ถึงตรงนี้เวลานี้พวกเราคนไทยยังไม่ได้ยินคำขอโทษออกมาจากปากของผู้เกี่ยวข้องในระดับสูงทั้งหมด

เวลานี้ Unesco ยังสะเออะมาเจ้ากี้เจ้าการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมจาก 7 ประเทศให้มาวางแผนพัฒนาจัดการพื้นที่เขาพระวิหารด้วย ผมขอถามว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเอกราช มีรัฐบาลของตัวเอง มีความคิดตัวเอง แต่สิ่งที่ Unesco ทำมันหย่ามกันชัดๆ พื้นที่ตรงนี้เป็นอธิปไตยของเรา ถ้าคุณทำยังงั้นก็เท่ากับว่าเรายอมรับว่าเรายกดินแดนให้เค้าไปแล้ว แต่ที่น่าเสียใจที่สุดก็คือรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมันเสือกไปยอมรับคำสั่งนี้ นักวิชาการต่างๆ สื่อที่ดีต่าง ต่างก็รุมด่า แต่พวกนี้ก็ทำเป็นไม่ได้ยิน

ผม copy บทบรรณาธิการของ นสพ.ThaiPost ฉบับวันนี้ 9 กค.2551 มาให้อ่านด้วยครับ

บทบรรณาธิการ

บทเรียนจากเขาพระวิหาร เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

9 กรกฎาคม 2551 กองบรรณาธิการ

ปฏิกิริยาท่าทีของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ที่ไม่อินังขังขอบ หรือรู้สึกว่าต้องแสดงความรับผิดชอบ

ต่อกรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้ตกลงให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ตลอดจนถึงปรากฏการณ์ที่คณะรัฐมนตรีมิได้เห็นว่าเป็นความบกพร่องผิดพลาดใดๆ จากคำชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 มิถุนายน 2551 รับรองแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 นั้น แม้มิใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมายของประชาชนในสังคมไทย แต่ในฐานะเจ้าของประเทศก็ยังหวังเหลือเกินว่า บทเรียนครั้งสำคัญและมีคุณค่ามหาศาลนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจและสอนคนไทยทั้งชาติว่า หน้าที่ในการพิทักษ์รักษาสมบัติและทรัพยากรของแผ่นดินนั้น มิใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และผู้บริหารประเทศมิอาจจะใช้อำนาจตามอำเภอใจอ้างเป็นความชอบธรรมไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่มีทั้งคำ "ขอโทษ" หรือแม้แต่คำว่า "เสียใจ" ออกจากปากของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ถือเป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดา เมื่อพิจารณาจากวิธีคิด วิธีพูด และวิธีทำของรัฐบาลนอมินีชุดนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาบริหารประเทศ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการยอมรับความจริงเกี่ยวกับปัญหาต่อมจิตสำนึกของรัฐบาลพิการ จนถึงขั้นเป็นบุคคลล้มละลายด้านความน่าเชื่อถือนั้น จะไม่ให้คนไทยส่งเสียงประณามหรือสาปแช่งกับนโยบายการบริหารงานต่างประเทศที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในเรื่องประสาทพระวิหารคงไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับที่ต้องทวงถามหาความรับผิดชอบจากทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กรมแผนที่ทหาร กระทรวงกลาโหม สำนักอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตลอดจนถึงคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก

อาจจะไม่ใช่เวลาที่จะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่น่าจะเป็นช่วงการต้องหาทางเยียวยากับปัญหาที่เกิดขึ้น ตามข้อเสนอแนะของฝ่ายต่างๆ รวมทั้งนักวิชาการที่เห็นว่า ประเทศไทยสามารถทำเรื่องคัดค้านต่อคณะกรรมการมรดกโลก โดยอาศัยคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการทำหนังสือราชการอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประเทศไทยมีส่วนร่วมต่อมรดกโลกในครั้งนี้ รวมทั้งการต่อต้านการตั้งคณะกรรมการ 7 ประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลประสาทพระวิหารในอนาคตนั้น แต่นัยสำคัญของการทวงถามหาความรับผิดชอบ หรือสะกิดต่อมจิตสำนึกของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เป็นประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ และขอยืนยันว่าสามารถจัดเป็นวาระแห่งชาติอันเกิดจากบทเรียนที่แสนเจ็บปวดที่เขาพระวิหารนี้ได้ หากไม่ต้องการเห็นประเทศไทยต้องประสบกับฝันร้ายเฉกเช่นนี้อีก

วาระแห่งชาติอันเป็นการทบทวนบทเรียนจากเขาพระวิหารนี้ คือจิตสำนึกของข้าราชการไทยที่ต้องแสดงความกล้าหาญ ซื่อสัตย์ ต่อหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง อย่าได้ก้มหน้ายอมรับการกระทำใดๆ ผ่านอำนาจทางการเมือง ทั้งๆ ที่เห็นและตระหนักรู้ดีว่า ผลที่จะตามมาไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับองค์กรเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน ถ้าข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม สำนักอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รู้จักปกป้องรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าการมุ่งรับใช้นักการเมืองที่มาแล้วก็ไปตามกระแสการเมือง เชื่อว่าเหตุการณ์อัปยศที่เขาพระวิหารคงไม่เกิดขึ้นจนสายเกินไป และสังคมไทยคงไม่ต้องมาตะโกนฟ้องร้องป่าวประกาศ แฉโพยปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน กระทั่งต้องอาศัยบารมีจากศาลสถิตยุติธรรมในการช่วยเหลือ ต่อสู้เรียกร้อง

เราเชื่อว่า ด้วยวิกฤติศรัทธาและสภาพความเป็นคณะบุคคลล้มละลายทางด้านความน่าเชื่อถือของรัฐบาล โดยเฉพาะนายสมัคร สุนทรเวช และนายนพดล ปัทมะ อย่างไรเสียรัฐมนตรีนอมินีเหล่านี้คงมีเวลาบนเก้าอี้อำนาจไม่นาน ฉะนั้น สาระสำคัญจึงอยู่ที่ข้าราชการประจำที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนมากกว่า ว่าจะซึมซับปัญหาและบทเรียนจากกรณีเขาพระวิหารได้มากน้อยเพียงใดว่า คนไทยแพ้คนเขมรก็เพราะคนไทยนี่แหละที่ขาดจิตสำนึกต่อหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะข้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วปล่อยให้อำนาจเงินและอิทธิพลทางการเมืองมีอำนาจเหนือความเป็นคนไทย.