแผนพัฒนาเสนอที่ประชุมกรรมการมรดกโลกอีก 2 ปี ข้างหน้า แล้วต้องใช้พื้นที่ของไทยในการทำแผนพัฒนา ตามกฎของอนุสัญญาคณะกรรมการมรดกโลกที่บังคับเอาไว้ว่าประเทศรัฐภาคีสมาชิกต้องร่วมกันดูแล อนุรักษ์ ทรัพย์สินทางศิลปวัฒนธรรมของมรดกโลกเอาไว้ รวมไปถึงการที่เขมรจะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องกฎข้อบังคับห้ามปลูกสร้างอาคารใกล้พื้นที่ หรือกำหนดลักษณะของอาคารใกล้เคียงเพื่อความกลมกลืนของภูมิทัศน์ ถึงตอนนี้ก็จะชัดเจนขึ้นว่าไทยเสียอธิปไตย” อ.อดุลกล่าว
น่าคิดว่า นอกจากจะต้องลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนคนไทยอย่างไร
จะรับผิดชอบต่อบรรพบุรุษ ที่เคยต่อสู้เพื่อสงวนรักษาแผ่นดินไทย อย่างไร
และจะรับผิดชอบต่ออนุชนรุ่นหลัง อย่างไร
เขาไม่คิดหรอกค่ะ ถ้าคิดคงไม่ทำแบบนี้
เขาไม่รับผิดชอบหรอกค่ะ เพราะเขาไม่รู้จักคำนี้
เพราะฉะนั้นพวกเราคนไทยทุกๆคนของพระเจ้าอยู่หัวต้องช่วยกันแสดงออกว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้แค่ลาออกไม่พอครับ ต้องติดคุกข้อหากบฏขายแผ่นดินสถานเดียว
อันดับต่อมาอยากให้คนที่มีความรู้ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลต่างๆให้กับคนที่ไม่รู้ในชนบทต่างๆ ให้เห็นถึงความเลวร้ายของนักเลือกตั้งบ้าๆเหล่านี้ อย่าได้เลือกคนบ้าพวกนี้กลับเข้ามาอีกเลย ขอให้พวกนี้สูญพันธุ์ออกไปให้หมด
เพราะถ้าพวกคุณอ้างว่าก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกแล้วไง ถ้าแค่ลาออกแล้วจบ ถ้ายังงั้นอีกหน่อยก็จะมีคนชั่วลอยไปลอยมาเต็มไปหมด การบริหารงานก็หมูมากๆ เพราะทำแล้วไม่ต้องรับผิด
ผมเชื่อว่า gotoknow นี้มีสมาชิกจากทุกๆจังหวัดทั่วประเทศ อยากให้มีเครือข่ายเรื่องนี้ในการกระจายข่าวสารให้ความรู้กับประชาชนในชนบทด้วยเพื่อล้างบางให้หมด
ถึงตรงนี้เวลานี้พวกเราคนไทยยังไม่ได้ยินคำขอโทษออกมาจากปากของผู้เกี่ยวข้องในระดับสูงทั้งหมด
เวลานี้ Unesco ยังสะเออะมาเจ้ากี้เจ้าการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมจาก 7 ประเทศให้มาวางแผนพัฒนาจัดการพื้นที่เขาพระวิหารด้วย ผมขอถามว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเอกราช มีรัฐบาลของตัวเอง มีความคิดตัวเอง แต่สิ่งที่ Unesco ทำมันหย่ามกันชัดๆ พื้นที่ตรงนี้เป็นอธิปไตยของเรา ถ้าคุณทำยังงั้นก็เท่ากับว่าเรายอมรับว่าเรายกดินแดนให้เค้าไปแล้ว แต่ที่น่าเสียใจที่สุดก็คือรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมันเสือกไปยอมรับคำสั่งนี้ นักวิชาการต่างๆ สื่อที่ดีต่าง ต่างก็รุมด่า แต่พวกนี้ก็ทำเป็นไม่ได้ยิน
ผม copy บทบรรณาธิการของ นสพ.ThaiPost ฉบับวันนี้ 9 กค.2551 มาให้อ่านด้วยครับ
บทบรรณาธิการ
บทเรียนจากเขาพระวิหาร เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
9 กรกฎาคม 2551 กองบรรณาธิการ
ปฏิกิริยาท่าทีของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ที่ไม่อินังขังขอบ หรือรู้สึกว่าต้องแสดงความรับผิดชอบ
ต่อกรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้ตกลงให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ตลอดจนถึงปรากฏการณ์ที่คณะรัฐมนตรีมิได้เห็นว่าเป็นความบกพร่องผิดพลาดใดๆ จากคำชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 มิถุนายน 2551 รับรองแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 นั้น แม้มิใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมายของประชาชนในสังคมไทย แต่ในฐานะเจ้าของประเทศก็ยังหวังเหลือเกินว่า บทเรียนครั้งสำคัญและมีคุณค่ามหาศาลนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจและสอนคนไทยทั้งชาติว่า หน้าที่ในการพิทักษ์รักษาสมบัติและทรัพยากรของแผ่นดินนั้น มิใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และผู้บริหารประเทศมิอาจจะใช้อำนาจตามอำเภอใจอ้างเป็นความชอบธรรมไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
ไม่มีทั้งคำ "ขอโทษ" หรือแม้แต่คำว่า "เสียใจ" ออกจากปากของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ถือเป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดา เมื่อพิจารณาจากวิธีคิด วิธีพูด และวิธีทำของรัฐบาลนอมินีชุดนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาบริหารประเทศ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการยอมรับความจริงเกี่ยวกับปัญหาต่อมจิตสำนึกของรัฐบาลพิการ จนถึงขั้นเป็นบุคคลล้มละลายด้านความน่าเชื่อถือนั้น จะไม่ให้คนไทยส่งเสียงประณามหรือสาปแช่งกับนโยบายการบริหารงานต่างประเทศที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในเรื่องประสาทพระวิหารคงไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับที่ต้องทวงถามหาความรับผิดชอบจากทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กรมแผนที่ทหาร กระทรวงกลาโหม สำนักอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตลอดจนถึงคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก
อาจจะไม่ใช่เวลาที่จะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่น่าจะเป็นช่วงการต้องหาทางเยียวยากับปัญหาที่เกิดขึ้น ตามข้อเสนอแนะของฝ่ายต่างๆ รวมทั้งนักวิชาการที่เห็นว่า ประเทศไทยสามารถทำเรื่องคัดค้านต่อคณะกรรมการมรดกโลก โดยอาศัยคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการทำหนังสือราชการอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประเทศไทยมีส่วนร่วมต่อมรดกโลกในครั้งนี้ รวมทั้งการต่อต้านการตั้งคณะกรรมการ 7 ประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลประสาทพระวิหารในอนาคตนั้น แต่นัยสำคัญของการทวงถามหาความรับผิดชอบ หรือสะกิดต่อมจิตสำนึกของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เป็นประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ และขอยืนยันว่าสามารถจัดเป็นวาระแห่งชาติอันเกิดจากบทเรียนที่แสนเจ็บปวดที่เขาพระวิหารนี้ได้ หากไม่ต้องการเห็นประเทศไทยต้องประสบกับฝันร้ายเฉกเช่นนี้อีก
วาระแห่งชาติอันเป็นการทบทวนบทเรียนจากเขาพระวิหารนี้ คือจิตสำนึกของข้าราชการไทยที่ต้องแสดงความกล้าหาญ ซื่อสัตย์ ต่อหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง อย่าได้ก้มหน้ายอมรับการกระทำใดๆ ผ่านอำนาจทางการเมือง ทั้งๆ ที่เห็นและตระหนักรู้ดีว่า ผลที่จะตามมาไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับองค์กรเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน ถ้าข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม สำนักอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รู้จักปกป้องรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าการมุ่งรับใช้นักการเมืองที่มาแล้วก็ไปตามกระแสการเมือง เชื่อว่าเหตุการณ์อัปยศที่เขาพระวิหารคงไม่เกิดขึ้นจนสายเกินไป และสังคมไทยคงไม่ต้องมาตะโกนฟ้องร้องป่าวประกาศ แฉโพยปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน กระทั่งต้องอาศัยบารมีจากศาลสถิตยุติธรรมในการช่วยเหลือ ต่อสู้เรียกร้อง
เราเชื่อว่า ด้วยวิกฤติศรัทธาและสภาพความเป็นคณะบุคคลล้มละลายทางด้านความน่าเชื่อถือของรัฐบาล โดยเฉพาะนายสมัคร สุนทรเวช และนายนพดล ปัทมะ อย่างไรเสียรัฐมนตรีนอมินีเหล่านี้คงมีเวลาบนเก้าอี้อำนาจไม่นาน ฉะนั้น สาระสำคัญจึงอยู่ที่ข้าราชการประจำที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนมากกว่า ว่าจะซึมซับปัญหาและบทเรียนจากกรณีเขาพระวิหารได้มากน้อยเพียงใดว่า คนไทยแพ้คนเขมรก็เพราะคนไทยนี่แหละที่ขาดจิตสำนึกต่อหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะข้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วปล่อยให้อำนาจเงินและอิทธิพลทางการเมืองมีอำนาจเหนือความเป็นคนไทย.
<object width="425" height="350"> <param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/gzbGUIKN53M"> </param> <embed src="http://www.youtube.com/v/gzbGUIKN53M" type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="350"> </embed> </object>
ยอดเยี่ยมมากครับคุณ nana
มีเพลงแปลงแบบนี้อีกมั๊ยครับ ขออีกหน่ะครับ